เจาะงานวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี: เมื่อเด็กไทยเรียนสูงขึ้น แต่ระดับสติปัญญา (IQ) กลับโตไม่ทันโลก

เจาะงานวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี: เมื่อเด็กไทยเรียนสูงขึ้น แต่ระดับสติปัญญา (IQ) กลับโตไม่ทันโลก

แม้เด็กไทยจะมีโอกาสเรียนสูงขึ้นและอยู่ในระบบการศึกษานานขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ “คุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยเติบโตทันโลกหรือไม่”

คำตอบจากงานวิจัยระยะยาวกว่า 10 ปี ชวนให้สังคมไทยต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง เมื่อผลการติดตามพัฒนาการเด็กพบว่า เด็กไทยกลุ่มตัวอย่างแม้จะโตขึ้นและเรียนสูงขึ้น แต่ พัฒนาการด้านสติปัญญา (IQ) กลับเติบโตช้ากว่าเด็กในประเทศพัฒนาแล้ว

ข้อค้นพบนี้มาจาก ‘โครงการพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนแบบตัวอย่างซ้ำในประเทศไทย’ (Thailand Childhood Longitudinal Survey) ซึ่งจัดทำโดย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)


งานวิจัยที่ติดตาม “เด็กคนเดิม” ต่อเนื่องเกือบ 10 ปี

หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนสำคัญของโครงการนี้คือ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย และรองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

รศ.ดร.วีระชาติ อธิบายว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการดูว่าเด็กไทย “เก่งหรือไม่เก่ง” แต่ต้องการหาคำตอบว่า การลงทุนแบบใดจึงจะช่วยพัฒนาเด็กได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ทีมวิจัยติดตามเด็กกลุ่มเดิมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเก็บข้อมูลรอบด้าน ทั้งเรื่องครัวเรือน สภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู พฤติกรรมของพ่อแม่ การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง การให้ของเล่น ตลอดจนวัดผลด้าน IQ, EF และบุคลิกภาพ


ผลวิจัยชี้ เด็กไทย “ยิ่งโต ยิ่งตามหลัง”

ผลการประเมิน IQ ในโครงการนี้ ใช้เครื่องมือ Raven’s 2 Progressive Matrices สำรวจเด็กกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่จังหวัด มหาสารคามและกาฬสินธุ์ ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน

กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุระหว่าง 7.8 ปี ถึง 13.9 ปี จำนวน 1,292 คน และพบว่า เด็กกลุ่มนี้มีระดับ IQ เฉลี่ยประมาณ 86.4 คะแนน

ประเด็นที่น่ากังวลคือ ค่า IQ เฉลี่ยลดลงตามระดับชั้นที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.วีระชาติ อธิบายว่า การที่ค่า IQ ลดลงไม่ได้หมายความว่าเด็กไทย “ฉลาดน้อยลง” แต่หมายถึงว่า เด็กไทยพัฒนาทักษะด้านสติปัญญาช้ากว่าเด็กอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน

กล่าวคือ หากดูจากคะแนนดิบ เด็กไทยตอบคำถามได้มากขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานของเด็กอเมริกัน ซึ่งกำหนดค่าเฉลี่ยไว้ที่ IQ 100 จะเห็นว่าเมื่ออายุมากขึ้น เด็กอเมริกันพัฒนาได้เร็วกว่า จึงทำให้เด็กไทยดูเหมือนมี IQ ลดลงเมื่อแปลงเป็นคะแนนมาตรฐาน


ไม่ใช่แค่เรื่องฐานะ แต่ระบบการเรียนรู้ยังไม่ตอบโจทย์

รศ.ดร.วีระชาติ ชี้ว่า ปัญหานี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเรื่อง “ความยากจน” เพียงอย่างเดียว เพราะแม้เมื่อนำกลุ่มตัวอย่างมาแยกเป็นกลุ่มฐานะค่อนข้างยากจนกับกลุ่มที่มีฐานะดีขึ้นบ้าง รูปแบบปัญหาก็ยังคล้ายกัน

สิ่งที่น่าคิดต่อคือ โครงสร้างการเรียนรู้ของไทยอาจยังไม่สามารถพัฒนาทักษะทางปัญญาของเด็กได้เต็มศักยภาพเท่าที่ควร ทั้งในมิติของ

  • วิธีการเรียนการสอน

  • ระบบการเรียนรู้ในโรงเรียน

  • การกระตุ้นการคิดวิเคราะห์

  • และการสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม

พูดอีกอย่างคือ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “รอยรั่วในระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่


เด็กไทยอ่อน “การคิดยืดหยุ่น” สัญญาณที่เชื่อมโยงถึง PISA

นอกจาก IQ แล้ว งานวิจัยยังประเมิน ทักษะการคิดเชิงบริหาร (Executive Functions: EF) โดยใช้ Yellow Red Application

ผลที่น่าสนใจคือ แม้คะแนน EF เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นตามวัย แต่เมื่อเจาะลึกเฉพาะทักษะ การคิดยืดหยุ่น (cognitive flexibility) กลับพบว่า เด็กไทยกลุ่มตัวอย่างทำคะแนนได้ต่ำกว่าเด็กชิลี และช่องว่างยิ่งชัดขึ้นเมื่อระดับชั้นสูงขึ้น

รศ.ดร.วีระชาติ อธิบายว่า ทักษะการคิดยืดหยุ่นคือความสามารถในการมองปัญหาหลายมุม ปรับตัวเมื่อกติกาเปลี่ยน และแก้โจทย์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญมากในโลกปัจจุบัน

ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับภาพใหญ่ของการศึกษาไทยที่มักถูกสะท้อนผ่านผลสอบ PISA ซึ่งเด็กไทยมักมีปัญหากับข้อสอบที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ การประยุกต์ใช้ความรู้ และการแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ มากกว่าการจำเนื้อหาเดิม


บทเรียนสำคัญ: โรงเรียนต้องเปลี่ยนจาก “สอนจำ” เป็น “สอนคิด”

จากข้อค้นพบทั้งหมด รศ.ดร.วีระชาติ มองว่า ถึงแม้สถานการณ์จะน่ากังวล แต่ยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไข

เขาเสนอว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มจาก ห้องเรียน ไม่ใช่เพียงออกนโยบายระดับบน แต่ต้องลงไปดูให้ชัดว่าในห้องเรียนจริง ครูสอนอย่างไร เด็กได้คิดมากแค่ไหน และกระบวนการเรียนรู้ปัจจุบันเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เผชิญโจทย์ใหม่ ๆ หรือไม่

เพราะหากต้องการให้เด็กไทยมีพัฒนาการด้านสติปัญญาและการคิดแก้ปัญหาดีขึ้น ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องปรับจากการเน้นท่องจำ ไปสู่การเรียนรู้ที่ส่งเสริม

  • การคิดวิเคราะห์

  • การตั้งคำถาม

  • การแก้ปัญหา

  • การคิดยืดหยุ่น

  • และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง


ครอบครัวและศูนย์เด็กเล็ก คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ขาดไม่ได้

อีกประเด็นที่ รศ.ดร.วีระชาติ เน้นย้ำคือ การพัฒนาเด็กไม่อาจฝากไว้ที่โรงเรียนเพียงอย่างเดียว

ครอบครัวไทยส่วนใหญ่มีความตั้งใจสนับสนุนลูกอยู่แล้ว แต่หลายครั้งอาจยังขาดความรู้หรือเครื่องมือที่เหมาะสมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างเต็มที่

ที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ทดลองทำกิจกรรม Parenting กับครอบครัวเด็กเล็ก เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจวิธีเลี้ยงดูและกระตุ้นพัฒนาการได้ตรงจุดมากขึ้น และพบผลในทางบวกในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ยังเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะหากเด็กได้รับการเตรียมพื้นฐานตั้งแต่ช่วงปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ ปัญหาเรื่องพัฒนาการล่าช้าหรือทักษะไม่พร้อมในอนาคตก็มีโอกาสลดลงได้มาก


การลงทุนกับเด็กเล็ก คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

แรงบันดาลใจสำคัญของงานวิจัยนี้ มาจากแนวคิดของ James J. Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผู้เสนอว่าการพัฒนามนุษย์ตั้งแต่วัยเด็กเล็กให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงที่สุด

รศ.ดร.วีระชาติ เชื่อว่า แม้สังคมจะรู้กันมานานแล้วว่าการลงทุนกับเด็กปฐมวัย “คุ้มค่า” แต่โจทย์ที่สำคัญกว่าคือ จะลงทุนอย่างไรให้ได้ผลจริง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่งานวิจัยระยะยาวชิ้นนี้พยายามติดตามเด็กคนเดิมต่อเนื่อง เพื่อหาคำตอบว่า ปัจจัยใดช่วยเปลี่ยนชีวิตเด็กได้จริง และนโยบายแบบใดคุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของประเทศ


เด็กคืออนาคตของประเทศ ปัญหานี้ยาก แต่ไม่ควรถูกมองข้าม

ถึงที่สุดแล้ว งานวิจัยนี้ไม่ได้ต้องการเพียงชี้ให้เห็นปัญหา แต่กำลังส่งสัญญาณไปยังสังคมไทยว่า หากเราไม่รีบปรับระบบนิเวศการเรียนรู้ ทั้งในบ้าน ศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียน เด็กไทยอาจยิ่งเผชิญกับภาวะ “โตไม่ทันโลก” มากขึ้นเรื่อย ๆ

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ทิ้งท้ายว่า เด็กคืออนาคตของผู้ใหญ่และอนาคตของประเทศ การลงทุนกับเด็กจึงไม่มีทางไม่คุ้มค่า แม้มันจะเป็นงานที่ยาก แต่สังคมไทยไม่ควรวิ่งหนีปัญหาที่ยาก และควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างจริงจังอีกครั้ง


สรุปประเด็นสำคัญ

งานวิจัยติดตามเด็กไทยกว่า 10 ปี สะท้อนภาพที่น่ากังวลว่า แม้เด็กไทยจะเรียนสูงขึ้น แต่พัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะการคิดบางด้านยังเติบโตช้ากว่าเด็กต่างประเทศ โดยเฉพาะทักษะการคิดยืดหยุ่นที่มีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาในโลกยุคใหม่

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้เด็ก “เรียนเยอะขึ้น” แต่ต้องทำอย่างไรให้เด็กไทย คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และเติบโตทันโลก


ที่มา: กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *