วิกฤตปริญญาเอก ‘ล้นตลาด’ ทั่วโลก เมื่อจำนวนผู้จบสูงกว่าตำแหน่งงานที่มีอยู่จริง

วิกฤตปริญญาเอก ‘ล้นตลาด’ ทั่วโลก เมื่อจำนวนผู้จบสูงกว่าตำแหน่งงานที่มีอยู่จริง

I.PhD

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มผลิตบัณฑิตระดับปริญญาเอกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายงาน China and the World: Trends in Higher Education 2026 จากสถาบันวิจัย MyCOS ซึ่งเผยแพร่ในเดือนมกราคม 2026 ระบุว่า การผลิตนักศึกษาปริญญาเอกทั่วโลกขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวเริ่มชนเพดาน เมื่อระบบตลาดงานไม่สามารถรองรับจำนวนผู้จบได้เพียงพอ

เมื่อปริญญาเอกเพิ่ม แต่ตำแหน่งงานมีจำกัด

ทั้งภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมต่างมีพื้นที่รองรับบุคลากรระดับสูงอย่างจำกัด ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระหว่าง “จำนวนผู้เรียนจบ” กับ “ตำแหน่งงานที่มีอยู่จริง” ขณะเดียวกัน ระบบการผลิตปริญญาเอกแบบดั้งเดิมในหลายประเทศยังเน้นการฝึกทักษะเชิงทฤษฎีและงานวิชาการเป็นหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาคธุรกิจที่ต้องการทักษะแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติ การทำงานข้ามสาขา และแนวคิดเชิงวิศวกรรม

รายงานยังชี้ว่า วงการอุดมศึกษาจีนกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ภาวะเศรษฐกิจตึงตัว ข้อจำกัดด้านงบประมาณของมหาวิทยาลัย และกระแสเด็กเกิดน้อย ทำให้ “การปฏิรูปการผลิตปริญญาเอก” กลายเป็นโจทย์เร่งด่วน

จำนวนปริญญาเอกทั่วโลกเพิ่มต่อเนื่อง

บทความในวารสาร Nature เรื่อง “โลกต้องการปริญญาเอกมากแค่ไหน” ระบุว่า ระหว่างปี 1998–2017 จำนวนผู้จบปริญญาเอกใหม่ใน 38 ประเทศสมาชิก OECD เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และยังคงเติบโตต่อเนื่องหลังจากนั้น แม้บางประเทศ เช่น ออสเตรเลียและบราซิล จะเริ่มมีผู้สมัครลดลงจากค่าครองชีพสูงและเงินสนับสนุนต่ำ

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของปริญญาเอก ได้แก่ ความเชื่อว่าการเรียนระดับสูงจะเพิ่มผลตอบแทนในอนาคต และการเพิ่มงบวิจัยของรัฐ ทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถรับนักศึกษาปริญญาเอกได้มากขึ้น

จีน–อินเดีย พุ่งแรง ขณะที่มนุษยศาสตร์ถดถอย

ในจีนและอินเดีย จำนวนผู้เรียนปริญญาเอกเติบโตแบบก้าวกระโดด ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า ระหว่างปี 2014–2024 จีนเพิ่มจำนวนนักศึกษาปริญญาเอกจากราว 72,600 คน เป็นประมาณ 170,000 คนต่อปี และมีนักศึกษาปริญญาเอกในระบบกว่า 676,000 คน

อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศ สาขามนุษยศาสตร์กลับเผชิญแนวโน้มลดรับหรือหยุดรับนักศึกษา ข้อมูลจาก Humanities Indicators ของ American Academy of Arts & Sciences ระบุว่า สัดส่วนผู้เรียนปริญญาเอกสายมนุษยศาสตร์ในสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สาขาวิศวกรรมและสุขภาพเพิ่มขึ้นชัดเจน

ตลาดงานยึดวุฒิ หรือยึดความสามารถ?

ฉู่เฉาฮุย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การศึกษาจีน ชี้ว่า การจะบอกว่าปริญญาเอก “ล้นตลาด” หรือไม่ ต้องดูว่าสังคมให้คุณค่ากับความสามารถจริงมากเพียงใด ในบางประเทศ โดยเฉพาะจีน บริษัทจำนวนไม่น้อยยังให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษามากกว่าทักษะจริง ส่งผลให้เกิดภาวะ “เรียนสูงเกินจำเป็น” ในหลายตำแหน่งงาน

แม้จีนจะผลิตปริญญาเอกเพิ่มขึ้นมาก แต่เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อประชากร ยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว โดยสหรัฐฯ มีประชากรกว่า 1% ที่ถือวุฒิปริญญาเอก ขณะที่จีนมีไม่ถึง 0.7%

งานสายวิชาการ แข่งขันสูงขึ้นทั่วโลก

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ ตำแหน่งถาวรในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นไม่ทันกับจำนวนผู้จบใหม่ ตัวอย่างจากเกาหลีใต้พบว่า มีเพียงราว 40% ของผู้จบปริญญาเอกได้ทำงานในมหาวิทยาลัย ขณะที่เกือบ 30% ยังว่างงานหรือยังไม่ได้งาน

ในหลายประเทศ เริ่มใช้ระบบประเมินแบบเข้มข้น เช่น “ไม่เลื่อนขั้นก็ต้องออก” ทำให้อาจารย์รุ่นใหม่เผชิญแรงกดดันสูง และอาจารย์รุ่นเก่าจำนวนไม่น้อยต้องกลับไปเรียนปริญญาเอกเพื่อรักษาเส้นทางอาชีพ

ปริญญาเอกในยุค AI ยังจำเป็นหรือไม่?

นักวิชาการจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ในยุค AI ปริญญาเอกยังมีความสำคัญ แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างจากเดิม เพราะหัวใจของปริญญาเอกคือการสร้าง “นักวิจัยอิสระ” ที่สามารถตั้งคำถามใหม่ ออกแบบการทดลอง ประเมินหลักฐาน และตัดสินใจเชิงจริยธรรม ซึ่ง AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ โดยเฉพาะในสาขาอย่างวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ เทคโนโลยีชีวภาพ นโยบายสาธารณะ และการกำกับดูแล AI

หลายประเทศจึงเริ่มปรับหลักสูตรปริญญาเอกให้ใกล้ตลาดงานมากขึ้น เช่น โมเดล Industrial PhD (I.PhD) การฝึกงานแบบมีค่าตอบแทน และการอบรมทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงควบคู่กับการวิจัย

บทสรุป: ไม่ใช่เลิกปริญญาเอก แต่ต้อง ‘ออกแบบใหม่’

วิกฤตปริญญาเอกล้นตลาดสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบระบบการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป ในยุค AI และเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่การยกเลิกปริญญาเอก แต่คือการปรับดีไซน์หลักสูตร ให้ผู้จบสามารถทำงานได้จริง สร้างคุณค่าให้สังคม และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างยั่งยืน


ที่มา: รายงาน China and the World: Trends in Higher Education 2026, Nature, China Daily และ Jeenthai Business Inside
เรียบเรียง:Eduzones 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *