“อาจารย์หมอฉัตรชัย” มศว กับความสำเร็จของหลักสูตร เพื่อ “เด็กพิเศษ” แบบบูรณาการ คว้ารางวัล “ผู้นำเทรนด์อนาคตด้านสังคม”

ปัจจุบันสถานการณ์ “เด็กพิเศษ” หรือ บุคคลผู้มีความต้องการพิเศษ   ( บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ พฤติกรรม หรือการเรียนรู้ ) ซึ่งจากข้อมูลปี 2568   โดยยูนิเซฟพบว่าเด็กออทิสติกและสมาธิสั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในไทยและระดับโลก    และเป็นกลุ่มใหญ่ที่ต้องการการศึกษาพิเศษเพื่อให้การฟื้นฟูเยียวยาตลอดจนโอกาสทางอาชีพ ให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติสุขในรูปแบบของ ‘จากบ้านสู่สังคมที่เท่าเทียม’

                        “อาจารย์หมอฉัตรชัย” (รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉัตรชัย เอกปัญญาสกุล) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้ได้รับรางวัลผู้นำเทรนด์แห่งปีระดับนานาชาติ
“ผู้นำเทรนด์อนาคตด้านสังคม”  เพื่อการดูแลบุคคลที่มีความต้องการพิเศษแบบบูรณาการ  เพราะมีความตั้งใจที่จะพัฒนาศักยภาพ เพิ่มทักษะการเรียนรู้และขีดความสามารถพิเศษของ “เด็กพิเศษ” ให้เห็นผลได้จริง เพื่อให้พวกเขาช่วยเหลือตนเองได้โดยการริเริ่มเปิด หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาพิเศษและการดูแล เพื่อการดูแลเด็กพิเศษแบบบูรณาการ

                        “ตอนผมเรียนแพทย์และไปใช้ทุนที่อำเภอวัฒนานคร จ.สระแก้ว ก็คิดว่าทำไมเราตรวจคนไข้แล้วส่วนใหญ่เจอแต่โรคเดิมๆ เช่น ความดัน เบาหวานเพราะคุมน้ำตาลไม่ได้ ซึ่งถ้าเรามีเวลามากพอก็จะคุยวิธีการดูแลปฏิบัติตัวให้กับคนไข้ได้เป็นรายๆ แต่เพราะมีคนไข้วันละร้อยๆ คนต่อวัน เราเลยมีเวลาคุยกับคนไข้น้อยมาก ซึ่งทุกวันนี้ถ้าผมมีลงตรวจคนไข้ที่คลินิก มศว ก็จะพยายามซักคนไข้นานหน่อยเพื่อเน้นเรื่องการดูแลตัวเอง จะได้ไม่ต้องพึ่งยาหรือมาหาหมอโดยไม่จำเป็น มาคิดว่าเราน่าจะช่วยเหลือคนได้มากกว่านี้ เลยตัดสินใจเรียนแพทย์ในสาขา
เวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
เป็นวิชาการแพทย์เชิงป้องกัน สุขภาพชุมชนและระบาดวิทยา เพื่อให้แพทย์มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพในระดับประชากร ชุมชนและการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาเพียงอย่างเดียว ซึ่งตอนนั้นก็ไม่น่าจะมีหมอคนไหนอยากเรียนสักเท่าไหร่ คือผมคิดว่าถ้าเราช่วยสังคมได้มันจะเกิด impact ได้มากกว่า

 

การดูแลคนไข้เป็นรายๆ ไปนั่นแหล่ะ ที่สุดก็ได้ทุนไปเรียนที่ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคมที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 3 ปี และไปสอบเพิ่มเป็นผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิตชุมชน สาขาระบาดวิทยา ตอนนั้นก็ควบงานเรื่องการดูแลสุขภาวะชุมชนอยู่แล้วและเมื่อปี 2561 ได้มาเป็นผู้บริหารบัณฑิตวิทยาลัย มศว ก็เลยอยากจะทำหลักสูตรที่ตอบโจทย์ว่ามหาวิทยาลัยเราได้ผลิตคนที่มีคุณภาพสู่สังคมจริงๆ เป็นคนที่มีคุณค่า ก็มั่นใจว่าหลักสูตรนี้จะช่วยบุคคลที่มีความต้องการพิเศษได้โดยการที่ผู้ที่มาเรียนซึ่งส่วนใหญ่เป็น พ่อแม่ ครู ผู้ปกครองหรือคนที่ต้องดูแลเด็กพิเศษหรือบุคคลผู้ที่มีความต้องการพิเศษจะนำไปใช้ได้เห็นผลจริง ผมก็ได้พบกับรองศาสตราจารย์ ดร.ดาริณี ศักดิ์ศิริผล อาจารย์ มศว ของเรา ซึ่ง ‘อาจารย์หมู’ เองท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักว่าท่านเชี่ยวชาญและทำเรื่องการดูแลเด็กพิเศษจริงจังถึงทุกวันนี้ จริงๆ ท่านอยากทำหลักสูตรระยะสั้นแบบ Short Course ตอนหลังก็มีอบรมออนไลน์ให้กลุ่มผู้ดูแลเด็กพิเศษด้วย มีกิจกรรมและงานวิจัยเพื่อฝึกพัฒนาการของเด็กพิเศษ การให้คำปรึกษา

อีกทั้งมี ท่านอาจารย์ศรียา นิยมธรรม ซึ่งท่านเป็นคนไข้ผมด้วย ท่านก็เป็นคนบุกเบิกคนแรกๆ ที่ทำเรื่องเด็กพิเศษ (ปัจจุบันท่านอาจารย์ศรียา เป็นประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)  ท่านบอกว่า มศว เรามีชื่อเสียงมากเรื่องเด็กพิเศษมาโดยตลอด ผมเองก็มีเครือข่ายคน
ในกลุ่มวิชาชีพที่เกี่ยวข้องอยู่พอสมควรซึ่งทุกคนก็เต็มใจมาช่วยกันทำงานช่วยเด็กพิเศษ  ผมเลยอยากทำให้หลักสูตรประกาศนียบัตรการศึกษาพิเศษและการดูแล เกิดผลได้จริงโดยใช้แบบบูรณาการศาสตร์วิชาชีพเข้ามาด้วยกัน คือเราผลิตผู้ที่จะไปดูแลเด็กพิเศษโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่เป็น  ครู ผู้บริหาร บุคลากรทางวิชาชีพ
นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด พยาบาล รวมไปถึงผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นเด็กพิเศษ เขาก็มาเรียนหลักสูตรนี้เพื่อจะไปดูแลเด็กของเขา เราเปิดมาเป็นรุ่นที่ 7 แล้วปีนี้ ที่จบไปแล้วมี 281 คน ถ้านับรุ่นนี้ด้วยก็มีทั้งหมด 371 คน ซึ่งผมอยากเห็นว่าเราลูกศิษย์หลักสูตรนี้กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เขาเหล่านั้นจะไปช่วยกันฟื้นฟู เยียวยา เพิ่มศักยภาพให้กับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษได้อีกทางหนึ่ง เป็นการลดภาระสังคม  นี่เป็นความตั้งใจของผมคืออยากให้เป็นหลักสูตรที่คนนำไปใช้ได้จริงๆ  ดูแลเด็กพิเศษนั้นได้จริงๆ ตัวหลักสูตรก็จะเป็นนวัตกรรม คือการใช้ศาสตร์หลายศาสตร์มาบูรณาการ โดยใช้เรื่องการศึกษาบูรณาการจากการที่เรามีเครือข่ายวิชาชีพต่างๆ มาร่วมกันสอนให้ความรู้ อย่างเมื่อศุกร์เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ใช้ศิลปะบำบัดและดนตรีบำบัดเข้ามาช่วย
มีนักจิตวิทยามาช่วย ล่าสุดผมเองก็ไปนิเทศผู้เรียนหลักสูตรนี้ที่ภูเก็ต ก็ไปช่วยเขาขยายโอกาสเพิ่มช่องทางการสร้างเสริมรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฝีมือของเด็กพิเศษมีรายได้เข้ามูลนิธิหลักหลายพันบาท หรืออย่างการที่เรานำหลักสูตรนี้ไปบูรณาการองค์ความรู้เรื่องการดูแลเด็กพิเศษให้กับครูของโรงเรียนโดยรอบ มศว ประสานมิตร รวม 6 โรงเรียนในลักษณะของการทำงานเชิงรุกคือเราเข้าไปช่วยคัดกรองให้โรงเรียน / ครู รู้ว่านี่คือเด็กพิเศษไม่ใช่
เด็กโง่หรือเด็กมีพฤติกรรมกร้าวร้าว คัดกรองเพื่อรู้ให้ไว จะได้เยียวยาได้เร็ว เขาก็จะดีขึ้นเร็ว พบได้ประมาณพันกว่าคนแต่เราช่วยไม่ได้หมด ผมเลยทำโมเดล พ่อ แม่ หมอ ครู สำหรับคลินิกวันเสาร์อาทิตย์ที่ชั้น 6 บัณฑิตวิทยาลัย มศว  ทำลักษณะของคลินิกสุขภาวะเพื่อพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาแก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข  คลินิกที่นี่เป็นการบริการวิชาการสู่สังคม ให้พ่อแม่มีส่วนร่วมด้วย เช่น อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ พูดไม่ชัด จะมีเทคนิคการสอนอย่างไร เราจะสอนให้แล้วครูต้องกลับไปปฏิบัติหลังจากนั้นผมก็ไปดู คอร์สหนึ่งก็ 10 ครั้งต่อเด็ก 1 คน หรืออย่างการที่เราช่วยหาตลาดให้ผลงานของเด็กพิเศษได้จำหน่ายหรือปล่อยของที่ตอนนี้เรานำร่องตลาดนัด มศว เพราะในหลักสูตรนี้มีวิชาฝึกอาชีพ ซึ่งเมื่อเราพัฒนาเพิ่มทักษะเด็กมาได้ในระดับหนึ่งเขาจะสามารถพึ่งตนเอง มีรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระได้ แต่ไม่ใช่ให้คนซื้่อ ซื้อเพราะสงสารเขา เราจะส่งเสริมเขา ช่วยแม้กระทั่งการขายของออนไลน์ที่มีเรื่องเล่าของสินค้าด้วย จนเขาได้รับออร์เดอร์อย่างเคสของเด็กดาวน์ซินโดรมที่ได้งานผลิตสายประเป๋าให้กับแบรนด์ Good Goods ซึ่งร้านนี้มีหลายสาขาของเซ็นทรัล เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม สินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น รายได้กลับคืนสู่ชุมชน อย่างน้อยเราได้มีส่วนช่วยส่งเสริมหรือค้นหาศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเขาได้นำออกมาแล้วช่วยให้เขามีรายได้พึ่งตนเองได้ ขยายโอกาสให้เขา ไม่เป็นภาระแก่สังคม

                ผมและเครือข่ายสหวิชาชีพและทุกคนทุกภาคส่วนช่วยกัน คัดกรอง ฝึกพัฒนาการเด็กพิเศษมา 9 ปีแล้ว ก็เป็นความลงตัวหลายอย่าง เจอทั้งที่คนอยากทำ เราอยากทำ เรามีเครือข่ายสหวิชาชีพ มีนโยบายมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม มีองค์ความรู้ มีคนที่ทำเรื่องเด็กพิเศษเป็นผู้เชี่ยวชาญทำมานาน ก็ได้ผลและขยายต่อ แม้
วันหนึ่งผมจะหมดวาระผู้บริหารแล้วแต่ก็ยังเป็นพี่เลี้ยง เป็นโค้ชชิ่ง ให้ได้และออกไปมีเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่ตอนนี้ก็อาจจะพูดได้ว่ายังไม่มีมหาวิทยาลัยใดที่ทำเรื่องเด็กพิเศษจริงจังเท่า มศว แบบบูรณาการ คือ
เอาทั้งวิชาชีพและวิชาการมารวมกัน ระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุขและระบบพัฒนาสังคมมารวมกัน มศว
เรายังเป็นผู้นำเรื่องเด็กพิเศษอย่างเห็นผลได้จากการมีหลักสูตรนี้และในทางปฏิบัติด้วยจริง ผมอยากให้เข้าใจตรงกันว่าเด็กพิเศษมีศักยภาพ เช่นเด็กออสทิสติกที่เขาจะมี Talent ที่เข้าข่ายความอัจฉริยะหรือ Genius เพียงแต่เราต้องหาให้เจอและสนับสนุนส่งเสริมเขา หรืออย่างเด็กดาวน์ซินโดรมที่เคยมาร่วมงานวันสถาปนาของบัณฑิตวิทยาลัยมาโชว์ตีขิมแบบไม่มีโน้ต นั่นก็เป็นความสามารถพิเศษ”

                        จากความมุ่งมั่นตั้งใจของอาจารย์หมอฉัตรชัยในวันนั้นและพลังของเครือข่ายสหวิชาชีพลูกศิษย์ลูกหาตลอดจนครูผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลเด็กพิเศษ ส่งผลให้การทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กพิเศษผลิดอกออกผล
สู่รางวัลทรงคุณค่าความสำเร็จและความภูมิใจ รางวัล “ผู้นำเทรนด์อนาคตด้านสังคม” The Leader Award Leader for Social 2026 เพื่อการดูแลบุคคลที่มีความต้องการพิเศษแบบบูรณาการ จากเวที Future Trends Awards 2026’ “รางวัลนี้เป็นของทุกคนและลูกศิษย์ที่มาช่วยและจบไปทำงาน ช่วยให้คำปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครอง ปูพรมออกไปจนเห็นผล ช่วยคัดกรองเด็กพิเศษเพื่อช่วยลดภาระสังคมและนโยบายของมหาวิทยาลัยว่าเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ รางวัลนี้เป็นตัวสะท้อนว่าในสังคมเรามีพื้นที่ให้กับเด็กพิเศษและเขาได้รับการยอมรับในสังคมอย่างเท่าเทียม        
รางวัลนี้เป็นต้นแบบของบุคคลในฐานะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นผลักดันการพัฒนา “การศึกษาพิเศษและการดูแล” เช่น “อาจารย์หมอฉัตรชัย” มศว ผู้ที่มีส่วนสร้างรากฐานทางสังคมที่เข้มแข็งและเท่าเทียม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งช่วยให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้เพื่อสังคม” ( Learning University for Society )
รางวัลนี้จึงสะท้อนว่า อนาคตของธุรกิจและสังคมไทย กำลังถูกกำหนดโดยองค์กรและผู้นำที่ไม่ได้รอให้
ความเปลี่ยนแปลงมาถึง แต่ลุกขึ้นมาสร้างมันด้วยตัวเอง.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *