“เรียนจบ แต่ไม่ได้ใบจบ” — เมื่อหนี้ค่าเทอมกลายเป็นกำแพงปิดอนาคตเด็กไทย

“เรียนจบ แต่ไม่ได้ใบจบ” — เมื่อหนี้ค่าเทอมกลายเป็นกำแพงปิดอนาคตเด็กไทย


ลองนึกภาพนี้ดู — เด็กคนหนึ่งเรียนหนักมาตลอดหลายปี สอบผ่านทุกวิชา ผ่านเกณฑ์ครบทุกข้อ แต่วันที่ควรจะได้รับใบจบการศึกษาเพื่อเดินหน้าต่อ เขากลับไม่ได้รับอะไรเลย เพราะครอบครัวยังค้างชำระค่าบำรุงการศึกษาอยู่หลักพันบาท

นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยจำนวนไม่น้อยมาอย่างต่อเนื่อง


ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่า “เรียนฟรี”

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 สภาผู้บริโภคจัดเวทีสาธารณะในหัวข้อ “ปีการศึกษานี้ ต้องไม่มีเด็กคนไหนไม่จบ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” สะท้อนปัญหาการไม่ได้รับใบจบการศึกษาจากการค้างชำระค่าเทอม ที่กลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ปิดกั้นโอกาสของเด็กไทย

ปัญหานี้ยิ่งน่าสะเทือนใจเมื่อมองในบริบทของนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี” ที่รัฐบาลประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2552 ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมปลาย แต่ในทางปฏิบัติ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า นโยบายดังกล่าวในทางปฏิบัติถูกวิพากษ์ว่าเป็นการ “เรียนฟรีทิพย์” เพราะยังมีค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงการศึกษาที่โรงเรียนเรียกเก็บจากผู้ปกครองอยู่

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ จากข้อมูลของ The Active (2567) นักเรียนระดับมัธยมต้นได้รับการสนับสนุนจากรัฐเฉลี่ยเพียง 6,158 บาทต่อปี แต่ค่าใช้จ่ายจริงเฉลี่ยอยู่ที่ 17,831 บาท หรือสูงกว่าที่รัฐช่วยเหลือเกือบ 3 เท่า ช่องว่างตรงนี้เองที่กลายเป็นภาระของครอบครัวที่มีฐานะยากจน และบางครั้งนำไปสู่การค้างชำระ

นอกจากนี้ มีรายงานว่าผู้ปกครองจำนวนมากยังต้องจ่ายค่าบำรุงการศึกษา 1,000–5,000 บาทต่อเทอม บางโรงเรียน โดยเฉพาะเอกชน สาธิต หรือห้องเรียนพิเศษ เก็บสูงถึง 12,000 บาทต่อเทอม

ทั้งนี้ ปัญหานี้พบได้แตกต่างกันในแต่ละประเภทสถานศึกษา โดยโรงเรียนรัฐและเอกชนมีกรอบกฎหมายและอำนาจในการเก็บค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน ซึ่งทำให้ผู้ปกครองในบางประเภทโรงเรียนได้รับผลกระทบมากกว่า


สภาผู้บริโภคออกโรง: “หนี้ค่าเทอม ≠ เหตุระงับใบจบ”

คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ขณะนี้มีตัวอย่างแนวปฏิบัติจากหน่วยงานด้านการศึกษาแห่งหนึ่งที่ชี้ชัดว่า “หากผู้เรียนผ่านเกณฑ์การศึกษาแล้ว สถานศึกษาควรออกเอกสารหลักฐานให้ โดยไม่ควรใช้เงื่อนไขการค้างชำระค่าเทอมมาระงับสิทธินักเรียน” และสภาผู้บริโภคเตรียมผลักดันให้สถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศใช้แนวปฏิบัติเดียวกัน

หลักการสำคัญของจุดยืนนี้คือการ “แยกหนี้ออกจากสิทธิ” โดย ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา ระบุว่า การกักใบจบการศึกษาจากกรณีผู้ปกครองค้างชำระค่าบำรุงการศึกษา อาจเข้าข่ายขัดต่อหลักสิทธิผู้เรียนตามกฎหมายและนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะเมื่อรัฐได้ประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี และจัดสรรงบอุดหนุนรายหัวครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานแล้ว การเรียกเก็บเงินซ้ำซ้อนและนำมาเป็นเงื่อนไขกักใบจบจึงสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบาย


มุมกฎหมาย: เส้นแบ่งที่ยังเลือน

ในทางกฎหมายไทย สถานการณ์มีความซับซ้อนตามประเภทของสถานศึกษา โดยเฉพาะในสถานศึกษาเอกชนที่สามารถกำหนดค่าธรรมเนียมได้ภายใต้กรอบของรัฐ ในขณะที่โรงเรียนรัฐมีข้อจำกัดที่ชัดเจนกว่า

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ชี้แจงว่า การจบการศึกษาหรือการเลื่อนชั้นของนักเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ไม่เกี่ยวข้องกับการติดค้างค่าใช้จ่ายหรือค่าบำรุงการศึกษาใด ๆ และโรงเรียนไม่สามารถใช้ประเด็นนี้ในการไม่ออกเอกสารใบรับรองผลการเรียนหรือการเลื่อนชั้นให้นักเรียนในทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม ประกาศนี้ครอบคลุมเฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เท่านั้น โรงเรียนเอกชน สถาบันอาชีวศึกษา และสถาบันอุดมศึกษา ยังอยู่ใน “โซนเทา” ที่ขาดมาตรฐานกลางที่ชัดเจน ทำให้การปฏิบัติในแต่ละแห่งแตกต่างกันไป


มองทั้งสองฝั่ง: ไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิ แต่เป็นเรื่องระบบ

ในมุมของสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก การค้างชำระค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองจำนวนมากส่งผลกระทบต่อการบริหารงบประมาณของโรงเรียนเช่นกัน บางแห่งต้องแบกรับภาระค่าจ้างครูและค่าดำเนินการจากเงินทุนสำรองที่จำกัด นี่คือปมที่แท้จริงว่าทำไมปัญหานี้จึงยังแก้ไม่ได้ด้วยการประกาศเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและเด็กต่างเข้าใจตรงกันว่าค่าใช้จ่ายในการศึกษา ทั้งค่าเทอมและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ คือเงื่อนไขที่ต้องจ่ายหากต้องการใบจบการศึกษา ทำให้หลายครอบครัวต้องดิ้นรน บางรายถึงขั้นพึ่งเงินกู้นอกระบบเพียงเพื่อแลกกับกระดาษใบหนึ่งที่เป็นกุญแจสู่อนาคตของลูกหลาน

ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่ “โรงเรียนไม่ดี” หรือ “ผู้ปกครองไม่จ่าย” แต่คือความล้มเหลวของระบบที่ไม่ได้ออกแบบกลไกรองรับช่องว่างระหว่างนโยบายกับความเป็นจริงในพื้นที่


ทางออก: ต้องการมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ

สภาผู้บริโภคกำลังจัดทำ ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรฐานที่ชัดเจนและครอบคลุมสถานศึกษาทุกประเภท สิ่งที่ต้องการคือ

1. กฎหมายหรือระเบียบที่ครอบคลุมทุกสังกัด ไม่ใช่แค่ประกาศของ สพฐ. ที่ไม่มีผลผูกพันต่อโรงเรียนเอกชนหรืออาชีวศึกษา

2. กลไกร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองที่ถูกละเมิดสิทธิ

3. แก้ปัญหาต้นทาง คือการปรับงบประมาณอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริง เพื่อลดภาระค่าบำรุงการศึกษาในระยะยาว

ตัวอย่างที่ดีคือโรงเรียนบางแห่งที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถงดเว้นค่าธรรมเนียมได้ โดยใช้ระบบดูแลที่มีประสิทธิภาพ ครูติดตามข้อมูลเด็กในทุกมิติผ่านการเยี่ยมบ้าน เก็บข้อมูลทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสวัสดิภาพชีวิต แล้วนำเข้าสู่กระบวนการดูแลเป็นรายคน


บทวิเคราะห์: ปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่แค่กรณีเดี่ยว

สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าการกักใบจบรายกรณี คือ โครงสร้างที่อนุญาตให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ มาเป็นเวลานาน ทั้งที่รัฐประกาศ “เรียนฟรี” มากว่า 15 ปีแล้ว

การที่สภาผู้บริโภคต้องออกมาเคลื่อนไหวในปี 2569 เพื่อแก้ปัญหาที่ควรจะแก้ได้ตั้งแต่ต้น สะท้อนให้เห็นชัดว่านโยบายเรียนฟรีของไทยยังขาด กลไกบังคับใช้ที่เข้มแข็ง และขาดคำนิยามที่ชัดเจนว่า “ฟรี” หมายความว่าอะไรในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อสถานศึกษาต่างประเภทมีกรอบกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

เด็กที่เรียนจบแล้วสมควรได้รับใบจบโดยไม่มีเงื่อนไข ส่วนหนี้ระหว่างผู้ปกครองกับสถานศึกษาควรแก้ไขผ่านกระบวนการอื่นที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ไม่ใช่การยึดอนาคตของเด็กไว้เป็นตัวประกัน


แหล่งอ้างอิง:

  • สภาองค์กรของผู้บริโภค (tcc.or.th) — รายงานกรณีใบจบการศึกษาและเวทีสาธารณะ 9 ม.ค. 2569
  • กระทรวงศึกษาธิการ / สพฐ. — แนวปฏิบัติเรื่องการออกใบรับรองผลการเรียน (พ.ค. 2568)
  • The Active / ThaiPublica — ข้อมูลเรียนฟรี 15 ปีและช่องว่างค่าใช้จ่ายจริง (2567)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *