นักวิจัยเตือน “Gen Z” อาจมีพัฒนาการทางสติปัญญาต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่? บทวิเคราะห์ผลกระทบยุคดิจิทัลต่อการเรียนรู้

นักวิจัยเตือน “Gen Z” อาจมีพัฒนาการทางสติปัญญาต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่? บทวิเคราะห์ผลกระทบยุคดิจิทัลต่อการเรียนรู้

Gen Z

ประเด็นที่กำลังถูกถกเถียงในแวดวงการศึกษาและประสาทวิทยา คือคำเตือนจากนักประสาทวิทยาชาวอเมริกัน จาเร็ด คูนนี โฮร์วาทส์ (Jared Cooney Horvath) ซึ่งให้ข้อมูลต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ว่า

เด็กที่เกิดระหว่างปี 1997–2010 หรือ “Gen Z” อาจเป็นรุ่นแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่มีตัวชี้วัดด้านการเรียนรู้และสติปัญญาต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่

แม้ข้อสรุปดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียง แต่ข้อมูลจากหลายงานวิจัยสะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็กยุคดิจิทัล


📊 ประเด็นสำคัญจากงานวิจัยที่ถูกอ้างถึง

รายงานและฐานข้อมูลจากหลายประเทศพบแนวโน้มที่สอดคล้องกัน ได้แก่

  • คะแนนสอบมาตรฐานในบางประเทศลดลงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

  • ความสามารถด้านการอ่าน (Literacy) และคณิตศาสตร์มีแนวโน้มถดถอย

  • สมาธิ ความจำ และทักษะการคิดวิเคราะห์ (Executive Function) ลดลง

  • ค่า IQ โดยรวมในบางประเทศมีแนวโน้มลดลง (ปรากฏการณ์ที่บางนักวิชาการเรียกว่า “Reverse Flynn Effect”)

  • เด็กจำนวนหนึ่งมีแนวโน้ม “ประเมินความสามารถตนเองสูงกว่าความเป็นจริง”

ทั้งนี้ นักวิจัยย้ำว่าแนวโน้มเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกประเทศ และมีปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ไม่ใช่สาเหตุเดียว


📱 ปัจจัยที่ถูกตั้งข้อสังเกต: การใช้หน้าจออย่างต่อเนื่อง

Gen Z เป็นรุ่นแรกที่เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัลตั้งแต่วัยเด็ก ได้แก่

  • สมาร์ตโฟน

  • แท็บเล็ต

  • โซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Snapchat

มีข้อมูลระบุว่า เด็กและวัยรุ่นบางกลุ่มใช้เวลากว่า “ครึ่งหนึ่งของเวลาตื่น” อยู่หน้าจอ

นักวิจัยบางส่วนเสนอว่า
การเรียนรู้ผ่าน “คลิปสั้น” หรือเนื้อหาย่อยง่าย อาจไม่สามารถทดแทนการอ่านเชิงลึกและการคิดวิเคราะห์แบบต่อเนื่องได้

การอ่านหนังสือเล่มยาว การเขียน และการอภิปราย อาจช่วยพัฒนาสมาธิระยะยาวและทักษะการคิดระดับสูงได้มากกว่า


🏫 แล้วเทคโนโลยีในห้องเรียนช่วยจริงหรือไม่?

แม้โรงเรียนจำนวนมากทั่วโลกลงทุนกับ EdTech มากขึ้น
แต่ข้อมูลจากการเปรียบเทียบในกว่า 80 ประเทศชี้ว่า
การใช้เทคโนโลยีในโรงเรียนอย่างเข้มข้น ไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นเสมอไป

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่ได้เรียกร้องให้ “ยกเลิกเทคโนโลยี”
แต่เสนอให้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีเป้าหมายและสมดุล

ข้อเสนอสำคัญคือ

  • เน้นการอ่านลึก (Deep Reading)

  • เพิ่มการเรียนรู้เชิงอภิปราย

  • ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน

  • จำกัดสิ่งรบกวนระหว่างเรียน


🌍 หลายประเทศเริ่มจำกัดการใช้โซเชียลในผู้เยาว์

หลายประเทศเริ่มออกมาตรการหรือเสนอร่างกฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กและเยาวชน เช่น

  • ออสเตรเลีย

  • อังกฤษ

  • ฝรั่งเศส

  • เยอรมนี

  • สเปน

  • สาธารณรัฐเช็ก (เสนอจำกัดอายุต่ำกว่า 15 ปี)

เหตุผลหลักคือ ป้องกันการเสพติดหน้าจอ และลดผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองและสุขภาพจิต


🔎 สรุป: ปัญหาอยู่ที่ “เทคโนโลยี” หรือ “วิธีใช้”?

แนวคิดที่ว่า “ลูกต้องเก่งกว่าพ่อแม่เสมอ” อาจไม่เป็นจริงโดยอัตโนมัติ
เพราะสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
เทคโนโลยีดีหรือไม่ดี

แต่คือ
เราจะออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้สมดุลอย่างไร
ระหว่างโลกดิจิทัลกับการพัฒนาทักษะพื้นฐาน เช่น

  • การอ่าน

  • การคิดวิเคราะห์

  • สมาธิระยะยาว

  • การสื่อสารแบบเผชิญหน้า

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเสนอว่า
การลดเวลาหน้าจอในเด็กเล็ก
ควบคู่กับการส่งเสริมการอ่านหนังสือจริงและกิจกรรมที่ใช้สมาธิ
อาจเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างรากฐานการเรียนรู้ที่แข็งแรงในระยะยาว


📌 ที่มา: รายงานข่าวจากสื่อเกาหลีใต้ (헤럴드경제 )/  มีสซิสฮานึล และข้อมูลการให้การต่อสภาคองเกรสของนักวิจัยด้านประสาทวิทยา

หากประเทศไทยต้องเลือกระหว่าง “Digital First” กับ “Balanced Learning”
เราควรเดินไปทางไหน?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *