
หลังจากที่ทางเว็บไซต์ได้นำเสนอ 5 ทฤษฎี จาก 5 นักคิด เพื่อการนำมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนกันไปแล้ว วันนี้ทางเว็บไซต์ eduzones ก็ได้มีทฤษฎีที่สามารถนำมาส่งเสริมและใช้ในการพัฒนาผู้เรียนได้เช่นกันนั่นก็คือ “ทฤษฎีการพัฒนา” วันนี้เราจึงได้นำทฤษฎีพัฒนาจาก 5 นักคิดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเหมาะสมให้แก่ผู้เรียนสำหรับครูผู้สอนทุกท่านมาฝากกันค่ะ

ทฤษฎีจิตสังคมของอีริกสัน
นักคิดคนแรกสำหรับทฤษฎีพัฒนา ได้แก่ อิริคสัน นักจิตวิเคราะห์ที่มีชื่อของอเมริกา เป็นผู้วิเคราะห์เกี่ยวกับเด็กเป็นคนแรกในนครบอสตัน เขาเห็นว่าการจะทำความเข้าใจพฤติกรรมเด็ก จะต้องศึกษาจากการอบรมเลี้ยงดู สภาพสังคม และความเป็นอยู่ของเด็ก ปัญหาที่นำมาวิเคราะห์นั้นจะอธิบายเชื่อมโยงระหว่างจิตวิทยากับสังคมวิทยาใน รูปแบบของมนุษย์วิทยาซึ่งมีแนวความคิดว่ามนุษย์ต้องพึ่งสังคมและสังคมก็ต้องพึ่งมนุษย์มนุษย์มีวิวัฒนาการที่สลับซับซ้อนและผ่านขั้นตอนต่างๆ ของธรรมชาติหลายขั้นตอน
โดยอีริกสันได้ แบ่งพัฒนาการด้านจิตสังคมของบุคคลเป็น 8 ขั้น ตามช่วงอายุดังนี้
ขั้นที่ 1 ระยะทารก (Infancy period) อายุ 0-2 ปี ในระยะขวบปีแรกทารกจะต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นในการดูแลเอาใจใส่ทุกด้าน ตลอดจนความรัก และสอนให้ทารกพบกับสิ่งเร้าใหม่ๆ
ขั้นที่ 2 วัยเริ่มต้น (Toddler period) อายุ 2-3 ปี ขั้นนี้เด็กเริ่มเรียนรู้ที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง หากได้รับการสนับสนุนและกระตุ้นให้เด็กได้กระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองตามสมควร
ขั้นที่ 3 ระยะก่อนไปโรงเรียน (Preschool period) อายุ 3-6 ปี เป็นระยะที่เด็กมีการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง มีความสัมพันธ์กับเพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบลองอะไรใหม่ๆ
ขั้นที่ 4 ระยะเข้าโรงเรียน (School period) อายุ 6-12 ปี ระยะนี้เด็กเรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์ มีความคิดและพยายามทำกิจกรรมด้วยตัวเอง หากได้รับการสนับสนุนก็ย่อมทำให้เด็กมีการพัฒนาที่ดี
ขั้นที่ 5 ระยะวัยรุ่น (Adolescent period) อายุ 12-20 ปี เป็นระยะที่เริ่มสนใจเรื่องเพศ เข้าไปผูกพันกับสังคมและต้องการตำแหน่งทางสังคม ความรู้สึกเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง
ขั้นที่ 6 ระยะต้นของวัยผู้ใหญ่ (Early adult period) อายุ 20-40 ระยะนี้จะเริ่มมีการนัดหมาย การแต่งงาน และชีวิตครอบครัว หรือทำงานกับผู้อื่นได้ หากสามารถบรรลุอัตลักษณ์ของตนเอง ก็จะสามารถสร้างและแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์อย่างสนิทสนมกับบุคคลอื่นได้
ขั้นที่ 7 ระยะผู้ใหญ่ (Adult period) อายุ 40-60 ปี เป็นระยะที่บุคคลหันมาสนใจกับโลกภายนอก ริเริ่มสร้างสรรค์งานต่างๆ เพื่อสังคม และคิดถึงผู้อื่น
ขั้นที่ 8 ระยะวัยสูงอายุ (Aging period) อายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป วัยนี้เป็นวัยสุขุม รอบคอบ บุคคลจะยอมรับความเป็นจริงของชีวิต ระลึกถึงความทรงจำในอดีต ถ้าหากประสบความสำเร็จในอดีตก็จะรู้สึกไว้วางใจผู้อื่นและตนเอง และมีความมั่นคงทางจิตใจ
การนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
สำหรับการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางจิต สังคมของอีริกสันนั้น แนวคิดนี้ส่งผลให้วงการศึกษาตื่นตัวอย่างน้อยที่สุด 2 เรื่องคือ สัมพันธภาพระหว่างบุคคลและการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาแต่ละช่วงวัยของผู้เรียน โดยครูสามารถนำขั้นพัฒนาการตาม 8 ระยะข้างต้น มาส่งเสริมนักเรียนในแต่ละช่วงวัย โดยในการจัดการเรียนการสอนครูควรให้จัดให้มีกิจกรรมให้เด็กได้แสดงออกทั้งในด้านของความคิด ด้านสติปัญญา ด้านความสามารถ ให้อิสระทางความคิดต่อเด็ก ให้เด็กได้สร้างผลงานต่างๆ ด้วยตนเอง ให้เด็กเกิดความภูมิใจในตัวเอง ครูต้องให้ความเชื่อใจและไว้วางใจในตัวเด็ก เพื่อให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง มีความเชื่อว่าตัวเองสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ โดยการได้ทดลองได้เรียนรู้จะทำให้เด็กได้รู้จักตนเองว่าตนมีความชอบหรือมีความสนใจในด้านไหน และครูควรคอยส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาในสิ่งที่ตนชอบ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมครูควรมีการจัดให้เด็กใช้กิจกรรมกลุ่มโดยให้เด็กแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง เพื่อให้เด็กรู้สึกมีส่วนร่วมในสังคม

ทฤษฎีพัฒนาการตามวัยของโรเบิร์ต เจ ฮาวิกเฮิร์ต
โรเบิร์ต ฮาวิกเฮิร์ส เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องทำงานตามวัย โดยเรียกสิ่งนี้ว่า “งานพัฒนาการ” หมายถึง งานที่ทุกคนจะต้องทำในแต่ละวัยของชีวิต ซึ่งสัมฤทธิ์ผลของงานพัฒนาการของงานแต่ละวัย มีความสำคัญมากเพราะเป็นของการเรียนรู้งานพัฒนาขั้นต่อไป
โดยได้การแบ่งพัฒนาการของมนุษย์ ออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ ได้แก่
- พัฒนาการทางกาย เป็นการแบ่งพัฒนาการของมนุษย์ตามขั้นตอนในแต่ละวัน
- พัฒนาการทางด้านความคิดหรือสติปัญญา
- พัฒนาการทางด้านจิตใจ ซึ่งแบ่งย่อยเป็น
3.1 พัฒนาการทางด้านจิตใจ-เพศ (Psychosexual Development)
3.2 พัฒนาการทางด้านจิตใจ-สังคม (Psychosocial Development)
- พัฒนาการด้านจริยธรรม (Moral Development)
ซึ่งพัฒนาการของมนุษย์นั้น แบ่งได้เป็น 6 ช่วงอายุ คือ
- วัยเด็กเล็ก-วัยเด็กตอนต้น (แรกเกิด- 6 ปี)
- วัยเด็กตอนกลาง (6-18 ปี)
- วัยรุ่น (12-18 ปี)
- วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (18-35 ปี)
- วัยกลางคน (35-60 ปี)
- วัยชรา (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป)
การนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
เพราะการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัยนั้นมีความสำคัญอย่างมากสำหรับแนวคิดของโรเบิร์ตดังนั้น การจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยจึงสำคัญ ซึ่งหนึ่งในผู้ที่จะทำให้เด็กมองเห็นพฤติกรรมที่เหมาะได้หนึ่งในนั้นก็คือ “ครูผู้สอน”
-โดยในห้องเรียนครูจะเป็นตัวแบบที่มีอิทธิพลมากที่สุด ครูควรคำนึงอยู่เสมอว่า การเรียนรู้โดยการสังเกตและเลียนแบบจะเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ว่าครูจะไม่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ก็ตาม
– การสอนแบบสาธิตปฏิบัติเป็นการสอนโดยใช้หลักการและขั้นตอนตามทฤษฎี ครูต้องแสดงตัวอย่างพฤติกรรมที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดการแสดงพฤติกรรมเลียนแบบที่มีประสิทธิภาพ เพราะหากครูเกิดความผิดพลาดแล้วบอกให้ผู้เรียนไม่ต้องทำตาม แต่การกระทำเหล่านั้นก็ผ่านการสังเกตและการรับรู้ของผู้เรียนไปแล้ว
-นอกจากครูแล้ว ควรใช้ผู้เรียนด้วยกันเป็นตัวแบบได้ในบางกรณี โดยธรรมชาติเพื่อนในชั้นเรียนย่อมมีอิทธิพลต่อการเลียนแบบสูงอยู่แล้ว ครูควรพยายามใช้ทักษะจูงใจให้ผู้เรียนสนใจและเลียนแบบเพื่อนที่มีพฤติกรรมที่ดี โดยอาจเป็นการชี้ทางด้วยการชื่นชมนักเรียนที่มีพฤติกรรมต้นแบบที่ดีเพื่อให้นักเรียนคนอื่นๆได้มองเห็นได้อีกด้วย

ทฤษฎีพัฒนาจริยธรรมของโคลเบิร์ก (Kolberg)
โคลเบิร์ก (Kolberg) เป็นนักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยม (cognitivism) ซึ่งมีความเชื่อพื้นฐานว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีสมอง สามารถเกิดการเรียนรู้ เพื่อการปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมได้ เชื่อว่า จริยธรรมนั้นมีพัฒนาการตามระดับวุฒิภาวะ เพราะจริยธรรมของมนุษย์เกิดจากกระบวนการทางปัญญา เมื่อมนุษย์มีการเรียนรู้มากขึ้น โครงสร้างทางปัญญาเพิ่มพูนขึ้น จริยธรรมก็พัฒนาตามวุฒิภาวะนั่นเอง
โดยโคลเบิร์ก ได้ศึกษาการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของเยาวชนอเมริกัน อายุ 10 -16 ปี และได้แบ่งพัฒนาการทางจริยธรรมออกเป็น 3 ระดับ (Levels) แต่ละระดับแบ่งออกเป็น 2 ขั้น (Stages) ดังนั้น พัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์กมีทั้งหมด 6 ขั้น ได้แก่
ระดับที่ 1 ระดับก่อนกฏเกณฑ์สังคม จะพบในเด็ก 2-10 ปี
-ขั้นที่ 1 การถูกลงโทษและการเชื่อฟัง
-ขั้นที่ 2 กฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของตน
ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม จะพบในวัยรุ่นอายุ 10 -16 ปี
-ขั้นที่ 3 การยอมรับของกลุ่มหรือสังคม
-ขั้นที่ 4 กฎและระเบียบของสังคม
ระดับที่ 3 ระดับจริยธรรมอย่างมีวิจารณญาณ
-ขั้นที่ 5 สัญญาสังคมหรือหลักการทำตามคำมั่นสัญญา
-ขั้นที่ 6 หลักการคุณธรรมสากล
โคลเบิร์ก ได้ทำการวิเคราะห์เหตุผลเชิงจริยธรรม โดยทำการวิเคราะห์คำตอบของเยาวชนอเมริกันอายุ 10-16 ปี และแบ่งประเภทเหตุผลเชิงจริยธรรมไว้ 6 ประเภทคือ
ขั้นที่ 1 การถูกลงโทษและการเชื่อฟัง
ในขั้นนี้เด็กจะใช้ผลตามของพฤติกรรมเป็นเครื่องชี้ว่า พฤติกรรมของตน “ถูก” หรือ “ผิด” ถ้าเด็กถูกทำโทษก็จะคิดว่าสิ่งที่ตนทำ “ผิด” พฤติกรรมใดที่มีผลตามด้วยรางวัลหรือคำชม เด็กก็จะคิดว่าสิ่งที่ตนทำ “ถูก”
ขั้นที่ 2 กฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของตน ในขั้นนี้เด็กจะสนใจทำตามกฎข้อบังคับ เพื่อประโยชน์หรือความพอใจของตนเอง
ขั้นที่ 3 การยอมรับของกลุ่มหรือสังคม ใช้เหตุผลเลือกทำในสิ่งที่กลุ่มยอมรับโดยเฉพาะเพื่อน เพื่อเป็นที่ชื่นชอบและยอมรับของเพื่อน ไม่เป็นตัวของตัวเอง คล้อยตามการชักจูงของผู้อื่น เพื่อต้องการรักษาสัมพันธภาพที่ดี
ขั้นที่ 4 กฎและระเบียบของสังคม จะใช้หลักทำตามหน้าที่ของสังคม โดยปฏิบัติตามระเบียบของสังคมอย่างเคร่งครัด เรียนรู้การเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ปฏิบัติตามหน้าที่ของสังคมเพื่อดำรงไว้ซึ่งกฎเกณฑ์ในสังคม
ขั้นที่ 5 สัญญาสังคมหรือหลักการทำตามคำมั่นสัญญา ขั้นนี้เน้นถึงความสำคัญของมาตรฐานทางจริยธรรมที่ทุกคนหรือคนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกสมควรที่จะปฏิบัติตาม
ขั้นที่ 6 หลักการคุณธรรมสากล ในขั้นนี้สิ่งที่ “ถูก” และ “ผิด” เป็นสิ่งที่ขึ้นมโนธรรมของแต่ละบุคคลที่เลือกยึดถือ
ดังนั้น พัฒนาการทางจริยธรรมจะมีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางด้านความคิดเป็นเหตุเป็นผล บุคคลจะมีพัฒนาการทางจริยธรรมเป็นไปตามลำดับ และไม่มีการข้ามขั้น
การนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก ทำให้ผู้สอนรู้ว่าการรับรู้ของเด็กในแต่ละวัยนั้นแตกต่างกัน เด็กเล็กจะมีการตอบสนองข้อขัดแย้งในเรื่องจริยธรรมแตกต่างจากเด็กโต ซึ่งในการจัดการเรียนรู้นั้นผู้สอนควรกระตุ้นให้เด็กได้สื่อแนวคิดนั้นๆ ออก มาโดยสร้างบรรยากาศที่สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนอภิปรายได้อย่างอิสระ และใช้สถานการณ์ตัวอย่างหรือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห้องเรียนมากระตุ้น ให้ผู้เรียนตระหนักถึงการมีจริยธรรมภายในห้องเรียนให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการยกตัวอย่าง การใช้สื่อเข้ามาช่วย รวมไปถึงการเปิดให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์
ทฤษฎีของเพียเจต์เชื่อว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญาซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่างๆ เป็นลำดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่เด็กกำลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่าสามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่างๆเป็นลำดับขั้น ดังนี้
- ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่
- ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี
- ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) เริ่มจากอายุ 7-11 ปี พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้
- ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) เริ่มจากอายุ 11-15 ปี ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง เด็กจะสามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่
พัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็นประสบการณ์สำคัญที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม มี 6 ขั้น ได้แก่
- ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งของที่มองเห็น
- ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่
- ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลายสุดสอง ปลาย เช่น ปานกลาง น้อย
- ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation) เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้
- ขั้นรู้ผลของการกระทำ (Function) ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลง
- ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทำให้ของสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียมกัน
การนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
เมื่อทำงานกับนักเรียน ผู้สอนควรคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของนักเรียนว่า นักเรียนที่มีอายุเท่ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ควรเปรียบเทียบเด็ก ควรให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถของเขาไปตามระดับพัฒนาการของเขา ให้เน้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนโดยต้องเน้นให้นักเรียนใช้ศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด
สำหรับแนวทางการสอนที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน เช่น
-การหัดให้นักเรียนถามคำถามมากกว่าการให้คำตอบ
– ครูผู้สอนควรจะพูดให้น้อยลง และฟังนักเรียนให้มากขึ้น
– ควรให้เสรีภาพแก่นักเรียนที่จะเลือกเรียนกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองมากขึ้น
ทั้งนี้ผู้สอนต้องเข้าใจว่าระดับความสามารถของนักเรียนแต่ละคนนั้นแตกต่าง และนักเรียนจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นในระดับความคิดขั้นต่อไป ดังนั้นการให้เวลาและความสนใจกับพวกเขาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์
บรุนเนอร์ (Bruner) เชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจและการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง (discovery learning) แนวคิดที่สำคัญ ๆ ของบรุนเนอร์ ได้แก่
1) การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก
2) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของผู้เรียน และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ
3) การคิดแบบหยั่งรู้ (intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้
4) แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้
5) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งได้เป็น 3 ขั้นใหญ่ ๆ คือ
-ขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive Stage) คือ ขั้นของการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ดี การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ
-ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้
-ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้
6) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอด หรือสามารถจัดประเภทของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
7) การเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด คือ การให้ผู้เรียนค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (discovery learning)
การนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
-ส่งเสริมกระบวนการค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเองกับผู้เรียน เพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีมีความหมายสำหรับผู้เรียน
-การวิเคราะห์และจัดโครงสร้างเนื้อหาสาระการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทำก่อนการสอน
-ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระให้มากเพื่อช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน
-การสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เป็นสิ่งจำเป็นในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียน
-การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น
-การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี เช่นการทำกิจกรรมนอกตำรา หรือนอกห้องเรียน ให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมใหม่ๆ เพื่ค้นหาในสิ่งที่ตัวเองชอบหรือถนัด เป็นต้น
นอกจากทฤษฎีทั้ง 5 ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเพื่อการพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็ยังมีอีกหลายทฤษฎีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนได้ เช่น ทฤษฎีหมวก6 ใบ ที่เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่สามารถช่วยพัฒนาการคิดและตัดสินใจของผู้เรียน >>> ทฤษฎีหมวก 6 ใบกับการประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาผู้เรียน
ขอบคุณข้อมูลจาก
: http://yru58.blogspot.com/p/blog-page_5.html
: http://oknation.nationtv.tv/blog/shitako/2009/09/14/entry-1
: https://sites.google.com/site/psychologybkf1/home/citwithya-phathnakar/thvsdi-cit-sangkhm-khxng-xi-rik-san
: http://nattavut40.blogspot.com/p/kolberg-kolberg-cognitivism-piaget.html
: http://gamlovenew.blogspot.com/2015/11/blog-post_11.html
: https://www.baanjomyut.com/library_2/intellectual_development_theory/02.html
ขอบคุณรูปภาพจาก
: https://blog.sharetolearn.com/classroom-resources/five-aspects-of-classroom-management/
: https://www.roscommonchildcare.ie/category/aim/
: https://www.gettingsmart.com/2016/03/shift-to-digital-classroom-look-fors/
