นิเทศฯ ม.กรุงเทพ ถอดรหัสอนาคตอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่าน VISION HOUSE: CREATIVE SPARK\

นิเทศฯ ม.กรุงเทพ ถอดรหัสอนาคตอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่าน VISION HOUSE: CREATIVE SPARK

จาก Micro Drama ถึง Superfan Economy ผู้นำจากวงการสื่อ คอนเทนต์ เทคโนโลยี แบรนด์ และ Creator Economy ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคต Human Creativity x AI

คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สรุปความสำเร็จจาก VISION HOUSE: CREATIVE SPARK: A Human-Centric Synergy of Creativity, Technology, Intelligence & Impact พื้นที่ที่เปิดให้คนในแวดวงสื่อ คอนเทนต์ เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม แบรนด์ Creator Economy และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เชื่อมโยงความคิด และสร้างความร่วมมือเพื่ออนาคตของการสื่อสารสร้างสรรค์ในยุค AI ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 ณ Diamond Hall มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พร้อมชี้ว่า ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การกระจายคอนเทนต์ การเข้าใจผู้ชม และโมเดลธุรกิจสร้างสรรค์ ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงการใช้เทคโนโลยีให้เร็วขึ้น แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าใจมนุษย์ สร้างความไว้วางใจ พัฒนา Future Leaders และขับเคลื่อน Creative Ecosystem ที่ยั่งยืน

งานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในฐานะพื้นที่กลางที่เชื่อมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้ากับประสบการณ์จริงของอุตสาหกรรม เพื่อเปิดบทสนทนาเรื่อง Human-Centered Creative–AI Communication หรือการสื่อสารสร้างสรรค์ที่ใช้ AI เป็นพลังเสริม แต่ยังให้มนุษย์เป็นผู้กำหนดทิศทาง ความหมาย จริยธรรม และผลกระทบของการสื่อสาร

ช่วงเช้าเปิดด้วย Session “MICRO DRAMA, MACRO IMPACT” ที่ชวนมอง Micro Drama และละครแนวตั้ง ไม่ใช่เพียงคอนเทนต์สั้นหรือเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ตั้งแต่วิธีเล่าเรื่อง พฤติกรรมผู้ชม โมเดลการผลิต การกระจายคอนเทนต์ ไปจนถึงโอกาสทางธุรกิจของคอนเทนต์ไทย  เวทีนี้สะท้อนว่า จุดเริ่มต้นของละครแนวตั้งไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการรับชมผ่านโทรศัพท์มือถือในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างวัน เช่น ระหว่างเดินทาง รอรถไฟฟ้า หรือใช้เวลาว่างบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องเรียนรู้วิธีเล่าเรื่องใหม่ที่เร็วขึ้น กระชับขึ้น และแข่งขันอยู่ในพื้นที่เดียวกับ Reels, TikTok และ Short Video ของครีเอเตอร์รุ่นใหม่

คุณสันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับการแสดง ช่อง ONE 31 สะท้อนว่า ละครแนวตั้งเป็นสนามใหม่ที่ผู้ผลิตต้องปรับตัว ไม่ใช่เพียงการนำละครเดิมมาทำให้สั้นลง แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมการดูผ่านโทรศัพท์มือถือ และออกแบบจังหวะการเล่าเรื่องให้จับผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว เขาชี้ว่า ความท้าทายของละครแนวตั้งคือการย่อยเรื่องให้เข้าใจง่ายภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่นาที พร้อมใช้ Cliffhanger การทิ้งปม และจิตวิทยาของผู้ชมเพื่อดึงให้เกิดการรับชมต่อเนื่อง

คุณสันต์ยังมองว่า ละครแนวตั้งมีอิสระในการเล่าเรื่องมากกว่ารูปแบบเดิม แต่ต้องมีโครงเรื่องที่แม่นยำ และพาผู้ชมไปสู่จุดสำคัญของเรื่องให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน AI อาจเข้ามาช่วยสนับสนุน Workflow บางส่วนของกระบวนการผลิตที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น การหา Reference การเตรียมภาพตัวอย่าง หรือการเร่งขั้นตอนบางส่วนของงาน แต่หัวใจสำคัญยังอยู่ที่มนุษย์ โดยเฉพาะการตัดสินใจของผู้กำกับในการกำหนดอารมณ์ จังหวะ และความเชื่อของเรื่อง

ด้าน คุณนภัสริญญ์ พรหมพิลา Executive Producer จาก Halo Productions มองว่า Micro Drama เป็นโอกาสสำคัญของผู้เล่นใหม่ นักศึกษา ผู้กำกับ นักเขียนบท และคนทำงานสร้างสรรค์ที่กำลังรอโอกาสในการทดลองไอเดีย สร้างผลงานต้นแบบและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองได้ เธอชี้ว่า Micro Drama ไม่ใช่เพียง Format ใหม่ แต่เป็นอีก Category หนึ่งของการผลิตคอนเทนต์ที่ต้องเรียนรู้จริง ทดลองจริง และเข้าใจ workflow ใหม่ ตั้งแต่การเขียนบท การถ่ายทำ การตัดต่อ ไปจนถึงการทำให้ผู้ชมอยากดูต่อภายในเวลาที่จำกัด

คุณนภัสริญญ์ยังย้ำว่า AI อาจช่วยให้ Workflow การทำงานเร็วขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องบริหารเวลาและงบประมาณอย่างเข้มข้น แต่ผู้สร้างยังต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้เลือกที่ดี” และ “ผู้คัดสรรที่รับผิดชอบ” เพราะงานสร้างสรรค์ไม่ได้จบที่การผลิตให้เร็วขึ้น แต่ต้องเลือกสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และมีความหมายต่อผู้ชม

ขณะที่ ดร.จักริน เทพวงค์ อาจารย์ประจำคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และผู้เขียนบทและผู้กำกับร่วมซีรีส์ ทนายปีศาจ มองว่าการย่อเรื่องให้สั้นเป็นความท้าทายเชิงศิลปะของนักเขียนบท และเชื่อว่า Micro Drama จะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่เนื้อหาที่ลึกและหลากหลายมากขึ้น พร้อมเสริมว่า AI แม้จะช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ไม่อาจทดแทนความเข้าใจวัฒนธรรม อารมณ์ และประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจของการเล่าเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ดร.จักรินชี้ให้เห็นว่า แม้รูปแบบการเล่าเรื่องจะเปลี่ยนไป แต่พื้นฐานสำคัญของ Storytelling ยังไม่เปลี่ยน เพราะมนุษย์ยังต้องการเอาใจช่วยตัวละคร ต้องการความรู้สึก ความขัดแย้ง การปลดปล่อย และความหมายบางอย่างจากเรื่องเล่า สิ่งที่คนทำงานรุ่นใหม่ต้องทำจึงไม่ใช่การไล่ตามเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเรื่องเล่า วัฒนธรรม และสิ่งที่ตนเองอยากเล่าจริง ๆ

ประเด็นสำคัญจาก Session นี้จึงสะท้อนว่า Micro Drama คือทั้งโอกาสและแรงกดดันใหม่ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทดลองสร้างงาน ขณะเดียวกันก็ท้าทายผู้ผลิตมืออาชีพให้ต้องปรับวิธีคิด วิธีผลิต และวิธีแข่งขันในระบบแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนเร็วขึ้น หัวใจของความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ความสั้นหรือความเร็วเท่านั้น แต่อยู่ที่ Human Truth ที่ทำให้ผู้ชมไม่เพียงคลิกดู แต่รู้สึก เชื่อมโยง และอยากอยู่กับเรื่องราวต่อ

ต่อด้วย Session “AUTHENTIC CONTENT BY DESIGN: BUILDING TRUST AND SOCIAL ACCOUNTABILITY ถอดรหัสการสร้างคอนเทนต์ที่จริงใจ สร้างความเชื่อมั่น และรับผิดชอบต่อสังคม” ที่ชวนอุตสาหกรรมตั้งคำถามว่า ในวันที่ทุกคนสามารถผลิตคอนเทนต์ได้เร็วขึ้น และแพลตฟอร์มพาคอนเทนต์ไปถึงผู้คนได้ไกลขึ้น “ความจริงใจ” และ “ความน่าเชื่อถือ” ของครีเอเตอร์ แบรนด์ และองค์กรสื่อควรถูกออกแบบอย่างไร

การพูดคุยในช่วงนี้สะท้อนว่า Authenticity ไม่ได้หมายถึงการเปิดเผยตัวตนทั้งหมด 100% แต่คือการเลือกสื่อสาร “มุมที่จริง” ของตัวเองอย่างชัดเจน สม่ำเสมอ และรับผิดชอบ โดย คุณอิสระ ฮาตะ จาก RUBSARB PRODUCTION ชี้ว่า การเป็นตัวเองของครีเอเตอร์ไม่จำเป็นต้องเล่าทุกเรื่องหรือเปิดทุกด้านของชีวิต แต่ต้องเข้าใจว่ามุมใดของตัวเองคือสิ่งที่สื่อสารออกไปแล้วมีความจริง ชัดเจน และทำให้ผู้ชมจดจำได้ เพราะคาแรกเตอร์ชัดเจนคือหนึ่งในฐานสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ชม

ด้าน นพ.มรรคพร ขัตติยะทองคำ หรือหมอตังค์ เจ้าของช่อง TANG MAKKAPORN สะท้อนว่า ครีเอเตอร์หนึ่งคนสามารถมีหลายบทบาทได้ โดยไม่จำเป็นต้อง “แสดง” เป็นคนอื่น แต่สามารถเลือกหยิบมุมต่าง ๆ ของตัวตนจริงมาใช้ให้เหมาะกับแพลตฟอร์มและบริบทของผู้ชม เช่น การใช้ YouTube เป็นพื้นที่เล่าเรื่องจริงจัง และใช้ TikTok เป็นพื้นที่ที่สนุกและเข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งยังเสนอหลักคิดสำคัญของการสร้างคอนเทนต์ที่ต้องมีทั้ง Depth และ Width โดย Wide คือคอนเทนต์ที่เชื่อมกับกระแสและทำให้คนจำนวนมากเข้าถึง ขณะที่ Depth คือคอนเทนต์ที่อาจไม่ได้ไวรัล แต่ส่งคุณค่าและความหมายให้กับผู้ชมอย่างลึกซึ้ง

ขณะที่ คุณวงศกร เชื้อนิล หรือไทเกอร์ เจ้าของช่อง AMNOTLION มองว่า สำหรับครีเอเตอร์ยุคใหม่ สิ่งที่สำคัญกว่า Viral คือ Value หรือคุณค่าที่คอนเทนต์ส่งมอบให้ผู้ชม ความต่อเนื่อง ความถี่ และการเรียนรู้กฎของแพลตฟอร์มคือปัจจัยสำคัญในการสร้าง Fandom และ Community ระยะยาว ไม่ใช่เพียงการหวังให้คลิปใดคลิปหนึ่งดังขึ้นมาเพียงชั่วคราว

ประเด็นสำคัญจาก Session นี้จึงชี้ว่า ในยุค AI และแพลตฟอร์ม ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากการประกาศว่า “เชื่อเราได้” แต่เกิดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่องของผู้สร้าง ตั้งแต่การเลือกตัวตนที่นำเสนอ การตรวจสอบข้อมูล การเคารพบุคคลที่ถูกกล่าวถึง การสร้างคุณค่ามากกว่าการไล่ตามกระแส และการสร้าง Community ที่ยั่งยืนมากกว่า Viral ชั่วคราว

ทั้งยังตอกย้ำว่า Trust Economy จะเกิดขึ้นได้เมื่อครีเอเตอร์ แบรนด์ และองค์กรสื่อออกแบบความจริงใจควบคู่กับความรับผิดชอบ เพราะคอนเทนต์ที่ดีในยุค AI ไม่ควรเพียงดึงความสนใจได้เร็ว แต่ต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ผู้สร้างมีตัวตนที่จริง มีเจตนาที่ชัด มีข้อมูลที่รับผิดชอบ และพร้อมเรียนรู้จากผลกระทบที่เกิดขึ้น

ช่วงบ่ายภายใต้ธีม SPARKED FUTURES เปิดด้วยมุมมองจาก อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมย้ำว่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพมี DNA ของความคิดสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่ของคนที่กล้าฝัน กล้าคิด และกล้าลองทำสิ่งใหม่ โดยหัวใจของ Creative Spark คือการเชิญผู้นำและรุ่นพี่จากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มาถ่ายทอดประสบการณ์ จุดประกาย และทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า ความฝันสามารถเติบโตเป็นผลงานจริง ธุรกิจจริง และผลกระทบจริงต่อสังคมได้

อธิการบดียังเน้นว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ Soft Power และเรื่องเล่าที่ไม่มีใครเหมือน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นผลงานที่มีรากฐานจากความเป็นไทยและเชื่อมโยงกับผู้ชมทั่วโลกได้ โดยยกแนวคิด “Uniquely Universal” เพื่อสะท้อนว่า ผลงานของคนไทยสามารถมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกันก็เดินทางไปสู่เวทีโลกได้ หากคนรุ่นใหม่กล้าคิดในระดับ Global และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายศักยภาพของความคิดสร้างสรรค์ พร้อมฝากแนวคิดสำคัญไว้ว่า “Dream. Amplify. Deliver.” หรือการกล้าฝัน ขยายศักยภาพของความฝันด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยี และลงมือสร้างให้ความฝันนั้นเกิดขึ้นจริง

ช่วงบ่ายภายใต้ธีม SPARKED FUTURES ต่อยอดบทสนทนาจากคอนเทนต์สู่อนาคตของอุตสาหกรรมว่า มนุษย์จะใช้ AI เพื่อสร้างความหมาย ความสัมพันธ์ และผลกระทบที่ยั่งยืนได้อย่างไร เริ่มด้วย Keynote หัวข้อ “EMPATHY IN ALGORITHMS: HUMAN INSIGHT AT THE HEART OF AI” โดย คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ชวนผู้เข้าร่วมมองว่า AI และเทคโนโลยีกำลังเพิ่มทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และประสิทธิภาพให้กับการทำงาน แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่และนักนิเทศศาสตร์ยุคใหม่ต้องรักษาไว้คือความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจมนุษย์ และความสามารถในการตั้งคำถามอย่างมีความหมาย

AI ควรเป็นผู้ช่วยในการตัดสินใจ ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทนมนุษย์ เพราะ AI เรียนรู้จากข้อมูลในอดีต ซึ่งอาจมีอคติหรือข้อจำกัดแฝงอยู่ การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบจึงต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์ในการตรวจสอบ ตีความ และพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้คนและสังคม คุณโอลิเวอร์ กล่าว

ในมุมของ Human-Centric AI คุณโอลิเวอร์เน้นว่า แม้ AI จะประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ ความหวัง ความกลัว ความฝัน วัฒนธรรม ภาษา หรืออารมณ์ขันของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ความแตกต่างระหว่าง “ข้อมูล” กับ “ความหมาย” จึงยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์มีบทบาทสำคัญที่สุด โดยเฉพาะนักนิเทศศาสตร์ที่ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ธุรกิจ และผู้คน เพื่อสร้างคุณค่าที่เกิดขึ้นกับสังคมอย่างแท้จริง

ต่อด้วย Keynote หัวข้อ “HUMAN-CENTRIC SYNERGY HUB: FROM MEMORY, MUSIC & MEANING TO CREATIVE IMPACT” โดย คุณปัณฑพล ประสารราชกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครึ่งเก้า จำกัด ที่เผยถึงความคิดสร้างสรรค์ผ่านมุมของการสร้าง “ระบบ” ที่เข้าใจธรรมชาติของคนทำงานสร้างสรรค์อย่างแท้จริง  ในมุมของการบริหารศิลปิน คุณปัณฑพลชี้ว่า หน้าที่ขององค์กรไม่ใช่การเข้าไปแทนที่ศิลปิน แต่คือการสร้างระบบที่ช่วยให้ศิลปินได้ทำในสิ่งที่ตนถนัดที่สุด พร้อมได้รับการสนับสนุนด้านกฎหมาย การตลาด การเงิน การสื่อสาร และการบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

เมื่อกล่าวถึง AI คุณปัณฑพลมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการมีศิลปิน AI หรือเพลงที่ AI สร้างขึ้น แต่คือผลกระทบต่อโครงสร้างแรงงานและระบบอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ขณะเดียวกัน ความรู้สึกของผู้ฟังที่มีต่องานศิลปะยังคงเป็นเรื่องของมนุษย์ เพลงที่ผู้คนรักคือเพลงที่ทำให้รู้สึกบางอย่าง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือจำนวนผลงานและตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ความท้าทายของอุตสาหกรรมจึงอยู่ที่การสร้างพื้นที่ที่ดี ทำให้ผลงานที่มีความหมายถูกค้นพบ และทำให้คนสร้างสรรค์สามารถเติบโตในวิชาชีพได้อย่างยั่งยืน

ปิดท้ายช่วง Keynote ด้วยหัวข้อ “BEYOND VIRAL TO SUPERFAN IMPACT” โดย คุณกิตติพัฒน์ จำปา ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ บริษัท MANDEE WORK จำกัด ที่ชวนอุตสาหกรรมมองไกลกว่ากระแสไวรัล ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ชม แฟนคลับ และคอมมูนิตี้

คุณกิตติพัฒน์สะท้อนว่า ในยุคที่คลิปหนึ่งอาจกลายเป็นไวรัลได้ภายในข้ามคืน คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้คนเห็น” แต่คือ “เมื่อคนเห็นแล้ว เราจะทำอย่างไรให้เขายังอยู่กับเราต่อ” เพราะ Viral เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการมองเห็น แต่ Superfan คือพลังที่ทำให้แบรนด์ ศิลปิน และคอนเทนต์เติบโตได้ในระยะยาว

จากประสบการณ์ของ Mandee Work คุณกิตติพัฒน์ชี้ว่า บริษัทไม่ได้มองการผลิตซีรีส์เป็นเพียงการสร้างผลงานเพื่อออกอากาศ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้าง “คน” และการพัฒนาศิลปินให้เป็นบุคคลที่ผู้ชมรัก ผูกพัน และอยากติดตามต่อ แม้ซีรีส์จะจบลงแล้วก็ตาม เพราะหากผู้ชมอินกับตัวละครเพียงชั่วคราว แต่ไม่เกิดความสัมพันธ์กับศิลปินหรือแบรนด์ ความสนใจนั้นอาจจบลงพร้อมผลงานชิ้นหนึ่ง

ประเด็นสำคัญจาก Keynote Speakers ช่วงบ่ายจึงสะท้อนว่า อนาคตของ Human Creativity x AI ไม่ได้อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเข้าใจมนุษย์ การออกแบบพื้นที่สร้างสรรค์ที่เคารพความแตกต่าง การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว และการพัฒนาระบบนิเวศที่ทำให้คนทำงานสร้างสรรค์ แบรนด์ ศิลปิน และผู้ชมเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อริชัย อรรคอุดม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า “VISION HOUSE: CREATIVE SPARK สะท้อนให้เห็นว่า อนาคตของ Creative Communication ในยุค AI ไม่ได้เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ อุตสาหกรรมต้องการคนรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงใช้ AI ได้ แต่ต้องเข้าใจผู้คน เข้าใจบริบท มีความคิดเชิงวิพากษ์ มีจริยธรรม และสามารถสร้างคุณค่าที่มีความหมายต่อสังคมได้จริง”

งาน VISION HOUSE: CREATIVE SPARK จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในการจุดประกายบทสนทนา เชื่อมโยงผู้คน และต่อยอดความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตของการสื่อสารสร้างสรรค์ในยุค AI และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคม

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *