สมศ. ชง 4 นโยบายปั้นคุณภาพการศึกษา ต่อยอดข้อค้นพบ สู่แผนพัฒนาแบบเจาะลึก ตอบโจทย์ 4 กลุ่มสถานศึกษา

สมศ. ชง 4 นโยบายปั้นคุณภาพการศึกษา ต่อยอดข้อค้นพบ สู่แผนพัฒนาแบบเจาะลึก ตอบโจทย์ 4 กลุ่มสถานศึกษา

กรุงเทพฯ 6 พฤศจิกายน 2569 – สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. รุกคืบยกระดับการศึกษาชาติ สรุปผลประเมินสถานศึกษา 14,013 แห่งทั่วประเทศ สกัดเป็น “4 ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน” นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชูจุดยืน “ประเมินแล้วต้องมีระบบช่วยเหลือ” กางแผนพัฒนาแบบ Tailor-made ชี้เป้าจุดแข็ง-อุดช่องโหว่ให้สถานศึกษา 4 กลุ่มหลักอย่าง
เท่าเทียม พร้อมเดินหน้าจับมือต้นสังกัดดันเป้าหมาย Quality Education for All Thais

ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ.
เปิดเผยว่า สมศ. เร่งขับเคลื่อนการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สมศ.ได้ดำเนินการประเมินคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศจำนวนกว่า 14,013 แห่ง ได้ค้นพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งจุดแข็ง โอกาสและความท้าทายสำหรับการพัฒนา ตลอดจนข้อจำกัดที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นเพื่อให้ผลการประเมินไม่หยุดอยู่แค่บนหน้ากระดาษ 

สมศ.จึงได้นำข้อค้นพบทั้งหมดมาสังเคราะห์เป็น “4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อมุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงระบบ ดังนี้

​1. ลดความเหลื่อมล้ำด้วยการสนับสนุนแบบตรงเป้า (Equitable Support) โดยปรับวิธีคิดจากการจัดสรรทรัพยากรแบบหารเท่ากัน สู่การให้ความช่วยเหลือตาม “ระดับความจำเป็น” โดยพิจารณาจากบริบทที่แท้จริง เช่น ขนาดโรงเรียน ภาวะความเสี่ยงของผู้เรียน และความยากจน เพื่อสนับสนุนตั้งแต่กลุ่มที่มีความพร้อมสูงไปจนถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน

2. ทลายกรอบ “การประเมินแล้วจบ” สู่ “การประเมินแล้วมีระบบช่วยเหลือ” โดยสถานศึกษาต้องไม่ถูกทอดทิ้งให้แก้ปัญหาเพียงลำพัง พร้อมเสนอให้ตั้ง “ทีมสนับสนุนระดับพื้นที่” เข้าไปเป็นพี่เลี้ยง ช่วยออกแบบ
แนวทางแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียนอย่างใกล้ชิด

3. ปรับรูปแบบการพัฒนาครู สู่ “การพัฒนาการสอนในห้องเรียนจริง” (Practice-based Development) เปลี่ยนจากการดึงครูออกจากห้องเรียนไปนั่งอบรม มาเป็นการใช้ระบบ Coaching และการนิเทศอย่างต่อเนื่องในสถานที่ปฏิบัติงาน เพื่อลดภาระเอกสาร และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยตรง

4. พัฒนาระบบ Early Warning ใช้ข้อมูลเป็น “เข็มทิศ เพื่อการพัฒนา“ ด้วยการสร้างฐานข้อมูล และแสดงผลผ่าน Dashboard พร้อมจัดทำ Risk / Needs Profile ของสถานศึกษาและผู้เรียนเพื่อคัดกรองความเสี่ยง ช่วยให้ผู้บริหารระดับนโยบายรู้เท่าทันสถานการณ์ และสามารถจัดสรรทรัพยากรได้แม่นยำ

ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับภาพรวมของประเทศแล้ว สมศ. ตระหนักดีว่าสถานศึกษาแต่ละประเภทมีบริบท ภารกิจ และเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การใช้ข้อเสนอแนะแบบมาตรฐานเดียว (One-size-fits-all) จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในฐานะพันธมิตรเพื่อการพัฒนา สมศ.จึงได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อจัดทำ “ข้อเสนอแนะสำคัญแยกตามประเภทสถานศึกษา” ซึ่งเป็นการออกแบบแนวทางการยกระดับคุณภาพที่สอดรับกับสภาพความพร้อมและลักษณะเฉพาะ เพื่อให้สถานศึกษาทั้ง 4 กลุ่มหลัก สามารถนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติและสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกับผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

• การศึกษาปฐมวัยและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) เสนอให้เร่งอุดช่องโหว่ด้าน “ภาษา การสื่อสาร และการคิดสร้างสรรค์” โดยใช้ผลประเมินมาปรับแผนการจัดประสบการณ์ พร้อมย้ำว่าคุณภาพการเรียนรู้ต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
• การศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ เสนอให้มุ่งเน้นที่ “ผลลัพธ์ของผู้เรียน” เป็นตัวตั้ง สำหรับกลุ่มโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและเปราะบาง เสนอให้ใช้กลไก Cluster Coaching หรือ Mobile Support Team ลงพื้นที่สนับสนุนอย่างเจาะจง  
• โรงเรียนนานาชาติ เสนอให้ต่อยอดมาตรฐานที่สากลยอมรับมุ่งเน้นการวัดผลที่สะท้อนสมรรถนะจริง ยกระดับการใช้เทคโนโลยีและภาษาให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย  
• ด้านการอาชีวศึกษา เสนอให้ขยายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เปลี่ยนจากยอดผู้สำเร็จการศึกษาสู่เป้าหมายสร้างแรงงานคุณภาพที่พร้อมเข้าสู่ตลาด โดยพัฒนาระบบประเมินผลที่สะท้อนสมรรถนะการทำงานจริง ยกระดับทักษะดิจิทัล เพื่อการันตีโอกาสในการมีงานทำให้กับผู้เรียน ตลอดจนติดตามข้อมูลการมีงานทำเพื่อนำมาปรับปรุงหลักสูตร

“สมศ. ได้เตรียมส่งมอบรายงานข้อเสนอแนะฉบับสมบูรณ์ ให้กับหน่วยงานที่จัดการศึกษา อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นต้นสังกัดของแต่ละประเภทสถานศึกษา เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนา โดย สมศ.พร้อมทำหน้าที่เป็น Growth Partner มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมลงพื้นที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ สนับสนุน และเคียงข้างทุกสถานศึกษา เพื่อทุกเปลี่ยนข้อเสนอแนะให้เป็นผลสัมฤทธิ์ สู่เป้าหมายการศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน Quality Education for All Thais” ศ.ดร.องอาจ กล่าวทิ้งท้าย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *