มหาวิทยาลัยรังสิต ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริง

แถลงการณ์มหาวิทยาลัยรังสิต

สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของ รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล ในวันนี้ (7 เม.ย.69) ซึ่งพบว่ายังคงมีการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน และคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

มหาวิทยาลัยรังสิตขอชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว โดยอาศัยข้อมูลจากข้อเท็จจริงต่างๆ พิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้เกิดความสับสนในการร่วมสร้างสถานการณ์ที่ไม่ดีขึ้นแต่อย่างใด จากการกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยรังสิตปกป้องผู้กระทำความผิด ในกรณีการทุจริตจัดซื้อพัสดุ

มหาวิทยาลัยรังสิต ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

  1. กรณีนี้ไม่ใช่คดีทุจริตพัสดุ ซึ่งผลสอบสวนชี้ว่า มี ศ.ท.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล เป็นประธานกรรมการสอบสวนชั้นต้น สรุปว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีอาญาได้ รวมถึงผลสอบสวนในชั้นอุทธรณ์ โดยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่เกี่ยวข้อง ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นอกจากไม่มีความผิดทางอาญาแล้ว ไม่มีความผิดทางวินัยด้วย กรณีที่อธิการบดีให้พนักงานตามข้อเสนอของ ศ.ท.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล นั้น จากการสอบสวน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอว่ามีการกระทำผิดทางอาญา อีกทั้งกรณีปัจจุบันยังไม่ถึงที่สุดทางคดีอาญา
  2. การปรับพื้นที่เพื่อเตรียมใช้สร้างเป็นบ้านพักคนงาน ในโครงการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ ไม่ได้มีความเสียหายเกิดขึ้นต่อมหาวิทยาลัย โดยพิจารณาจากขอบเขตการเคลียร์พื้นที่ (Site Clearing) ตามคำอธิบายในทางวิศวกรรม หมายถึง กระบวนการเตรียมพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง โดยการถางป่า ขุดตอไม้ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิม ปรับระดับดินและขนย้ายเศษวัสดุออก เพื่อให้เป็นพื้นที่โล่งเรียบ ปลอดภัย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในโครงการก่อสร้าง ซึ่งเป็นไปตามร่างขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ว่าจ้างผู้รับเหมา เมื่อทำการเคลียร์พื้นที่แล้ว ปรากฏภาพพื้นที่ราบเรียบ ไม่มีหลุมบ่อใดๆ แสดงให้เห็นว่า การขนย้ายดินเป็นส่วนหนึ่งของงานในการเคลียร์พื้นที่ หลักฐานสำคัญนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตในฐานะเจ้าของทรัพย์ เห็นว่าไม่ใช่การลักทรัพย์
  3. ขอชี้แจงว่า เหตุแห่งการเลิกจ้าง เป็นเพราะ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จและก่อให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย ต่อเนื่องยาวนาน 8 เดือน (ก.ค.68 – ก.พ.69) ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อเสียง จึงเป็นมติของคณะกรรมการสอบสวน ว่ามีการกระทำผิดวินัยร้ายแรง

มหาวิทยาลัยรังสิต ยึดถือความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอเรียนชี้แจงเกี่ยวกับกรณีนี้เป็นครั้งสุดท้าย หากพบว่ายังมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ มหาวิทยาลัยพร้อมที่จะนำพยาน หลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *