“โรงเรียนร้าง” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ: เมื่อแรงดึงดูดของระบบการศึกษาไทยกำลังทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง

“โรงเรียนร้าง” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ: เมื่อแรงดึงดูดของระบบการศึกษาไทยกำลังทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง

โรงเรียนเอกชนกว่า 80 แห่งเตรียมปิดตัวในปีนี้ ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กในชนบทอีกหลายพันแห่งกำลังเผชิญกับแรงดึงดูดที่ทำให้ห้องเรียนว่างเปล่าขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยในระยะยาว ซึ่งมีมิติที่ซับซ้อนและต้องการการวิเคราะห์หลายด้านพร้อมกัน


⚠️ หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความนี้รวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข่าว รายงานวิจัย และข้อมูลทางการ เพื่อนำเสนอมุมมองรอบด้าน ตัวเลขและข้อมูลบางส่วนอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามปีการศึกษา แนะนำตรวจสอบจากหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง


ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง

วันที่ 13 เมษายน 2569 นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ปส.กช.) เปิดเผยว่า ปี 2569 สถานการณ์โรงเรียนเอกชนมีโรงเรียนปิดตัวเพิ่มขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา จากเดิมมีโรงเรียนทยอยปิดปีละประมาณ 30–50 แห่ง แต่ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 70–80 แห่ง ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาทิ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา และโรงเรียนถนอมพิศวิทยา (แนวหน้า, 2569)

แต่ถ้ามองเฉพาะโรงเรียนเอกชน เราอาจพลาดภาพที่กว้างกว่านั้น

จากการรวบรวมของสื่อและบทวิเคราะห์หลายแห่ง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโรงเรียนกว่า 490 แห่งทั่วประเทศที่ถูกยุบหรือปิดตัวไป ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงของนโยบาย “ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก” ที่ดำเนินมากว่า 3 ทศวรรษ (The101.world / Urban Creature, 2568) ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขเชิงประมาณจากการรวบรวมข้อมูล ซึ่งอาจรวมทั้งโรงเรียนที่ยุบ ควบรวม หรือเลิกจัดการเรียนการสอน ขึ้นอยู่กับนิยามที่ใช้

และยิ่งน่าติดตามเมื่อพิจารณาปัจจัยเชิงโครงสร้างประชากร

ปี 2567 เด็กเกิดใหม่อยู่ที่จำนวนเพียง 4.62 แสนคนต่อปี ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2492 ขณะเดียวกันสัดส่วนประชากรวัยเด็กก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง วัยเด็กในไทยเหลือเพียง 15% (กรมการปกครอง อ้างอิงใน The Momentum, 2568)

แนวโน้มในปี 2568 ยิ่งตอกย้ำปัญหา ครึ่งปีแรกมีเด็กเกิดเพียง 201,175 คน ลดลง 9.4% จากปีก่อน ทำให้คาดว่าในปี 2568 จำนวนเกิดรวมจะเหลือราว 4 แสนกว่าคน (The Active, 2568)


สองโลกของการศึกษาไทย: แนวโน้มที่นักวิชาการชี้ไว้

นักวิชาการหลายส่วนสะท้อนว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นนี้กำลังสร้างการแบ่งขั้วที่ชัดเจนมากขึ้น โดยมีหลักฐานเชิงตัวเลขรองรับ

ด้านหนึ่ง จำนวนโรงเรียนนานาชาติจากเดิมในปี 2555 ที่มีอยู่ 138 โรงเรียน โดดขึ้นเป็น 249 โรงเรียนในปี 2567 กล่าวคือ มีโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่ถึง 111 โรงเรียนในระยะเวลาเพียง 12 ปี (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน อ้างอิงใน Urban Creature, 2568)

อีกด้านหนึ่ง พื้นที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ กลับมีความต้องการทางการศึกษาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยค่านิยมการส่งบุตรหลานเรียนในโรงเรียนใหญ่ โรงเรียนดัง เพื่อหวังโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ทำให้การแข่งขันในเมืองใหญ่ยังสูงต่อเนื่อง ขณะที่การศึกษาไทยในโลกสองใบยิ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรมากขึ้นเรื่อย ๆ (The Active, 2568)


“โรงเรียนขนาดเล็ก” กับความท้าทายเชิงโครงสร้าง

ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทซับซ้อนกว่าแค่ “ไม่มีเด็ก” เพราะมีมิติเชิงโครงสร้างที่นักวิชาการต้องพิจารณาควบคู่กัน

นักวิจัยด้านนโยบายการปฏิรูปการศึกษา TDRI อธิบายว่า ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดของโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้ต้องเผชิญความยากลำบาก แม้มีจำนวนนักเรียนลดลง แต่จำนวนห้องเรียนไม่ลดลงตาม เพราะจำเป็นต้องจัดชั้นเรียนตั้งแต่ ป.1–ป.6 ทำให้ต้องใช้ครูหลายคน อัตราส่วนนักเรียนต่อครูในโรงเรียนขนาดเล็กจึงต่ำมาก ครูหนึ่งคนดูแลเด็กไม่กี่คน แต่กลับทำให้ระบบต้องใช้ครูจำนวนมากโดยรวม ซึ่งเติมให้ครบได้ยาก (TDRI, อ้างอิงใน The Active, 2568)

ในเชิงตัวเลขทางการ ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า โรงเรียนในสังกัดปี 2563 จำนวน 29,642 แห่ง มีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน อีกจำนวน 14,976 แห่ง มีนักเรียนรวม 968,992 คน คิดเป็น 14.68% ของนักเรียนทั้งหมด (สพฐ., 2563)

ข้อมูลชุดนี้สะท้อนความท้าทายในการจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียน เพราะมีโรงเรียนขนาดเล็กเกือบ 15,000 แห่ง ที่ดูแลเด็กเพียงราว 1 ล้านคน ขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่ในระดับใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดกลาง-ใหญ่


มุมมองฝั่งรัฐ: เหตุผลและทางเลือกที่ต้องพิจารณา

เพื่อความเป็นธรรมในการวิเคราะห์ ฝ่ายนโยบายมีเหตุผลและข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน

ในแง่งบประมาณ ระบบการจัดสรรเงินอุดหนุน “รายหัว” ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับงบน้อยมาก แต่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าบำรุงอาคาร ค่าสาธารณูปโภค และเงินเดือนบุคลากร ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงการคลังที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องของเจตนา

เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 เป็นตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาว่าดำเนินการควบรวมโรงเรียนได้สำเร็จ 42 โรงเรียน โดยผ่านการเห็นชอบของชุมชน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาในพื้นที่ทั้งหมด (ไทยรัฐ, 2563) กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าการควบรวมสามารถเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น เมื่อกระบวนการมีความโปร่งใสและชุมชนมีส่วนร่วม

นอกจากนี้ แนวคิด “โรงเรียนแม่เหล็ก” ซึ่งเน้นการพัฒนาโรงเรียนกลางชุมชนที่มีทรัพยากรพร้อมเพื่อดึงดูดนักเรียนในรัศมีใกล้เคียง เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ภาครัฐผลักดัน โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพการสอนแทนการกระจายทรัพยากรที่บาง อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายส่วนตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายเหล่านี้ยังขาดกลไกรองรับเด็กกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถเดินทางไกลได้ในทางปฏิบัติ


เมื่อโรงเรียนคือ “ศูนย์กลางชุมชน” ที่ตัวเลขไม่สามารถวัดได้

สิ่งที่มักถูกมองข้ามในการถกเถียงเชิงนโยบายคือ บทบาทของโรงเรียนที่เกินกว่าแค่สถานที่เรียน

นายสมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ให้ความเห็นว่า จุดเริ่มต้นการสร้างโรงเรียนขนาดเล็กเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ที่โรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพแย่ลง เพราะนโยบายจากภาครัฐ ทั้งเรื่องการบรรจุครู การแต่งตั้งผู้บริหาร การขาดนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ และการดึงเด็กออกจากชุมชนไปเรียนในเมือง เมื่อผู้ปกครองไม่เชื่อมั่นในโรงเรียนขนาดเล็ก ก็เกิดเป็นอุปทานหมู่ว่าโรงเรียนขนาดเล็กด้อยคุณภาพ ทั้งที่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหามาจากระบบราชการที่บริหารจัดการไม่ดี (Bangkok Biz News, 2562)

เขายังตั้งข้อสังเกตว่า การยุบควบรวมโรงเรียนอาจยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กยากจนและมีผู้ปกครองที่พึ่งตนเองไม่ได้ ซึ่งมีรายงานว่ามีเด็กกลุ่มเปราะบางจำนวนหลายแสนคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ (Bangkok Biz News, 2562)

ประเด็นเด็กกลุ่มเปราะบางที่อาจหลุดจากระบบการศึกษาเมื่อโรงเรียนในชุมชนปิดตัวลง ยังได้รับความสนใจค่อนข้างจำกัดในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่ครอบครัวไม่มีกำลังรับภาระค่าเดินทางหรือไม่มีผู้ดูแลพาไปโรงเรียนที่ไกลขึ้น


ความเหลื่อมล้ำที่สะสมตั้งแต่วัยเด็ก: หลักฐานจากงานวิจัย

รศ.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) ระบุว่า ความเหลื่อมล้ำในผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พบจากผลการทดสอบ PISA ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แต่แท้จริงแล้วเป็นเสมือนการขาดทุนที่สะสมมาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาหรือระดับปฐมวัย (กสศ. / RIPED, 2568)

ผลการประเมินของโครงการ PISA for Schools ในสถานศึกษา 150 แห่ง จาก 16 จังหวัด พบว่าเด็กกว่า 57% มีคะแนนข้อสอบ PISA ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ (สมรรถนะระดับที่ 1) พร้อมระบุว่า “ประเทศไทยเรามีเด็กสมรรถนะ PISA อยู่ในระดับที่ 1 จำนวนมาก เราจำเป็นต้องคุยถึงเรื่องเด็กระดับที่ 1 ให้มาก มากกว่าการคุยว่าเรามีเด็กเก่งระดับที่ 5–6 มากแค่ไหน” (กสศ. / RIPED, 2568)

เด็กจากโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดครูครบชั้น จึงสะท้อนแนวโน้มว่าความเสียเปรียบสะสมตั้งแต่ระดับต้น และอาจตามพวกเขาไปจนถึงมัธยม รวมถึงโอกาสการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงในอนาคต


ข้อเสนอเชิงนโยบาย: Trade-off ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหานี้ไม่มีคำตอบที่ง่าย และมีข้อเสนอจากหลายฝ่ายที่ต้องชั่งน้ำหนักกัน

1. ควบรวมบนฐานการมีส่วนร่วม ไม่ใช่คำสั่งจากส่วนกลาง กรณีของเขตพื้นที่การศึกษาแพร่ เขต 1 ชี้ว่า การควบรวมสามารถเกิดขึ้นได้โดยชุมชนยอมรับ เมื่อกระบวนการโปร่งใสและมีส่วนร่วมจริง สิ่งที่ต่างจากการสั่งจากส่วนกลางคือ ชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการ ไม่ใช่ผู้รับคำสั่ง

2. ปรับบทบาทโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน” นายกสมาคมเครือข่ายโรงเรียนชุมชนแห่งประเทศไทย เสนอว่าควรปรับให้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนชุมชนที่ให้การศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพื่อให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้ใช้โรงเรียนเป็นสถานศึกษา (Prachatai, 2562) แนวคิดนี้ช่วยให้โรงเรียนยังคงมีบทบาทได้แม้จำนวนนักเรียนจะลดลง

3. ปรับหลักสูตรผลิตครูให้ตรงกับความเป็นจริง นักวิจัย TDRI ระบุว่า ระบบผลิตครูยังขาดการเตรียมครูให้พร้อมสำหรับการสอนในโรงเรียนขนาดเล็ก จึงควรปรับหลักสูตรให้สอดคล้อง เช่น การอบรมการสอนคละชั้น และการจัดการเรียนรู้ในพื้นที่ห่างไกล (TDRI, อ้างอิงใน The Active, 2568)

4. กำหนด “แผนที่โรงเรียน” ระดับชาติที่ชัดเจน มีข้อเสนอจากนักวิชาการว่าควรจัดทำแผนที่โรงเรียนขนาดเล็กใกล้เคียงกัน เพื่อให้ส่วนกลางประกาศอย่างเป็นทางการว่าโรงเรียนใดมีแนวโน้มจะถูกจัดสรรใหม่ โรงเรียนใดอยู่ห่างไกลจนไม่ควรถูกแตะต้อง ปัจจุบันบางเขตทำเอง แต่กระทรวงยังไม่มีแผนกลางที่ชัดเจน (The Active, 2568)

5. ลงทุนในช่วงปฐมวัยก่อนที่จะสายเกินไป จากงานวิจัยของ RIPED และ กสศ. ชี้ชัดว่าความเหลื่อมล้ำสะสมตั้งแต่ระดับต้น การลงทุนทรัพยากรในเด็กกลุ่มเปราะบางตั้งแต่ระดับปฐมวัยและประถมต้น น่าจะสะท้อนความคุ้มค่ามากกว่าการแก้ปัญหาปลายน้ำ


Policy Insight: สิ่งที่นโยบายในอนาคตต้องตัดสินใจ

สถานการณ์นี้นำมาสู่ trade-off ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 3 คู่ที่ต้องชั่งน้ำหนักกันอย่างจริงจัง

ประสิทธิภาพงบประมาณ vs ความเป็นธรรมเชิงพื้นที่ การควบรวมโรงเรียนอาจลดต้นทุนต่อหัวได้จริง แต่ถ้าต้นทุนนั้นถูกโอนไปให้ครอบครัวยากจนในรูปแบบค่าเดินทาง เวลา และโอกาสที่สูญเสีย มีแนวโน้มว่าผลลัพธ์สุดท้ายอาจขยายความเหลื่อมล้ำมากกว่าลดลง

คุณภาพการศึกษา vs การเข้าถึงการศึกษา โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรพร้อมอาจให้คุณภาพที่ดีกว่า แต่ถ้าเด็กบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้เลย คุณภาพนั้นก็ไม่มีความหมายสำหรับพวกเขา

การปรับโครงสร้างเชิงนโยบาย vs ความมั่นคงของชุมชน การปรับโครงสร้างโรงเรียนตามตรรกะของประสิทธิภาพ อาจส่งผลต่อโครงสร้างทางสังคมของชนบทที่ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างขึ้นมา ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ปรากฏในตัวเลขงบประมาณ

ทิศทางที่หลายฝ่ายเห็นพ้องคือ ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใด กระบวนการต้องโปร่งใส มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และให้ชุมชนมีส่วนร่วมจริง ไม่ใช่แค่รับทราบมติ


📚 แหล่งอ้างอิง (APA Format)

ข้อมูลทางการและรายงานวิจัย

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.). (2563). ข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา ปีการศึกษา 2563. กระทรวงศึกษาธิการ. https://www.bopp.go.th

RIPED / กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2568). รายงาน Equity Forum 2025. นำเสนอใน The Active / Thai PBS. https://theactive.thaipbs.or.th/news/learningeducation-20250206

TDRI (ทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล). (2568). ความเห็นเกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็กและการจัดสรรทรัพยากร. นำเสนอใน The Active / Thai PBS. https://theactive.thaipbs.or.th/data/low-birth-rate-learning-crisis

ข่าวและบทวิเคราะห์

แนวหน้า. (2569, 13 เมษายน). โรงเรียนเอกชนอ่วม ปี’69 จ่อปิดตัว 80 แห่ง. https://www.naewna.com/local/958505

Bangkok Biz News. (2562). ควบรวม ร.ร.ขนาดเล็ก ทางออกหรือซ้ำเติมคุณภาพการศึกษา? https://www.bangkokbiznews.com/social/855635

The101.world. (2568). ทำบุญผ้าป่าพาเด็กรอด: อนาคตของโรงเรียนเล็กเมื่อรัฐมองเด็กเป็นตัวเลข. https://www.the101.world/small-school-non-saard/

Urban Creature. (2568). การศึกษาไทยกับ 490 โรงเรียนที่หายไปในรอบ 5 ปี. https://urbancreature.co/thai-schools-disappeared/

The Momentum. (2568). รร.เอกชนปิดตัว เพราะเด็กเกิดน้อยลง? https://themomentum.co/fromthedesk-privateschool/

ไทยรัฐ. (2563). ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก “ปรับ” เพื่อ “ไปต่อ”. https://www.thairath.co.th/news/local/1932401

Prachatai. (2562). ยุบ-รวมโรงเรียนขนาดเล็ก: อะไรหายไประหว่างการบริหารรัฐและภาระชุมชน. https://prachatai.com/journal/2019/11/85314

สภาองค์กรของผู้บริโภค. (2568). วิกฤตเงียบการศึกษาไทย โรงเรียนทยอยปิด. https://www.tcc.or.th/school-closure/


⚠️ Disclaimer: บทความนี้รวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข่าว รายงานวิจัย และข้อมูลทางการ เพื่อนำเสนอมุมมองรอบด้าน ตัวเลขบางส่วนเป็นค่าประมาณจากการรวบรวมข้อมูล ไม่ใช่ตัวเลขทางการโดยตรง ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานต้นสังกัดก่อนนำไปอ้างอิง

#Eduzones #การศึกษาไทย #ความเหลื่อมล้ำ #โรงเรียนขนาดเล็ก #วิกฤตโรงเรียน #ควบรวมโรงเรียน #นโยบายการศึกษา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *