ย้อนรอย 5 บุคคลสำคัญ ผู้ขยายโอกาสการศึกษาไทย จากโรงเรียนของราษฎรสู่ห้องเรียนชายแดน

ย้อนรอย 5 บุคคลสำคัญ ผู้ขยายโอกาสการศึกษาไทย จากโรงเรียนของราษฎรสู่ห้องเรียนชายแดน

Meta Description: รู้จัก 5 บุคคลสำคัญผู้มีบทบาทขยายโอกาสทางการศึกษาไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ปรีดี พนมยงค์ สมเด็จย่า และหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล พร้อมย้อนดูจุดเปลี่ยนสำคัญของโรงเรียน มหาวิทยาลัย และระบบผลิตครูไทย

ทุกวันนี้ นักเรียนไทยสามารถเลือกเรียนได้หลากหลายเส้นทาง ตั้งแต่สายสามัญ สายอาชีพ การศึกษานอกระบบ ไปจนถึงมหาวิทยาลัยเปิดและหลักสูตรออนไลน์ แต่หากย้อนกลับไปกว่าหนึ่งศตวรรษ “โอกาสในการเรียน” ยังไม่ได้กระจายไปถึงเด็กทุกกลุ่มและทุกพื้นที่อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว และไม่ได้เป็นผลงานของบุคคลใดเพียงลำพัง หากเป็นผลจากการทำงานของพระมหากษัตริย์ นักการศึกษา ข้าราชการ ครู ตำรวจ ตลอดจนชุมชนทั่วประเทศ

Eduzones ชวนย้อนรอย 5 บุคคลสำคัญซึ่งมีบทบาทเด่นในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่การเปิดโรงเรียนสำหรับราษฎร การกำหนดให้เด็กต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเปิดมหาวิทยาลัยให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น ไปจนถึงการนำโรงเรียนไปสู่พื้นที่ห่างไกลและพัฒนาระบบผลิตครูของประเทศ

1. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว: ขยายโรงเรียนจากในวังสู่ประชาชน

ก่อนการปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 การศึกษาของไทยยังไม่มีระบบกลางอย่างชัดเจน การเรียนรู้ของประชาชนส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ชุมชน และวัด ขณะที่การศึกษาสำหรับการรับราชการยังจำกัดอยู่ในกลุ่มคนบางส่วน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ พระราชดำรัสเมื่อ พ.ศ. 2427 ซึ่งปรากฏในประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อความตอนหนึ่งว่า “จะให้ได้มีโอกาศเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่”

ในปีเดียวกัน มีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรที่วัดมหรรณพาราม ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในฐานะโรงเรียนหลวงสำหรับประชาชนแห่งแรก นับเป็นก้าวสำคัญของการขยายการศึกษาออกจากเขตพระราชฐานไปสู่เด็กทั่วไป

ต่อมา การบริหารการศึกษาถูกพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งการตั้งกรมศึกษาธิการและการจัดตั้งกระทรวงธรรมการใน พ.ศ. 2435 ซึ่งเป็นรากฐานของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน

สิ่งสำคัญจากยุคนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างโรงเรียนเพิ่ม แต่คือการเปลี่ยนมุมมองว่า “การศึกษา” ควรเป็นกลไกพัฒนาประเทศและเปิดไปสู่ประชาชนวงกว้าง

แหล่งข้อมูล: ประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กระทรวงศึกษาธิการ

2. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว: วางหลักการศึกษาภาคบังคับ

แม้จะมีโรงเรียนสำหรับราษฎรมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่การเข้าเรียนยังไม่ครอบคลุมเด็กทั่วประเทศ หลายครอบครัวต้องให้ลูกช่วยทำงานหรือประกอบอาชีพ ขณะที่บางพื้นที่ยังขาดทั้งโรงเรียนและครู

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการตรา พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 ถือเป็นกฎหมายประถมศึกษาฉบับแรกของไทย

กฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้ปกครองในการส่งเด็กเข้าเรียน โดยหลักกำหนดให้เด็กอายุ 7 ปีเข้าเรียนจนถึงอายุ 14 ปี หรือจนมีความรู้ตามหลักสูตรที่กำหนด อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ แต่ต้องอาศัยการประกาศเขตและความพร้อมของโรงเรียน ครู และงบประมาณในแต่ละท้องถิ่น

นอกจากการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว รัชกาลที่ 6 ยังทรงยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 นับเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย

ช่วงเวลานี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้การศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “โอกาสของผู้ที่สามารถเข้าถึง” ไปสู่ “หน้าที่ที่รัฐและครอบครัวต้องร่วมกันจัดให้แก่เด็ก”

แหล่งข้อมูล: พระราชบัญญัติประถมศึกษา พระพุทธศักราช 2464 ฉบับราชกิจจานุเบกษา และ ประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์: เปิดมหาวิทยาลัยให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

ในช่วงแรกของระบบอุดมศึกษาไทย จำนวนสถาบันและที่นั่งเรียนยังมีจำกัด ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยต่างจังหวัดหรือจำเป็นต้องทำงานไปด้วย ยังเข้าถึงการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้ยาก

ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 และดำรงตำแหน่งผู้ประศาสน์การคนแรก

มหาวิทยาลัยดำเนินงานในลักษณะ “ตลาดวิชา” เปิดรับผู้เรียนจำนวนมาก และเปิดโอกาสให้ประชาชนจากหลายอาชีพสามารถเข้าศึกษาวิชากฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพและมีส่วนร่วมกับระบอบประชาธิปไตย

แนวคิดสำคัญของปรีดีคือ มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นพื้นที่สำหรับคนเพียงกลุ่มเล็ก แต่ควรเป็นแหล่งความรู้ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะมีสถานะทางเศรษฐกิจหรือประกอบอาชีพใด

การก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย และเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่ทำให้แนวคิดมหาวิทยาลัยเปิดได้รับการยอมรับมากขึ้นในเวลาต่อมา

แหล่งข้อมูล: สถาบันปรีดี พนมยงค์

4. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี: ทรงอุปถัมภ์การศึกษาของเด็กในพื้นที่ห่างไกล

แม้ระบบโรงเรียนจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่เด็กในพื้นที่ชายแดน บนภูเขา และท้องถิ่นทุรกันดารจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงการศึกษา เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทาง ครู และสถานที่เรียน

ตำรวจตระเวนชายแดนจึงเข้ามามีบทบาทจัดการศึกษาให้แก่เด็กในพื้นที่ซึ่งหน่วยงานการศึกษายังเข้าไม่ถึง โดยตำรวจที่ประจำอยู่ในชุมชนทำหน้าที่สอนหนังสือควบคู่กับภารกิจดูแลความปลอดภัย

ใน พ.ศ. 2507 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงรับทราบถึงการดำเนินงานและความขาดแคลนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ก่อนจะพระราชทานการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านอุปกรณ์การเรียน การพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาพ และการประกอบอาชีพของประชาชนในชุมชน

ดังนั้น หากกล่าวให้ถูกต้อง สมเด็จย่าไม่ได้ทรงเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตั้งแต่เริ่มแรก แต่ทรงเป็นกำลังสำคัญในการอุปถัมภ์และต่อยอดให้โรงเรียนเหล่านี้สามารถช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง

พระราชกรณียกิจดังกล่าวสะท้อนว่า การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ได้จบลงเพียงการเปิดโรงเรียน แต่ต้องทำให้โรงเรียนเดินทางไปถึงเด็กที่อยู่ไกลที่สุดด้วย

แหล่งข้อมูล: กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 และ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

5. ศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล: วางรากฐานการผลิตครูและระบบการศึกษาไทยยุคใหม่

เมื่อจำนวนโรงเรียนและนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยต้องเผชิญกับโจทย์สำคัญอีกด้าน นั่นคือจะผลิตครูที่มีความรู้และกระจายครูไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างไร

ศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นนักการศึกษาที่ทำงานครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการบริหารโรงเรียน การพัฒนาหลักสูตร การฝึกหัดครู และการวางแผนการศึกษาของประเทศ ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น อธิบดีกรมสามัญศึกษา อธิบดีกรมวิชาการ อธิบดีกรมการฝึกหัดครู และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หนึ่งในบทบาทสำคัญคือการพัฒนาการศึกษาวิชาชีพครูและ วิทยาลัยวิชาการศึกษา ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมทั้งขยายการผลิตครูไปยังภูมิภาคต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ควรแยกให้ออกว่า “วิทยาลัยวิชาการศึกษา” กับ “วิทยาลัยครู” มีพัฒนาการทางสถาบันต่างกัน แม้ต่างมีเป้าหมายสำคัญในการผลิตครู วิทยาลัยครูหลายแห่งจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากผลงานของหม่อมหลวงปิ่นเพียงผู้เดียว และต่อมาได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงอีกหลายช่วงเวลา

ผลงานของหม่อมหลวงปิ่นจึงควรได้รับการจดจำในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมาตรฐานวิชาชีพครู การบริหารการศึกษา และการวางโครงสร้างระบบการศึกษาไทย มากกว่าการผูกความสำเร็จทั้งหมดไว้กับสถาบันกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

แหล่งข้อมูล: คลังสารสนเทศจดหมายเหตุด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จาก “เปิดประตูโรงเรียน” สู่โจทย์เรื่องคุณภาพและความเท่าเทียม

เรื่องราวของบุคคลทั้ง 5 แสดงให้เห็นว่า การศึกษาไทยค่อย ๆ พัฒนาผ่านโจทย์หลายยุคสมัย

เริ่มจากการเปิดโรงเรียนให้ประชาชน การกำหนดให้เด็กต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การขยายมหาวิทยาลัยไปสู่คนหมู่มาก การนำการศึกษาไปถึงพื้นที่ชายแดน และการสร้างครูเพื่อรองรับโรงเรียนทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม การมีโรงเรียนหรือมีสิทธิ์สมัครเรียนยังไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันทั้งหมด เพราะยังมีความแตกต่างด้านฐานะครอบครัว คุณภาพโรงเรียน เทคโนโลยี ภาษา สุขภาพ และพื้นที่อยู่อาศัย

สำหรับนักเรียนยุคใหม่ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงไม่ควรจบเพียงการขอบคุณคนรุ่นก่อน แต่ควรทำให้เราตั้งคำถามต่อไปว่า จะช่วยกันสร้างระบบการศึกษาที่ไม่เพียง “เปิดประตู” แต่ทำให้เด็กทุกคนสามารถเดินผ่านประตูนั้นไปได้จริงอย่างไร

เพราะโอกาสทางการศึกษาไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง และภารกิจในการทำให้โอกาสนั้นเข้าถึงทุกคนก็ยังไม่สิ้นสุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *