PISA ไทยต่ำสุดในรอบ 20 ปี TEP เสนอ 5 ข้อเรียกร้องรัฐบาลใหม่ ชี้ “กระจายอำนาจการศึกษา” คือทางรอดเด็กไทย

PISA ไทยต่ำสุดในรอบ 20 ปี

TEP เสนอ 5 ข้อเรียกร้องรัฐบาลใหม่ ชี้ “กระจายอำนาจการศึกษา” คือทางรอดเด็กไทย

ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือที่ OECD เรียกว่า Twin Transitions ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยกลับเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตอย่างน่ากังวล

ข้อมูลจาก ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ระบุว่า
ผลการประเมิน PISA 2022 ของประเทศไทยตกต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี ขณะเดียวกัน ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนกลับเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ยังขาดแคลนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นอย่างรุนแรง


TEP ชี้ชัด “กระจายอำนาจ” ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขอยู่รอด

ภาคีเพื่อการศึกษาไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือของกว่า 40 องค์กรด้านการศึกษา ได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมืองและว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ โดยย้ำว่า
การกระจายอำนาจทางการศึกษา ไม่ใช่เพียงเครื่องมือบริหารจัดการ แต่คือ เงื่อนไขความอยู่รอดของเด็กไทย ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและผันผวน


ตีแผ่ 4 อุปสรรคเชิงโครงสร้าง

เหตุใด “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย

แม้ประเทศไทยจะริเริ่มพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาใน 20 จังหวัด เพื่อเพิ่มอิสระให้โรงเรียน แต่จากการถอดบทเรียนหน้างาน TEP พบข้อจำกัดสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1. อุปสรรคด้านวิชาการ: สอนแบบใหม่ แต่สอบแบบเก่า

โรงเรียนพยายามจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ แต่ระบบรายงานผลและการสอบ O-NET ยังยึดหลักสูตรแกนกลางปี 2551 ทำให้ครูต้องทำงานซ้ำซ้อนและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้จริง

2. อุปสรรคด้านบุคลากร: อยากได้คนเก่ง แต่กฎไม่เอื้อ

ความพยายามใช้ระบบคัดเลือกบุคลากรแบบ Headhunting ติดขัดระเบียบส่วนกลาง ฐานข้อมูลบุคลากรไม่เชื่อมโยง และความกังวลของเขตพื้นที่ในการใช้อำนาจตามกฎหมาย Sandbox

3. อุปสรรคด้านการประเมินคุณภาพ: ประเมินเพื่อตัดสิน ไม่ใช่เพื่อพัฒนา

ระบบประกันคุณภาพยังเน้นเอกสารและตัวชี้วัดตายตัว ไม่สะท้อนพัฒนาการที่แท้จริงของผู้เรียนในบริบทพื้นที่

4. อุปสรรคด้านความเหลื่อมล้ำ: กระบวนการดี แต่ผลยังไม่ชัด

แม้ความร่วมมือในพื้นที่ดีขึ้น แต่ช่องว่างผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าการเปลี่ยนกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ


5 ข้อเสนอเร่งด่วน TEP ถึงรัฐบาลใหม่

เปลี่ยนบทบาท “ผู้สั่งการ” เป็น “ผู้สนับสนุน”

TEP เสนอ 5 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อเร่งการปฏิรูปการศึกษา ได้แก่

  1. Re-Targeting
    ปรับเป้าหมายสู่การศึกษาฐานสมรรถนะเต็มรูปแบบ พัฒนาเจตคติ ทักษะ และความรู้ที่เด็กใช้ได้จริงในชีวิต

  2. Decentralization as a Condition
    ลดโครงการสั่งการจากส่วนกลาง คืนอิสระให้พื้นที่และโรงเรียนพัฒนาคุณภาพตามบริบทของตนเอง

  3. School Autonomy
    ปลดล็อกให้โรงเรียนสามารถออกแบบและใช้หลักสูตรสถานศึกษาได้อย่างอิสระ พร้อมระบบรายงานผลที่ยืดหยุ่น

  4. Sandbox Empowerment
    ใช้พื้นที่นวัตกรรมเป็นสนามทดสอบการกระจายอำนาจด้านการบริหารครู การประเมินคุณภาพ และการทำงานบูรณาการระดับพื้นที่

  5. Inclusive Partnership (หุ้นส่วน 3 เปิด)
    เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอก ภาคเอกชน และนักเรียน มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและประเมินผล


เจตจำนงทางการเมือง คือคำตอบสุดท้าย

บทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา เช่น เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเอสโตเนีย ชี้ตรงกันว่า
การกระจายอำนาจทางการศึกษา จะสำเร็จได้ ต้องมีความสมดุลระหว่าง

ความเป็นอิสระ – ขีดความสามารถ – ความรับผิดชอบ

การกระจายอำนาจไม่ใช่การปล่อยให้โรงเรียนทำงานลำพัง แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างที่เป็นอุปสรรค ให้กลายเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อผู้เรียน

คำถามสำคัญที่สังคมต้องติดตามคือ
รัฐบาลชุดใหม่จะเปลี่ยนเจตจำนงทางการเมืองให้เป็นการลงมือทำได้ทันเวลา
ก่อนที่อนาคตของเด็กไทยจะถดถอยไปมากกว่านี้หรือไม่


อ้างอิง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *