Reed Hastings ประวัติ ผู้ก่อตั้ง Netflix: จากค่าปรับ DVD สู่จักรวรรดิสตรีมมิ่งที่เปลี่ยนโลก

Reed Hastings ประวัติ ผู้ก่อตั้ง Netflix: จากค่าปรับ DVD สู่จักรวรรดิสตรีมมิ่งที่เปลี่ยนโลก

แนวคิดสำคัญที่สุดของ Reed Hastings คือ “Freedom and Responsibility” — อิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ต้องมาคู่กับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เท่ากัน


เรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ Silicon Valley

ปลายทศวรรษ 1990 สาขา Blockbuster Video เมือง Los Gatos รัฐ California

Reed Hastings คืนวิดีโอ Apollo 13 ช้าไปหลายสัปดาห์ และต้องจ่ายค่าปรับ 40 ดอลลาร์ “ฉันจำค่าปรับนั้นได้เพราะรู้สึกอาย นั่นทำให้ฉันเริ่มสำรวจไอเดียว่าจะสร้างบริการเช่าหนังทางไปรษณีย์ได้อย่างไร”

นั่นคือเรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดของ Netflix แต่ความจริงอาจซับซ้อนกว่านั้น

Marc Randolph ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix เปิดเผยในภายหลังว่าตำนาน Apollo 13 เป็น narrative ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่ออธิบายว่าทำไม Netflix จึงดีกว่าคู่แข่ง ความจริงคือเขาและ Hastings กำลังมองหาไอเดียธุรกิจใหม่หลังจากขายบริษัท Pure Software และคิดว่าจะสร้าง “Amazon.com ของบางอย่าง” โดยตัดสินใจเลือก DVD เพราะมันเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ทนทานพอที่จะส่งทางไปรษณีย์ได้

ไม่ว่าจะเกิดจากค่าปรับหรือการมองหาโอกาส สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาเปลี่ยนโลกความบันเทิงไปตลอดกาล


เด็กชายจาก Boston ที่สนใจคณิตศาสตร์และอุดมการณ์

Wilmot Reed Hastings Jr. เกิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2503 ที่เมือง Boston รัฐ Massachusetts ในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อทำงานด้านกฎหมาย แม่เป็นที่ปรึกษาด้านการศึกษา ตั้งแต่เด็ก Hastings แสดงความสนใจพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนชั้นนำ Buckingham Browne & Nichols ใน Cambridge ก่อนเข้าเรียนปริญญาตรีที่ Bowdoin College รัฐ Maine สาขาคณิตศาสตร์ สำเร็จการศึกษาปี 2526


Peace Corps: สองปีในแอฟริกาที่เปลี่ยนวิธีคิด

หลังจบปริญญาตรี Reed Hastings เข้าร่วม United States Marine Corps ก่อน จากนั้นใช้เวลาสองปีกับ Peace Corps ในฐานะครูสอนคณิตศาสตร์ในประเทศ Swaziland ปัจจุบันคือ Eswatini ประเทศเล็กๆ ในแอฟริกาใต้

สองปีในแอฟริกาสอน Hastings สิ่งที่ MBA ไม่มีทางสอนได้ นั่นคือการมองโลกจากมุมของคนที่มีทรัพยากรน้อย การตั้งคำถามกับระบบที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ และความเชื่อว่าการศึกษาคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการเปลี่ยนแปลงชีวิต สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนออกมาในวิธีที่เขาบริหาร Netflix ในภายหลัง


Stanford และ Pure Software: บริษัทแรกที่สร้างรากฐาน

หลังกลับจากแอฟริกา Hastings เข้าเรียนต่อที่ Stanford University และสำเร็จปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ในปี 2531 จากนั้นทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์

ปี 2534 เขาก่อตั้ง Pure Software บริษัทที่พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบข้อผิดพลาดในซอฟต์แวร์ ต่อมา Pure Software รวมกับ Atria เป็น Pure Atria และถูก Rational Software เข้าซื้อกิจการในปี 2540 โดยบางแหล่งรายงานมูลค่าดีลราว 700-750 ล้านดอลลาร์

ด้วยรายได้จากการขายนั้นเอง ประกอบกับไอเดียที่กำลังฟักตัว Netflix จึงเกิดขึ้น


Netflix: เริ่มจากการทดสอบด้วยการส่ง CD ทางไปรษณีย์

Reed Hastings และ Marc Randolph ร่วมกันก่อตั้ง Netflix ในปี 2540 และเปิดให้บริการ DVD-by-mail ในปี 2541

ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ DVD พวกเขาทดสอบความเป็นไปได้โดยการส่ง CD ทางไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ในเมืองเดียวกัน เพื่อดูว่ามันทนทานพอที่จะส่งได้โดยไม่เสียหายหรือเปล่า เมื่อมันมาถึงสภาพดี พวกเขาจึงตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจ

Netflix เปิดตัวในฐานะบริการส่ง DVD ทางไปรษณีย์แบบสมัครสมาชิก ลูกค้าสามารถสั่งหนังออนไลน์ รับทาง Mail และคืนเมื่อพร้อม โดยไม่มีค่าปรับการคืนช้า ซึ่งเป็นจุดต่างที่สำคัญที่สุดจาก Blockbuster


Blockbuster ปฏิเสธข้อเสนอซื้อ Netflix

นี่คือหนึ่งในการตัดสินใจทางธุรกิจที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์

ในปี 2543 Reed Hastings และ Marc Randolph เดินทางไปพบผู้บริหาร Blockbuster เพื่อเสนอขาย Netflix ในราคา 50 ล้านดอลลาร์ แต่ Blockbuster ไม่เห็นคุณค่าในโมเดลธุรกิจนั้นและปฏิเสธข้อเสนอ

สิบปีต่อมา Blockbuster ล้มละลาย ขณะที่ Netflix กลายเป็นบริษัทมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์


2554: ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุด และบทเรียนที่แพงที่สุด

ปี 2554 Netflix มีสมาชิกกว่า 24 ล้านคน และ Reed Hastings ตัดสินใจแยก Netflix ออกเป็นสองบริการ โดยบริการ DVD Mail ถูกแยกออกมาเป็นแบรนด์ใหม่ชื่อ Qwikster ส่วนบริการ Streaming ยังคงใช้ชื่อ Netflix พร้อมปรับราคาขึ้น 60%

การตัดสินใจนั้นถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้บริโภค Netflix สูญเสียสมาชิกกว่า 800,000 คนในไตรมาสที่สาม และหุ้นร่วงหนักจากจุดสูงสุดในปีนั้น

Hastings ขอโทษสาธารณะอย่างรวดเร็วและชัดเจน ยกเลิกแผน Qwikster และนำบทเรียนนั้นไปใช้ในการบริหารบริษัทต่อไป

“ผมตัดสินใจผิดพลาดด้านการสื่อสารและควรแจ้งให้ลูกค้าทราบมากกว่านี้ก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลง” — Reed Hastings ในจดหมายขอโทษถึงสมาชิก Netflix ปี 2554

สิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่ที่เขาผิดพลาด แต่คือวิธีที่เขาฟื้นตัว Netflix กลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมภายในไม่กี่ปี


House of Cards และการเดิมพันด้าน Original Content

ปี 2556 Netflix เดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการสร้าง House of Cards ซีรีส์ Original ชุดแรกที่ผลิตเองทั้งหมด มีรายงานว่า Netflix ลงทุนระดับ 100 ล้านดอลลาร์กับซีรีส์ชุดนี้

House of Cards ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Emmy Award และเปลี่ยนวิธีที่โลกมองว่า “คุณภาพ” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าออกอากาศที่ช่องไหน แต่อยู่ที่ความสร้างสรรค์ของเนื้อหา ตามด้วย The Crown, Stranger Things, Squid Game และอีกนับร้อยซีรีส์ที่เปลี่ยน Netflix จากแค่บริการเช่าหนัง เป็น Content Studio ระดับโลก

วันนี้ Netflix ดำเนินการในกว่า 190 ประเทศ และมีผู้สมัครสมาชิกแบบชำระเงินมากกว่า 300 ล้านบัญชีทั่วโลก


Netflix Culture Deck: เอกสารที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางทั่วโลก

สิ่งที่ทำให้ Reed Hastings แตกต่างจากผู้นำคนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ Netflix แต่คือวิธีที่เขาคิดเรื่องการบริหารองค์กร

ปี 2552 Netflix เผยแพร่ “Culture Deck” เอกสารที่อธิบายวิธีการทำงานของบริษัท ภายใต้แนวคิดที่เขาเรียกว่า “Freedom and Responsibility”

หลักการสำคัญคือ ให้อิสระพนักงานมากกว่าที่บริษัทส่วนใหญ่กล้าทำ เช่น ไม่มีนโยบายจำนวนวันลา ไม่มีกฎเรื่องค่าเดินทาง แต่แลกกับความคาดหวังสูงมากในด้านผลงาน และความตรงไปตรงมาในการสื่อสาร

Sheryl Sandberg COO ของ Facebook เรียก Culture Deck นี้ว่า “เอกสารที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่ออกมาจาก Silicon Valley” และถูกแชร์และอ้างอิงอย่างกว้างขวางทั่วโลก กลายเป็นตำราบริหารองค์กรที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกนำไปปรับใช้


แนวคิดที่ขับเคลื่อนชีวิต Reed Hastings

1. มองเห็นอนาคตก่อนที่มันจะมาถึง Hastings เริ่มลงทุนใน Streaming ในปี 2550 ขณะที่ Internet ยังไม่เร็วพอสำหรับคนส่วนใหญ่ เขาบอกว่าเขา “สร้างบริษัทสำหรับอนาคต ไม่ใช่ปัจจุบัน” และนั่นทำให้ Netflix รอดทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน

2. อิสรภาพสร้างความรับผิดชอบ ไม่ใช่ความสบาย แนวคิด Freedom and Responsibility ของ Netflix คือการให้อิสระสูงสุดแก่พนักงานที่มีความสามารถสูงสุด โดยเชื่อว่าคนที่เก่งจริงไม่ต้องการกฎ แต่ต้องการพื้นที่ในการคิดและตัดสินใจ

3. ยอมรับความผิดพลาดต่อสาธารณะ ปี 2554 เมื่อ Netflix พลาดหนักกับ Qwikster Hastings ขอโทษต่อสาธารณะอย่างรวดเร็วและชัดเจน นั่นคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาเชื่อมั่น

4. ความเชื่อมั่นในการศึกษา ประสบการณ์ Peace Corps ในแอฟริกาทำให้ Hastings เชื่อมั่นว่าการศึกษาคือสิ่งที่เปลี่ยนโลกได้ เขาและภรรยาบริจาคเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้กับการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียน Charter School ที่ให้โอกาสเด็กจากครอบครัวรายได้น้อย


มุมโต้แย้งที่ต้องพิจารณา

Netflix ภายใต้ Reed Hastings ไม่ใช่เรื่องสวยงามทั้งหมด วัฒนธรรม “Freedom and Responsibility” ที่ฟังดูดีนั้นมีราคาที่พนักงานหลายคนบอกว่าสูงมาก บางคนเรียกวัฒนธรรมองค์กรของ Netflix ว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่กดดันสูงมาก ซึ่งไม่เหมาะกับทุกคน นอกจากนี้ Netflix ยังผ่านช่วงที่ต้องปลดพนักงานจำนวนมากในปี 2565 สะท้อนว่าแม้แต่บริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกยกย่อง ก็ยังเผชิญกับแรงกดดันทางการตลาดเช่นกัน


Timeline: จาก Boston สู่ Hollywood

ช่วงเวลา เหตุการณ์
2503 เกิดที่ Boston รัฐ Massachusetts
2526 จบปริญญาตรีคณิตศาสตร์ Bowdoin College
2526-2528 เข้า U.S. Marine Corps จากนั้นสอนคณิตศาสตร์กับ Peace Corps ใน Swaziland
2531 จบปริญญาโท Computer Science จาก Stanford
2534 ก่อตั้ง Pure Software
2540 Pure Atria ถูก Rational Software ซื้อกิจการ ราว 700-750 ล้านดอลลาร์
2540 ก่อตั้ง Netflix กับ Marc Randolph
2541 Netflix เปิดให้บริการ DVD-by-mail
2543 Blockbuster ปฏิเสธข้อเสนอซื้อ Netflix 50 ล้านดอลลาร์
2550 เปิดตัวบริการ Streaming บน Netflix
2552 เผยแพร่ Netflix Culture Deck
2554 วิกฤต Qwikster ขอโทษสาธารณะ ฟื้นตัว
2556 House of Cards เปลี่ยน Netflix เป็น Content Creator
2566 Hastings ลงจากตำแหน่ง co-CEO เปลี่ยนเป็น Executive Chairman โดย Ted Sarandos และ Greg Peters ขึ้นเป็น co-CEOs

บทเรียนสำหรับคนรุ่นใหม่ไทย

เรื่องราวของ Reed Hastings มีบทเรียนหลายอย่างสำหรับผู้เรียนและคนรุ่นใหม่ไทย แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องธุรกิจ แต่คือเรื่องการศึกษา

Hastings ผู้ก่อตั้งบริษัทที่มีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ เลือกที่จะใช้เวลาสองปีไปสอนคณิตศาสตร์ในแอฟริกาก่อนจะทำอะไรทั้งนั้น นั่นบอกว่าเขามองการส่งต่อความรู้เป็นงานที่มีคุณค่า ไม่ใช่การเสียเวลา

และเมื่อมีเงินพอ สิ่งแรกที่เขาและภรรยาลงทุนคือการศึกษา สำหรับผู้เรียนที่กำลังคิดว่า “เรียนไปทำไม” หรือ “การศึกษาจะเปลี่ยนชีวิตได้จริงไหม” Reed Hastings คือหลักฐานว่าคนที่เชื่อในการศึกษามากพอที่จะไปสอนในแอฟริกา สามารถกลับมาเปลี่ยนวิธีที่ทั้งโลกดูหนังได้

“บริษัทที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้สร้างด้วยกฎเกณฑ์ แต่สร้างด้วยคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน”

จากชายที่ถูกปรับเพราะคืน DVD ช้า — หรือเปล่า สู่คนที่ทำให้โลกไม่ต้องคืน DVD อีกต่อไป


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Britannica Money. “Reed Hastings | Biography, Netflix & Facts.” www.britannica.com
  • Stanford University School of Engineering. “Reed Hastings — Engineering Heroes 2016.” engineering.stanford.edu
  • Quartr Insights. “Reed Hastings: The Architect of Netflix’s Rise.” quartr.com
  • Quartz. “Netflix was founded 20 years ago today because Reed Hastings was late returning a video.” qz.com
  • CNBC. (2560). “Reed Hastings’ story about the founding of Netflix has changed several times.” www.cnbc.com
  • About Netflix. “Ted Sarandos and Greg Peters Are Now Co-CEOs of Netflix.” about.netflix.com
  • VentureBeat. (2554). “Netflix loses more than 800K subscribers in the third quarter.” venturebeat.com
  • Marc Randolph. That Will Never Work: The Birth of Netflix and the Amazing Future of an Idea. (2562)

 | EP.01 Sundar Pichai — จากห้องแถวสองห้องในเจนไนสู่ CEO Google | EP.02 Sam Altman — ถูกไล่ออก 5 วัน แต่กลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม | EP.03 Jack Ma EP.04 Jensen Huang | EP.05 Oprah Winfrey | EP.06 Sara Blakely 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *