ม.ราชพฤกษ์ เปิดภาพอนาคต “Next Generation University” พลิกหลักสูตร-เปลี่ยนการเรียนรู้ สร้างคนตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่

ม.ราชพฤกษ์ เปิดภาพอนาคต “Next Generation University” พลิกหลักสูตร-เปลี่ยนการเรียนรู้ สร้างคนตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่

โลกการศึกษากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เข้ามาเปลี่ยนทั้งวิธีการทำงานและทักษะที่จำเป็นของคนในอนาคต ทำให้มหาวิทยาลัยไม่สามารถทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตตามกรอบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องปรับบทบาทสู่การเป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสร้างกำลังคนที่พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 20 ปี มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ (RPU) จึงจัดเวทีเสวนาวิชาการ “Next Generation University: Changes and Challenges” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ต่อการปรับตัวของมหาวิทยาลัยไทย ท่ามกลางบริบทโลกยุค AI เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และสังคมแห่งอนาคต

ดร.อณาวุฒิ ชูทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยในปัจจุบันจำเป็นต้องมองไกลไปกว่าการจัดการศึกษาในรูปแบบเดิม โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมสำหรับผู้เรียนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Gen Alpha ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาในอีก 2–3 ปีข้างหน้า

มหาวิทยาลัยจึงกำลังปรับ “นิเวศการเรียนรู้” ไปสู่รูปแบบ Lifelong Learning Ecosystem หรือระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านการสร้างหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับวิชาชีพและตลาดแรงงานจริง ทั้งหลักสูตรสำหรับการผลิตบัณฑิตรุ่นใหม่และหลักสูตรสำหรับการยกระดับทักษะของคนทำงาน

รูปแบบการเรียนรู้ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยผสมผสานทั้งการเรียนในห้องเรียน การเรียนออนไลน์ และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงในภาคการทำงาน พร้อมมุ่งพัฒนาสมรรถนะที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละวิชาชีพ

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังนำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้งในด้านการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อขยายโอกาสด้านอาชีพให้กับผู้เรียน

“20 ปีที่ผ่านมา เราสร้างโอกาสทางการศึกษา และ 20 ปีต่อจากนี้ เราต้องสร้างมหาวิทยาลัยที่สร้างอนาคตให้สังคมไทย” ดร.อณาวุฒิ กล่าว

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของมหาวิทยาลัยจากบทบาทผู้ให้ความรู้ ไปสู่การเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับชีวิตจริงและโลกแห่งการทำงาน

ดร.สันธยา ชูทรัพย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ มองว่า การดำเนินงานตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา แม้อาจเป็นช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง แต่กลับเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ

“มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ดำเนินงานมาครบ 20 ปี ซึ่งอาจถือเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนักเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับกลายเป็นจุดแข็ง เพราะเรามีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว”

รองอธิการบดีฝ่ายบริหารกล่าวเพิ่มเติมว่า บุคลากรของมหาวิทยาลัยมีแนวคิดและวิธีการทำงานที่สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดรับองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง

“สิ่งสำคัญของการจัดการศึกษาในปัจจุบันคือ การก้าวสู่การเป็น Next Generation University อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเรื่องเทคโนโลยี แต่รวมถึงการปรับวิธีคิด วิธีการเรียนรู้ และการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อโลกอนาคต”

แนวคิดดังกล่าวเริ่มถูกนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรใหม่ของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในสาขาที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

ศาสตราจารย์ ดร.พนม คลี่ฉายา คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ กล่าวว่า โลกของการสื่อสารในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการทำงานในอุตสาหกรรมสื่อ

ด้วยเหตุนี้ คณะนิเทศศาสตร์จึงพัฒนาหลักสูตรใหม่ PR/AD/AI+ ภายใต้แนวคิด AI-driven Communication เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนในอนาคต

“ในยุคที่โลกหมุนเร็วและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง การศึกษาด้านนิเทศศาสตร์จำเป็นต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต”

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเสริมสร้างทักษะสำคัญของบัณฑิตทั้ง Hard Skills, Soft Skills และ Future Skills ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน AI เข้ากับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ การประชาสัมพันธ์ และการโฆษณาอย่างมืออาชีพ

ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทั้งด้านการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัลด้วย AI การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก การวางแผนสื่อเชิงกลยุทธ์ และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่สายงานในอนาคต

“เราเชื่อว่าผู้เรียนทุกคนสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการยกระดับศักยภาพของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด บัณฑิตจากหลักสูตรนี้จะมีทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรมวิชาชีพ”

การเปลี่ยนผ่านสู่ Next Generation University จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มเทคโนโลยีใหม่เข้าไปในห้องเรียน แต่คือการออกแบบระบบการศึกษาใหม่ทั้งระบบ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะพร้อมต่ออนาคต และสามารถสร้างคุณค่าให้แก่สังคมได้อย่างยั่งยืน ซึ่งคำตอบที่พวกเขากำลังทดลองอยู่นั้น อาจเป็นบทเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ อีกหลายแห่งในไทยกำลังมองหาเช่นกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *