ศธ.ขีดเส้น 2 สัปดาห์ คุมปัญหาเด็กติดจอ สั่งโรงเรียนทั่วประเทศวางกติกาใช้มือถือ พร้อมเร่งรับมือภัยโซเชียล

ศธ.ขีดเส้น 2 สัปดาห์ คุมปัญหาเด็กติดจอ สั่งโรงเรียนทั่วประเทศวางกติกาใช้มือถือ พร้อมเร่งรับมือภัยโซเชียล

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินหน้าประกาศมาตรการเร่งด่วนรับมือปัญหาการใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียในเด็กและเยาวชนไทย หลังประเด็นเรื่อง “เด็กติดหน้าจอ” (Screen Time) และผลกระทบจากการเสพคอนเทนต์ออนไลน์ โดยเฉพาะคลิปวิดีโอสั้น กำลังได้รับความสนใจจากสังคมมากขึ้น

ล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ศธ.กำหนดเรื่องดังกล่าวเป็น “วาระเร่งด่วน” พร้อมวางกรอบการดำเนินงานทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศมีแนวทางจัดการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างชัดเจน

ศธ.ชี้ “คลิปสั้น” อาจกระทบสมาธิและการเรียนรู้

นายประเสริฐ ระบุว่า ข้อมูลวิชาการจากหลายสถาบันระดับโลกมีข้อค้นพบไปในทิศทางเดียวกันว่า การเสพสื่อที่มีการกระตุ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์แบบ Short-form Content หรือคลิปวิดีโอสั้น อาจส่งผลต่อ

  • สมาธิในการเรียนรู้
  • ความสามารถในการจดจ่อ
  • กระบวนการคิดเชิงลึก
  • พัฒนาการทางสมองในเด็กและเยาวชน

โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังอยู่ระหว่างการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ควรโทษเด็กหรือแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น “ความท้าทายร่วมของสังคมยุคดิจิทัล” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

ประกอบด้วย

  • ครอบครัว
  • โรงเรียน
  • ภาครัฐ
  • ภาคธุรกิจ
  • ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์

กำหนด 3 แนวทางหลักรับมือปัญหา

กระทรวงศึกษาธิการกำหนดแนวทางดำเนินงานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

1. ปกป้องและคุ้มครองเด็กในช่วงวัยเปราะบาง

มุ่งเน้นลดผลกระทบจากการใช้งานสื่อออนไลน์ที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก

2. สร้างสุขภาวะดิจิทัล (Digital Well-being)

ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและสมดุล

3. พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI Literacy

เตรียมความพร้อมให้เด็กไทยสามารถใช้เทคโนโลยีและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

แผนเร่งด่วน: 2 สัปดาห์ – 12 เดือน

กระทรวงศึกษาธิการวางกรอบเวลาในการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

ภายใน 2 สัปดาห์

  • จัดทำแนวทางการใช้ Screen Time ตามช่วงวัย
  • อ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัย

ภายใน 3 เดือน

  • ทุกโรงเรียนต้องมีแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือที่ชัดเจน
  • ต้องสื่อสารร่วมกับผู้ปกครองอย่างเป็นระบบ

ภายใน 3–6 เดือน

  • พัฒนาระบบดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยง
  • เชื่อมโยงการดูแลร่วมกับหน่วยงานสุขภาพจิต
  • จัดทำสื่อให้ความรู้สำหรับผู้ปกครองทั่วประเทศ

ระยะยาว 6–12 เดือน

  • ผลักดัน AI Literacy และการรู้เท่าทันสื่อในระบบการศึกษา
  • พัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย
  • หารือกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสร้างมาตรการด้านความปลอดภัย

เร่งหารือแพลตฟอร์มเรื่อง Age Verification และ Safe Mode

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องความปลอดภัยบนโลกออนไลน์

ศธ.ระบุว่า ปัจจุบันเด็กไทยสามารถเข้าถึง

  • สื่อรุนแรง
  • สื่อลามก
  • การหลอกลวงออนไลน์
  • เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

ได้ง่ายขึ้นกว่าที่ผ่านมา

กระทรวงจึงเตรียมประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • DSI
  • ETDA

รวมถึงหารือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อผลักดันมาตรการสำคัญ เช่น

✅ ระบบตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน (Age Verification)
✅ Safe Mode สำหรับผู้ใช้อายุน้อย
✅ การคัดกรองเนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อเด็ก

ความท้าทายใหม่ของการศึกษาไทย

การประกาศมาตรการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา “เด็กติดหน้าจอ” ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัญหาด้านพฤติกรรมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประเด็นด้านสุขภาวะ การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะของคนรุ่นใหม่

ในขณะที่โลกดิจิทัลกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “เด็กควรใช้เทคโนโลยีหรือไม่” แต่คือ จะทำอย่างไรให้เด็กใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด

ที่มา: กระทรวงศึกษาธิการ และ Matichon Online 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *