ประวัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ — จากสโมสรกายบริหารในรัชกาลที่ 5 สู่มหาวิทยาลัยด้านกีฬาแห่งชาติ

ประวัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ — จากสโมสรกายบริหารในรัชกาลที่ 5 สู่มหาวิทยาลัยด้านกีฬาแห่งชาติ

ประวัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ — จากสโมสรกายบริหารในรัชกาลที่ 5 สู่มหาวิทยาลัยด้านกีฬาแห่งชาติ

ประวัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติอย่างละเอียด ตั้งแต่รากฐานการฝึกหัดครูพลศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 พัฒนาการผ่านวิทยาลัยพลศึกษา สถาบันการพลศึกษา จนยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ มีผลบังคับใช้ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562


ก่อนจะมี “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ” ที่เราเห็นในวันนี้ ต้องย้อนกลับไปกว่า 120 ปี สู่ยุคที่คำว่า “พลศึกษา” ยังถูกเรียกว่า “วิชากายกรรม” และครูที่จะสอนวิชานี้ยังไม่มีใครรู้วิธีสอน

เส้นทางจากสโมสรกายบริหารเล็ก ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 สู่มหาวิทยาลัยที่มี 17 วิทยาเขตและโรงเรียนกีฬาในสังกัด 11 แห่งทั่วประเทศ คือหนึ่งในการเดินทางที่ยาวนานและน่าสนใจที่สุดในประวัติการอุดมศึกษาไทย

📌 หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงหลักจากเอกสาร “ประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ” (tnsu.ac.th), เว็บไซต์ทางการของวิทยาเขตต่างๆ (tnsumk.ac.th, tnsubkk.ac.th, tnsuspb.ac.th), ราชกิจจานุเบกษา และ Wikipedia ภาษาไทย


บทที่ 1 — รากฐาน: เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีและตำราพลศึกษาเล่มแรกของไทย

ประวัติของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติไม่สามารถเล่าได้โดยไม่กล่าวถึง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) บุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการวางรากฐานการศึกษาพลศึกษาของไทย

เมื่อปี พ.ศ. 2441 ได้มีประกาศใช้หลักสูตรตามโครงการการศึกษาของไทยฉบับแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลักสูตรกำหนดให้ผู้เรียนต้องเรียนวิชาพลศึกษา ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดมีความรู้ที่จะสามารถสอนวิชาพลศึกษาได้ ดังนั้นเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจึงได้แต่งตำรากายกรรมขึ้นมา ซึ่งนับว่าเป็น ตำราพลศึกษาเล่มแรกของไทย


บทที่ 2 — สโมสรกายบริหาร: สถานศึกษาพลศึกษาแห่งแรกของสยาม พ.ศ. 2442

ปี พ.ศ. 2442 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งสถานศึกษาวิชาพลศึกษาสำหรับครูขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ในสามัคยาจารย์สโมสรสถาน เรียกว่า “สโมสรกายบริหาร” เพื่อฝึกหัดครูให้มีความรู้พิเศษในวิชาการจัดระเบียบแถว การคัดตน การฝึกยิมนาสติกและกีฬาต่าง ๆ

การก่อตั้งสโมสรกายบริหารนี้คือจุดเริ่มต้นของสายธารที่จะพัฒนามาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติในศตวรรษต่อมา


บทที่ 3 — ห้องพลศึกษากลาง สู่วิทยาลัยพลศึกษา พ.ศ. 2456 เป็นต้นมา

ปี พ.ศ. 2456 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ปรับปรุงสโมสรกายบริหารขึ้นมาเป็น “ห้องพลศึกษากลาง” เพื่อทำหน้าที่ผลิตครูไปจัดการเรียนการสอนวิชาพลศึกษา

พัฒนาการต่อมาคือการก่อตั้ง วิทยาลัยพลศึกษา อย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับอนุมัติให้จัดตั้งตามหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่ และให้อยู่ภายใต้การดูแลและดำเนินการของกรมพลศึกษา วิทยาลัยพลศึกษาถูกจัดตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 2490 ก่อนพัฒนาเป็นฐานสำคัญของการผลิตครูพลศึกษา โดยอ้างอิงจากเอกสารทางการของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (tnsu.ac.th)


บทที่ 4 — ขยายสู่ภูมิภาค: วิทยาลัยพลศึกษา 17 แห่งทั่วประเทศ

จากวิทยาลัยพลศึกษาแห่งแรกในกรุงเทพฯ รัฐบาลค่อย ๆ ขยายเครือข่ายออกไปทั่วประเทศเพื่อผลิตครูพลศึกษาให้เพียงพอกับความต้องการ

ต่อมาได้ยุบเลิกโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัยในปี พ.ศ. 2512 และได้ขยายหลักสูตรของวิทยาลัยพลศึกษาเป็นระดับปริญญาตรี โดยเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยวิชาการศึกษา แต่ยังคงดำเนินการโดยกรมพลศึกษา และใช้ชื่อว่า “วิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษา”

ในปี พ.ศ. 2515 เปิด “วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดมหาสารคาม” และมีการเปิดเพิ่มขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ เรื่อยมา จนกระทั่งมีวิทยาลัยพลศึกษารวม 17 แห่งทั่วประเทศ


บทที่ 5 — ยกฐานะเป็น “สถาบันการพลศึกษา” พ.ศ. 2548

ในปี 2548 จึงได้ยกฐานะจากวิทยาลัยพลศึกษาเป็น “สถาบันการพลศึกษา” ตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. 2548 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นมา

การยกฐานะครั้งนี้ทำให้สถาบันสามารถเปิดสอนในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาได้อย่างเต็มรูปแบบ และขยายหลักสูตรนอกเหนือจากการผลิตครูพลศึกษาเพียงอย่างเดียว


บทที่ 6 — วันยกฐานะ: “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ” พ.ศ. 2562

ก้าวสุดท้ายและสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2562 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ให้ไว้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 มีผลให้วิทยาเขตทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศเปลี่ยนสถานะเป็น “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ” พร้อมกัน

การยกฐานะครั้งนี้สะท้อนนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนากีฬาของชาติอย่างจริงจังผ่านสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และเป็นการยืนยันว่า “ศาสตร์การกีฬา” มีคุณค่าเทียบเท่าสาขาวิชาอื่นในระบบอุดมศึกษา


บทที่ 7 — ตราพระพลบดีทรงช้างเอราวัณ สัญลักษณ์แห่งสถาบัน

ตราสัญลักษณ์ประจำสถาบัน คือ ภาพพระพลบดีทรงช้างเอราวัณอยู่เหนือกลีบเมฆ หัตถ์ซ้ายทรงพระขรรค์ หัตถ์ขวาทรงตรี ตอนล่างเป็นข้อความภาษาไทยระบุชื่อ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ

เครื่องหมายสามห่วง (เขียว-ขาว-เหลือง) หมายถึงการให้การศึกษากับบุคคลควรให้ทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน

พระพลบดีเป็นเทพเจ้าแห่งกำลังและความแข็งแกร่งในคติฮินดู การเลือกพระพลบดีเป็นตราสัญลักษณ์สะท้อนอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาของนักกีฬาและบุคลากรด้านกีฬาของชาติ


บทที่ 8 — เครือข่าย 17 วิทยาเขตและโรงเรียนกีฬา 11 แห่ง

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติมีเครือข่าย 17 วิทยาเขตทั่วประเทศ และมีโรงเรียนกีฬาในสังกัด 11 แห่ง ตามข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารประวัติและเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย

ความครอบคลุมระดับนี้ทำให้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเป็นเครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีวิทยาเขตกระจายตัวในเชิงภูมิศาสตร์มากที่สุดในระบบอุดมศึกษาไทย


บทที่ 9 — บทบาทและพันธกิจในปัจจุบัน

มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเป็นสถาบันผลิตบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรด้านพลศึกษา กีฬา นันทนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬา สุขภาพ และสื่อสารการกีฬา ในระดับมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสังคมและประชาคมอาเซียน

นอกจากภารกิจด้านการศึกษาแล้ว ยังดำเนินงานวิจัยและให้บริการทางวิชาการสาขาการพลศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬา ตลอดจนสาขาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษทางการกีฬา และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้าน การกีฬาไทย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเปิดสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ครอบคลุมสาขาวิชาพลศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬา นันทนาการ สุขศึกษา การจัดการกีฬา และสื่อสารการกีฬา สามารถตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ tnsu.ac.th โดยตรง


สรุป Timeline สำคัญ

พ.ศ. เหตุการณ์
2441 ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาฉบับแรก — เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีแต่งตำราพลศึกษาเล่มแรกของไทย
2442 ก่อตั้ง “สโมสรกายบริหาร” สถานศึกษาวิชาพลศึกษาแห่งแรกในประเทศไทย
2447 จัดตั้ง “สามัคยาจารย์สโมสรสถาน” เพื่อฝึกซ้อมกีฬาและออกกำลังกาย
2456 ปรับสโมสรกายบริหารเป็น “ห้องพลศึกษากลาง”
2490s จัดตั้ง “วิทยาลัยพลศึกษา” สังกัดกรมพลศึกษา
2512 ขยายหลักสูตรเป็นระดับปริญญาตรี ใช้ชื่อ “วิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษา”
2515 เปิดวิทยาลัยพลศึกษาในจังหวัดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น จนครบ 17 แห่งทั่วประเทศ
2548 5 กุมภาพันธ์ — ยกฐานะเป็น “สถาบันการพลศึกษา” ตาม พ.ร.บ. 2548
2562 ให้ไว้ ณ 19 พ.ค. / ประกาศราชกิจจา 22 พ.ค. / มีผลบังคับใช้ 23 พฤษภาคม — ยกฐานะเป็น “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ”

ข้อมูลปัจจุบัน

รายการ ข้อมูล
วันประกาศ พ.ร.บ. 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
วันมีผลบังคับใช้ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
ตราสัญลักษณ์ พระพลบดีทรงช้างเอราวัณ
สัญลักษณ์สามห่วง เขียว-ขาว-เหลือง (การศึกษาครบ 3 ด้าน)
สังกัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
จำนวนวิทยาเขต 17 แห่ง (ตามเอกสารประวัติมหาวิทยาลัย)
โรงเรียนกีฬาในสังกัด 11 แห่ง (ตามเอกสารประวัติมหาวิทยาลัย)
เว็บไซต์ tnsu.ac.th

อ้างอิงหลักจาก: tnsu.ac.th (เอกสารประวัติความเป็นมา), tnsumk.ac.th, tnsubkk.ac.th, tnsuspb.ac.th, ราชกิจจานุเบกษา พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 | อ้างอิงประกอบ: th.wikipedia.org (มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ), matichon.co.th | อัปเดต พฤษภาคม 2569

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *