คนไทยอ่านหนังสือปีละ 149 ชั่วโมง — อันดับ 2 ในอาเซียน แต่ยังมีอะไรที่ครูทำได้อีก

คนไทยอ่านหนังสือปีละ 149 ชั่วโมง — อันดับ 2 ในอาเซียน แต่ยังมีอะไรที่ครูทำได้อีก

คนไทยอ่านหนังสือปีละ 149 ชั่วโมง — อันดับ 2 ในอาเซียน แต่ยังมีอะไรที่ครูทำได้อีก

ข้อมูลจริง + 6 วิธีส่งเสริมการอ่านในห้องเรียนที่ใช้ได้พรุ่งนี้เลย


ถ้าเคยได้ยินว่า “คนไทยอ่านหนังสือแค่ 8 บรรทัดต่อปี” — ข้อมูลนั้นเป็นความเข้าใจผิดที่แพร่หลายมานาน

ความจริงตามผลวิจัยล่าสุด คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 113 นาทีต่อวัน หรือเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน จากการสำรวจของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2,550 คนทั่วประเทศ อายุ 12–50 ปี ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567

และเมื่อเปรียบกับอาเซียน ไทยอยู่ อันดับ 2 ของภูมิภาค ด้วยชั่วโมงการอ่านประมาณ 149 ชั่วโมงต่อปี รองจากสิงคโปร์ที่ 155 ชั่วโมงต่อปี


ตัวเลขจริง — ใครอ่านมากที่สุดในอาเซียน?

จากข้อมูล CEOWORLD Magazine Reading Habits Survey ที่สำรวจผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 6.5 ล้านคนใน 102 ประเทศ และรายงานโดย Seasia Stats ชั่วโมงการอ่านต่อปีในอาเซียนเรียงตามลำดับดังนี้

ลำดับ ประเทศ ชั่วโมง/ปี หนังสือ/ปี
1 สิงคโปร์ 🇸🇬 155 ชม. 6.72 เล่ม
2 ไทย 🇹🇭 149 ชม. 6.37 เล่ม
3 อินโดนีเซีย 🇮🇩 129 ชม. 5.91 เล่ม
4 เวียดนาม 🇻🇳 123 ชม. 5.54 เล่ม
4 ฟิลิปปินส์ 🇵🇭 123 ชม. 5.59 เล่ม
6 มาเลเซีย 🇲🇾 122 ชม. ไม่ระบุ
7 กัมพูชา 🇰🇭 78 ชม. 3.52 เล่ม
8 เมียนมา 🇲🇲 74 ชม. ไม่ระบุ
9 บรูไน 🇧🇳 60 ชม. 2.59 เล่ม

หมายเหตุสำคัญ: ตัวเลขชั่วโมง/ปีเป็นค่าประมาณการจาก CEOWORLD Survey ซึ่งครอบคลุมการอ่านทุกรูปแบบ แต่ละการสำรวจมีวิธีการและกลุ่มตัวอย่างต่างกัน ควรอ่านเชิงเปรียบเทียบแนวโน้ม ไม่ใช่ตัวเลขแน่นอน


“อ่านมาก” แต่อ่านอะไร? — นี่คือคำถามที่สำคัญกว่า

ตัวเลข 113 นาที/วันของคนไทยรวมการอ่านทุกรูปแบบ ทั้งหนังสือ บทความ โซเชียลมีเดีย ข่าวออนไลน์ และ e-book

การสำรวจล่าสุดพบว่าคนไทยอ่านถึง 50-150 นาทีต่อวัน แต่สัดส่วนของสิ่งที่อ่านแตกต่างกันมากในแต่ละกลุ่มอายุ

สิ่งที่ครูควรตระหนักคือ การอ่านเพื่อความรู้และการอ่านเชิงลึกยังต้องการการส่งเสริมอย่างตั้งใจ การที่นักเรียนเลื่อน feed โซเชียลมีเดียวันละ 2 ชั่วโมงไม่เท่ากับการอ่านหนังสือที่พัฒนาการคิดวิเคราะห์


ทำไมการอ่านจึงสำคัญในห้องเรียนของครู

ผลการประเมิน PISA ซึ่งวัดความสามารถในการอ่านของนักเรียนอายุ 15 ปีทั่วโลก แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ชัดเจนระหว่างนิสัยการอ่านกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกวิชา นักเรียนที่อ่านเพื่อความเพลิดเพลินเป็นประจำมีแนวโน้มทำคะแนน PISA สูงกว่านักเรียนที่ไม่อ่านนอกเวลาเรียนอย่างมีนัยสำคัญ

การอ่านยังพัฒนาทักษะที่ AI ยังแทนได้ยาก ทั้งการคิดวิเคราะห์ ความเข้าใจบริบท ทักษะการเขียน และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น


6 วิธีที่ครูใช้ส่งเสริมการอ่านในห้องเรียนได้พรุ่งนี้เลย

1. มุมอ่านหนังสือ 10 นาทีก่อนเริ่มคาบ

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดและมีหลักฐานการวิจัยรองรับมากที่สุด คือการจัดเวลา “อ่านอิสระ” สั้นๆ ก่อนเริ่มบทเรียน เรียกว่า Sustained Silent Reading (SSR) ทุกคนในห้องอ่านของตัวเองโดยเงียบ รวมถึงครู ไม่มีการทดสอบหรือรายงาน เพียงอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน

ข้อดีคือไม่ต้องใช้งบประมาณ ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก และสร้างบรรยากาศห้องเรียนที่ผ่อนคลายก่อนเข้าสู่บทเรียน

2. Book Talk สั้น 3 นาที — ให้นักเรียนแนะนำกันเอง

แทนที่ครูจะเป็นคนแนะนำหนังสือทุกครั้ง ให้นักเรียนสลับกันเล่าหนังสือที่ตัวเองชอบให้เพื่อนฟัง ใช้เวลา 3 นาทีต่อคน สัปดาห์ละ 1-2 คน วิธีนี้ใช้ประโยชน์จาก peer influence ซึ่งมักมีผลต่อนักเรียนมากกว่าการแนะนำของครูเสียอีก

3. Reading List รายวิชา — เชื่อมการอ่านกับสิ่งที่เรียน

แต่ละวิชาสามารถมี reading list สั้นๆ ที่เชื่อมกับเนื้อหา เช่น ครูประวัติศาสตร์แนะนำนิยายอิงประวัติศาสตร์ ครูวิทยาศาสตร์แนะนำหนังสือชีวประวัตินักวิทยาศาสตร์ หรือครูสังคมแนะนำหนังสือสารคดีสังคม การเชื่อมโยงทำให้การอ่านรู้สึกมีความหมายมากขึ้น

4. ให้นักเรียนเลือกหนังสือเอง — สร้าง Autonomy

งานวิจัยด้านจิตวิทยาการศึกษาพบสม่ำเสมอว่าการให้ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกสิ่งที่อ่านเพิ่มแรงจูงใจและระยะเวลาการอ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่จำเป็นต้องให้เลือกได้ทั้งหมด แค่มีตัวเลือก 3-5 เล่มให้เลือกก็ช่วยได้มากแล้ว

5. ครูเป็นแบบอย่าง — เล่าว่าตัวเองอ่านอะไร

เมื่อครูพูดถึงหนังสือที่ตัวเองกำลังอ่านด้วยความกระตือรือร้น นักเรียนมักได้รับอิทธิพลมากกว่าการบอกให้อ่าน การแชร์ประสบการณ์การอ่านของครูสั้นๆ สัปดาห์ละครั้ง สร้างวัฒนธรรมของห้องเรียนที่การอ่านเป็นเรื่องปกติและน่าสนใจ

6. ใช้ Digital Reading อย่างมีจุดมุ่งหมาย

ผลสำรวจพบว่า คนไทยมีพฤติกรรมการอ่านรวมทุกกลุ่มอายุเฉลี่ย 113 นาที หรือเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งผิดไปจากที่เคยเข้าใจกันมาว่า คนไทยอ่านหนังสือเพียงแค่ 8 บรรทัดต่อปี และพบด้วยว่าทั้งหนังสือเล่มและ e-book ยังได้รับความนิยมควบคู่กัน ครูสามารถใช้ platform อ่านหนังสือดิจิทัลที่หลายโรงเรียนมีสิทธิ์เข้าถึงอยู่แล้ว เช่น Meb หรือ Ookbee เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมห้องเรียน


สิ่งที่น่าสังเกตจากข้อมูลอาเซียน

สิงคโปร์ครองอันดับ 1 เพราะอะไร? สิงคโปร์ลงทุนด้านห้องสมุดสาธารณะอย่างมาก มีห้องสมุดแห่งชาติ (NLB) ที่เปิดบริการทั่วเกาะ และมีนโยบายส่งเสริมการอ่านตั้งแต่ระดับเด็กเล็กอย่างเป็นระบบ

เวียดนามและฟิลิปปินส์ทำคะแนนได้ใกล้เคียงกัน ทั้งสองประเทศเน้นการอ่านในฐานะส่วนหนึ่งของการศึกษาและการพัฒนาชาติ ฟิลิปปินส์ได้เปรียบด้านทักษะภาษาอังกฤษที่ทำให้เข้าถึงสื่อการอ่านได้กว้างขึ้น

ไทยอยู่อันดับที่ดีแต่ยังพัฒนาได้ ตัวเลข 149 ชม./ปีดูดี แต่เมื่อพิจารณาว่าสัดส่วนของการอ่านเชิงลึกและการอ่านเพื่อการเรียนรู้ยังน้อยกว่าการอ่านบนโซเชียลมีเดีย ยังมีพื้นที่ให้ครูช่วยพัฒนาได้อีกมาก


บทสรุปสำหรับครู

ตัวเลขการอ่านของคนไทยไม่ได้น่าเป็นห่วงอย่างที่เคยเข้าใจกัน แต่คุณภาพการอ่านและการส่งเสริมให้อ่านอย่างมีจุดมุ่งหมายยังเป็นสิ่งที่ครูทำได้และสำคัญมาก

ไม่ต้องรอนโยบายระดับชาติ ห้องเรียนของครูแต่ละคนคือพื้นที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนได้จริงๆ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่าง 10 นาทีก่อนคาบ แค่นั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากแล้ว

“ห้องเรียนที่ครูอ่านหนังสือ คือห้องเรียนที่นักเรียนเห็นว่าการอ่านสำคัญ”


แหล่งอ้างอิง:

  • PUBAT (สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย) ร่วมกับ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย — วิจัยพฤติกรรมการอ่านและการซื้อหนังสือของคนไทย ปี 2567 — pubat.or.th
  • CEOWORLD Magazine Reading Habits Survey — รายงานโดย The Sun Malaysia และ Seasia Stats — seasiastats.com
  • Thai Rath — ผลสำรวจคนไทยอ่านหนังสือ 2 ชม./วัน — thairath.co.th
  • The Standard — คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 2 ชั่วโมงต่อวัน — thestandard.co

หมายเหตุ: ตัวเลขชั่วโมงการอ่านต่อปีในอาเซียนมาจาก CEOWORLD Survey ซึ่งเป็นการสำรวจในกลุ่มตัวอย่างผ่านระบบออนไลน์ แต่ละการสำรวจมีวิธีการและกลุ่มตัวอย่างต่างกัน ควรอ่านเชิงเปรียบเทียบแนวโน้ม ไม่ใช่ตัวเลขแน่นอน

Eduzones | eduzones.com | ชุมชนการศึกษาอันดับ 1 ของประเทศไทย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *