เปิดสถิตินักศึกษาอุดมศึกษา ปี 2569 พบยุติการศึกษา 28,369 คน กว่า 52% ระบุ “ลาออก” เกรดไม่ถึงเกณฑ์อีก 8,099 คน

เปิดสถิตินักศึกษาอุดมศึกษา ปี 2569 พบยุติการศึกษา 28,369 คน กว่า 52% ระบุ “ลาออก” เกรดไม่ถึงเกณฑ์อีก 8,099 คน

เจาะข้อมูลนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาไทย ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 พบผู้มีสถานภาพยุติการศึกษาโดยไม่ได้รับปริญญา 28,369 คน สาเหตุอันดับหนึ่งคือการลาออก 15,013 คน คิดเป็น 52.92% รองลงมาคือเกรดเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ 8,099 คน หรือ 28.55% ขณะที่นักศึกษาอีก 52,394 คนอยู่ในสถานะขาดการติดต่อหรือไม่สามารถติดต่อได้ ตัวเลขเหล่านี้ชวนตั้งคำถามถึงระบบดูแลช่วยเหลือนักศึกษา ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามหาวิทยาลัยไปจนถึงการสำเร็จการศึกษา

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยอาจเป็นเป้าหมายสำคัญของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่การสอบติดไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทุกคนจะสามารถเรียนจนสำเร็จการศึกษาได้ตามแผน

ข้อมูลสถิตินักศึกษา ปีการศึกษา 2569 ภาคการศึกษาที่ 1 ซึ่งเผยแพร่ผ่านรายงานข่าวเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 สะท้อนภาพอีกด้านของระบบอุดมศึกษาไทย โดยพบผู้มีสถานภาพยุติการศึกษาโดยไม่ได้รับปริญญาจำนวน 28,369 คน จากยอดนักศึกษารวมทุกสถานภาพที่รายงานในฐานข้อมูล 1,917,439 คน

เมื่อพิจารณาสาเหตุที่สถาบันบันทึก พบว่าการลาออกเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง คิดเป็นมากกว่าครึ่งของผู้ยุติการศึกษาทั้งหมด ขณะที่สาเหตุรองลงมาคือผลการเรียนเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด

เพียงสองสาเหตุนี้รวมกันมีจำนวนถึง 23,112 คน หรือ 81.47% ของกลุ่มผู้ยุติการศึกษา

อย่างไรก็ตาม สถิติดังกล่าวต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็นข้อมูลสถานภาพนักศึกษาที่รายงานในภาคการศึกษาหนึ่ง ไม่ใช่หลักฐานว่าทั้ง 28,369 คนเพิ่งออกจากระบบการศึกษาภายในเวลาเพียงหนึ่งเทอม และไม่สามารถนำไปใช้เป็นอัตราการออกกลางคันของนักศึกษาไทยทั้งประเทศได้โดยตรง

E​duzones ชวนเจาะข้อมูลจากอินโฟกราฟิกทั้ง 4 ชุด เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมจำนวนนักศึกษา สาเหตุการยุติการศึกษา ประเภทสถาบัน และระดับการศึกษา พร้อมวิเคราะห์ว่าข้อมูลเหล่านี้มีความหมายอย่างไรต่ออนาคตของมหาวิทยาลัยไทย

สรุป 5 ตัวเลขสำคัญจากสถิตินักศึกษา ปี 2569

  • 1,917,439 คน ยอดนักศึกษารวมทุกสถานภาพในฐานข้อมูลภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569
  • 1,804,052 คน กำลังศึกษาและลงทะเบียนหน่วยกิต คิดเป็น 94.09%
  • 52,394 คน ขาดการติดต่อหรือไม่สามารถติดต่อได้ คิดเป็น 2.73%
  • 28,369 คน ยุติการศึกษาโดยไม่ได้รับปริญญา คิดเป็น 1.48%
  • 23,112 คน เป็นผลรวมของผู้ที่ถูกบันทึกสาเหตุว่าลาออกและเกรดเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ คิดเป็น 81.47% ของกลุ่มยุติการศึกษา

ตัวเลขทั้งห้าช่วยให้เห็นว่า แม้นักศึกษาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระบบการเรียนตามปกติ แต่ยังมีกลุ่มที่อยู่ในสถานภาพอื่น ซึ่งต้องอาศัยการติดตามและการทำความเข้าใจปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด

1. นักศึกษา 1.91 ล้านคน อยู่ในสถานภาพใดบ้าง?

จากข้อมูลจำนวนนักศึกษาปัจจุบันทั้งหมด จำแนกตามสถานภาพ ปีการศึกษา 2569 ภาคการศึกษาที่ 1 พบยอดรวม 1,917,439 คน

เมื่อนำมาแจกแจงตามสถานภาพ พบรายละเอียดดังนี้

สถานภาพนักศึกษา จำนวน ร้อยละ
กำลังศึกษาและลงทะเบียนหน่วยกิต 1,804,052 คน 94.09
ขาดการติดต่อหรือไม่สามารถติดต่อได้ 52,394 คน 2.73
รักษาสถานภาพนักศึกษา 32,624 คน 1.70
ยุติการศึกษาโดยไม่ได้รับปริญญา 28,369 คน 1.48
รวม 1,917,439 คน 100.00

[แทรกภาพอินโฟกราฟิกที่ 4: สถิติจำนวนนักศึกษาปัจจุบันทั้งหมด จำแนกตามสถานภาพ]

94% ยังอยู่ในสถานะกำลังศึกษา

กลุ่มใหญ่ที่สุดคือนักศึกษาที่มีสถานะกำลังศึกษาและลงทะเบียนหน่วยกิต จำนวน 1,804,052 คน หรือ 94.09% ของยอดรวม

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ในฐานข้อมูลยังคงดำเนินการศึกษาตามปกติ

หากรวมกลุ่มกำลังศึกษากับผู้รักษาสถานภาพอีก 32,624 คน จะมีผู้เรียนรวม 1,836,676 คน หรือประมาณ 95.79% ของยอดนักศึกษาทุกสถานภาพ

จำนวน 1,836,676 คนนี้เป็นฐานที่ใช้สำหรับการจำแนกนักศึกษาตามประเภทสถาบันและระดับการศึกษาในอินโฟกราฟิกอีกสองชุด

ผู้รักษาสถานภาพ 32,624 คน ยังไม่ถือว่ายุติการศึกษา

ข้อมูลของระบบ UniCon อธิบายว่า ผู้มีสถานภาพรักษาสภาพนักศึกษาคือผู้ที่ลงทะเบียนโดยไม่มีจำนวนหน่วยกิตเพิ่ม

สถานภาพนี้จึงแตกต่างจากการลาออกหรือการพ้นสภาพ นักศึกษายังมีสถานภาพตามเงื่อนไขของสถาบัน แม้ไม่ได้ลงทะเบียนหน่วยกิตเพิ่มในช่วงเวลาที่รายงาน

การพักการเรียนเพื่อดำเนินธุระส่วนตัว ภาระครอบครัว หรือเหตุจำเป็นอื่นอาจเป็นบริบทที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาบางราย แต่ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้ระบุเหตุผลของผู้รักษาสถานภาพแต่ละคน

ดังนั้น ไม่ควรจัดนักศึกษา 32,624 คนในกลุ่มนี้เป็นผู้หลุดจากระบบการศึกษา

2. นักศึกษา 52,394 คน “ขาดการติดต่อ” เป็นประเด็นที่ต้องจับตา

อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าสนใจคือผู้มีสถานภาพขาดการติดต่อหรือไม่สามารถติดต่อได้ จำนวน 52,394 คน คิดเป็น 2.73% ของยอดรวม

จำนวนดังกล่าวสูงกว่าผู้ที่มีสถานภาพยุติการศึกษาโดยไม่ได้รับปริญญา 28,369 คน

ตามคำนิยามข้อมูลรายบุคคลด้านนักศึกษาของระบบ UniCon สถานภาพขาดการติดต่อหมายถึงกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาไม่สามารถติดต่อนักศึกษาได้

สถานภาพนี้ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาลาออกแล้ว หรือยุติการศึกษาอย่างเป็นทางการ

แต่ในมุมการบริหารจัดการศึกษา จำนวนผู้ขาดการติดต่อกว่า 52,000 คนเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาระบบติดตามนักศึกษา

คำถามสำคัญคือ สถาบันอุดมศึกษามีระบบติดตามผู้เรียนที่ไม่สามารถติดต่อได้อย่างไร และนักศึกษาเหล่านี้มีช่องทางกลับมาติดต่อหรือขอคำปรึกษาจากมหาวิทยาลัยได้สะดวกเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุจากข้อมูลที่มีได้ว่าสาเหตุของการขาดการติดต่อเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การเรียน สุขภาพ การเปลี่ยนแผนการศึกษา หรือปัจจัยอื่น

การวิเคราะห์สาเหตุจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติมระดับสถาบันและการติดตามผู้เรียนอย่างเป็นระบบ

3. เปิด 7 สาเหตุ นักศึกษา 28,369 คนยุติการศึกษาเพราะอะไร?

ข้อมูลสาเหตุการยุติการศึกษาของนักศึกษา ปีการศึกษา 2569 ภาคการศึกษาที่ 1 แสดงสาเหตุทั้งหมด 7 ประเภท

ในจำนวนผู้ยุติการศึกษา 28,369 คน พบว่าการลาออกเป็นสาเหตุที่มีจำนวนสูงสุดอย่างชัดเจน

อันดับ สาเหตุการยุติการศึกษา จำนวน ร้อยละ
1 ลาออก 15,013 คน 52.92
2 เกรดเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด 8,099 คน 28.55
3 ถูกไล่ออก 2,858 คน 10.07
4 ไม่ลงทะเบียนเรียนและไม่ได้รักษาสถานภาพ 2,049 คน 7.22
5 ต้องคดี / ถูกจับ 300 คน 1.06
6 เสียชีวิต 47 คน 0.17
7 เจ็บป่วย / อุบัติเหตุ 3 คน 0.01
รวม 28,369 คน 100.00

[แทรกภาพอินโฟกราฟิกที่ 3: สาเหตุการยุติการศึกษาของนักศึกษา ปี 2569]

เมื่อพิจารณาสัดส่วนจะพบว่า ในผู้ยุติการศึกษา 100 คน มีประมาณ 53 คนที่ถูกบันทึกสาเหตุว่าลาออก และอีกประมาณ 29 คนที่ถูกบันทึกว่าผลการเรียนเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์

ส่วนสาเหตุอื่น ได้แก่ การถูกไล่ออก การไม่ลงทะเบียนและไม่รักษาสถานภาพ การต้องคดี การเสียชีวิต และการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ รวมกันมีจำนวน 5,257 คน หรือประมาณ 18.53%

การที่สาเหตุสองอันดับแรกมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 80% ทำให้การลาออกและผลการเรียนไม่ถึงเกณฑ์เป็นประเด็นสำคัญสำหรับการศึกษาต่อว่า สถาบันอุดมศึกษาจะสามารถช่วยเหลือนักศึกษากลุ่มเสี่ยงได้อย่างไร

4. ลาออก 15,013 คน มากกว่าครึ่งของผู้ยุติการศึกษา

สาเหตุอันดับหนึ่งคือการลาออก จำนวน 15,013 คน หรือ 52.92%

ตัวเลขดังกล่าวชวนตั้งคำถามว่า เหตุใดนักศึกษาจำนวนมากจึงมีสถานภาพสิ้นสุดการศึกษาด้วยการลาออก

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องแยกระหว่างคำว่า “ลาออก” ในระบบทะเบียน กับเหตุผลที่นักศึกษาตัดสินใจลาออก

การลาออกเป็นประเภทสถานภาพที่สถาบันบันทึก ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทุกคนตัดสินใจเลิกเรียนด้วยความสมัครใจอย่างปราศจากข้อจำกัด และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกเลย

ในทางปฏิบัติ การลาออกจากหลักสูตรหนึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์หลากหลาย เช่น

  • ความต้องการเปลี่ยนคณะหรือสาขาวิชา
  • การย้ายไปศึกษาต่อในสถาบันอื่น
  • ความไม่สอดคล้องระหว่างความสนใจกับหลักสูตร
  • ภาระค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ
  • ความจำเป็นด้านงานหรือครอบครัว
  • ปัญหาการปรับตัวหรือปัจจัยด้านสุขภาพ

แต่ข้อมูลสถิติชุดนี้ยังไม่ได้แจกแจงว่ามีผู้ลาออกด้วยเหตุผลใดเป็นจำนวนเท่าไร

จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าปัญหาด้านการเงินเป็นสาเหตุหลัก หรือการเลือกคณะผิดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการลาออก

อีกทั้งผู้ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยหนึ่งอาจไปศึกษาต่อที่อื่นได้ จึงไม่ควรใช้จำนวนผู้ลาออกในหลักสูตรเดิมแทนจำนวนผู้ที่เลิกเรียนระดับอุดมศึกษาอย่างถาวร

สิ่งที่ควรมีเพิ่มเติมคือระบบเก็บข้อมูลเหตุผลการลาออกที่ละเอียดกว่าสถานภาพทางทะเบียน เพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการช่วยเหลือได้ตรงกับปัญหาของนักศึกษาแต่ละกลุ่ม

5. เกรดไม่ถึงเกณฑ์ 8,099 คน ปัญหาที่อาจเห็นสัญญาณล่วงหน้า

สาเหตุอันดับสองคือเกรดเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 8,099 คน หรือ 28.55% ของผู้ยุติการศึกษาทั้งหมด

ข้อมูลนี้สะท้อนความสำคัญของการติดตามผลการเรียนและการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ โดยเฉพาะนักศึกษาที่เริ่มมีผลการเรียนลดลงหรือไม่ผ่านรายวิชาสำคัญในหลักสูตร

การเรียนระดับมหาวิทยาลัยมีรูปแบบแตกต่างจากโรงเรียนมัธยมศึกษา ทั้งด้านความรับผิดชอบในการเรียน การบริหารเวลา การลงทะเบียนเรียน และความยากของเนื้อหาวิชา

สำหรับบางคน การปรับตัวอาจเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในช่วงชั้นปีแรก

อย่างไรก็ตาม ผลการเรียนไม่ถึงเกณฑ์ไม่ได้พิสูจน์ว่านักศึกษาขาดความสามารถหรือไม่ตั้งใจเรียนเสมอไป เพราะอาจมีปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อผลการเรียนด้วย

หากมหาวิทยาลัยมีระบบแจ้งเตือนตั้งแต่ระยะแรก เช่น การติดตามรายวิชาที่สอบไม่ผ่าน การประเมินความเสี่ยงก่อนพ้นสภาพ หรือการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแผนการเรียน อาจช่วยเปิดทางเลือกให้นักศึกษาได้แก้ปัญหาก่อนสถานการณ์รุนแรงขึ้น

มาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่ การจัดกิจกรรมเสริมความรู้ การให้คำปรึกษาทางวิชาการ การช่วยวางแผนลงทะเบียน และการดูแลปัญหาที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

ทั้งนี้ ยังต้องมีการประเมินผลว่ามาตรการใดสามารถช่วยเพิ่มอัตราการคงอยู่และการสำเร็จการศึกษาได้จริง

6. นักศึกษาส่วนใหญ่เรียนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ

อีกหนึ่งชุดข้อมูลที่น่าสนใจคือจำนวนนักศึกษาจำแนกตามประเภทสถาบันอุดมศึกษา

จากยอดผู้กำลังศึกษาและรักษาสถานภาพรวม 1,836,676 คน พบว่าเกือบ 80% อยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ

ประเภทสถาบัน จำนวนนักศึกษา ร้อยละ
สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 1,435,582 คน 78.16
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน 358,359 คน 19.51
สถาบันอุดมศึกษานอกสังกัด อว. 42,735 คน 2.33
รวม 1,836,676 คน 100.00

[แทรกภาพอินโฟกราฟิกที่ 2: จำนวนนักศึกษาจำแนกตามกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา]

สถาบันอุดมศึกษาของรัฐมีนักศึกษามากที่สุด 1,435,582 คน คิดเป็น 78.16% ของผู้เรียนในชุดข้อมูลนี้

รองลงมาคือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 358,359 คน หรือ 19.51%

ส่วนกลุ่มสถาบันอุดมศึกษานอกสังกัด อว. มีจำนวน 42,735 คน คิดเป็น 2.33%

กลุ่มสถาบันนอกสังกัด อว. หมายถึงสถาบันที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงหรือหน่วยงานอื่น เช่น สถาบันด้านสาธารณสุข การกีฬา ศิลปวัฒนธรรม หรือสถาบันเฉพาะทางของหน่วยงานภาครัฐ ตามขอบเขตของข้อมูลที่รายงาน

ข้อสำคัญคือ ตัวเลขชุดนี้เป็นข้อมูลจำแนกจำนวนผู้เรียน ไม่ใช่ข้อมูลอัตราการลาออกแยกตามประเภทสถาบัน

จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามหาวิทยาลัยรัฐหรือมหาวิทยาลัยเอกชนมีปัญหานักศึกษายุติการศึกษามากกว่ากัน

การเปรียบเทียบดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ข้อมูลผู้ยุติการศึกษาของแต่ละประเภทสถาบัน เทียบกับจำนวนผู้เรียนและระยะเวลาที่เหมาะสม

7. ปริญญาตรีมีนักศึกษามากที่สุด 1.66 ล้านคน คิดเป็น 90.79%

เมื่อจำแนกผู้กำลังศึกษาและรักษาสถานภาพจำนวน 1,836,676 คนตามระดับการศึกษา พบว่านักศึกษาระดับปริญญาตรีมีจำนวนมากที่สุดอย่างชัดเจน

ข้อมูลจากอินโฟกราฟิกแจกแจงออกเป็น 9 ระดับ ดังนี้

ระดับการศึกษา จำนวน
ปริญญาตรี 1,667,473 คน
ปริญญาโท 112,268 คน
ปริญญาเอก 31,570 คน
ประกาศนียบัตรบัณฑิต 9,498 คน
ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง 1,854 คน
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 7,782 คน
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 5,642 คน
อนุปริญญา 126 คน
ประกาศนียบัตร 463 คน
รวม 1,836,676 คน

[แทรกภาพอินโฟกราฟิกที่ 1: จำนวนนักศึกษาจำแนกตามระดับการศึกษา]

นักศึกษาระดับปริญญาตรีมีจำนวน 1,667,473 คน คิดเป็น 90.79% ของยอดรวมผู้กำลังศึกษาและรักษาสภาพ

รองลงมาคือระดับปริญญาโท 112,268 คน คิดเป็น 6.11% และปริญญาเอก 31,570 คน คิดเป็น 1.72%

เมื่อรวมทั้งสามระดับ จะมีผู้เรียนระดับปริญญาตรี โท และเอก รวม 1,811,311 คน หรือประมาณ 98.62% ของยอดรวมในชุดข้อมูลนี้

ส่วนผู้เรียนในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ปวช. ปวส. อนุปริญญา และประกาศนียบัตร มีจำนวนรวม 25,365 คน

การที่ฐานข้อมูลมีนักศึกษาปริญญาตรีเป็นสัดส่วนสูงมาก สะท้อนว่าเส้นทางการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นองค์ประกอบหลักของข้อมูลผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษาชุดนี้

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถนำสัดส่วนดังกล่าวไปสรุปได้ว่าผู้ยุติการศึกษา 28,369 คนส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาปริญญาตรี เนื่องจากข้อมูลสาเหตุการยุติการศึกษาที่นำเสนอไม่ได้แยกตามระดับการศึกษา

นอกจากนี้ จำนวนผู้เรียนระดับ ปวช. และ ปวส. ในรายงานเป็นเฉพาะสถานศึกษาที่อยู่ในขอบเขตการรายงานข้อมูลดังกล่าว ไม่ใช่จำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาทั้งประเทศ

8. ตัวเลข 28,369 คน ใช่จำนวนนักศึกษาที่ออกกลางคันในเทอมเดียวหรือไม่?

นี่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในการอ่านสถิติชุดนี้

คำตอบคือ ยังไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้จากข้อมูลที่มี

เอกสารคำนิยามข้อมูลรายบุคคลด้านนักศึกษาของระบบ UniCon ระบุว่าการรายงานข้อมูลตามภาคการศึกษาครอบคลุมนักศึกษาที่มีสถานภาพเป็นนักศึกษา รวมถึงผู้ที่พ้นสภาพระหว่างปีการศึกษาและภาคการศึกษาที่จัดส่งข้อมูล

ดังนั้น การที่รายงานปีการศึกษา 2569 ภาคการศึกษาที่ 1 แสดงผู้มีสถานภาพยุติการศึกษา 28,369 คน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเพิ่งออกจากมหาวิทยาลัยภายในช่วงหนึ่งภาคเรียน

ในทำนองเดียวกัน สัดส่วน 1.48% ที่คำนวณจากผู้ยุติการศึกษา 28,369 คน เทียบกับยอดรวม 1,917,439 คน เป็นเพียงสัดส่วนของสถานภาพหนึ่งในฐานข้อมูล ไม่ใช่อัตราการออกกลางคันของนักศึกษาทั้งประเทศ

หากต้องการวัดอัตราการออกกลางคันอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องติดตามนักศึกษากลุ่มเดียวกันตั้งแต่ปีที่เข้าศึกษา และตรวจสอบสถานภาพในแต่ละภาคเรียนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังควรแยกกรณีของผู้ที่ย้ายสถานศึกษา เปลี่ยนหลักสูตร พักการเรียน และผู้ที่กลับเข้าศึกษาใหม่ เพื่อไม่ให้นับรวมเป็นผู้ยุติการศึกษาอย่างถาวรโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

ข้อมูลชุดนี้ยังไม่ได้แยกผู้เรียนตามสัญชาติ จึงควรใช้ถ้อยคำว่า “นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาไทย” แทนการสรุปว่าเป็นนักศึกษาสัญชาติไทยทั้งหมด

9. สถิตินี้สะท้อนโจทย์อะไรของมหาวิทยาลัยไทย?

แม้ข้อมูลจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุเชิงลึกของการลาออกหรืออัตราการออกกลางคันที่แท้จริงได้ แต่สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถามต่อระบบการบริหารจัดการนักศึกษาได้อย่างน้อย 4 ด้าน

ระบบดูแลนักศึกษา ไม่ควรเริ่มทำงานเมื่อเกิดปัญหารุนแรงแล้ว

การมีผู้ถูกบันทึกว่ายุติการศึกษาจากผลการเรียนไม่ถึงเกณฑ์ 8,099 คน ชี้ให้เห็นความสำคัญของการติดตามสัญญาณทางวิชาการตั้งแต่ระยะต้น

มหาวิทยาลัยควรมีช่องทางที่ช่วยให้นักศึกษารู้สถานะความเสี่ยงของตนเอง และได้รับคำปรึกษาก่อนถึงเงื่อนไขพ้นสภาพ

การลาออกควรมีข้อมูลเหตุผลมากกว่าประเภททางทะเบียน

ตัวเลขผู้ลาออก 15,013 คนบอกได้ว่ามีการบันทึกสถานภาพประเภทนี้จำนวนเท่าไร แต่ยังไม่บอกว่าปัญหาหลักของผู้ลาออกคืออะไร

หากต้องการกำหนดนโยบายช่วยเหลืออย่างตรงจุด มหาวิทยาลัยควรมีข้อมูลประกอบเพิ่มเติม เช่น เหตุผลการลาออกและความต้องการความช่วยเหลือ โดยดำเนินการอย่างเหมาะสมและคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว

กลุ่มขาดการติดต่อควรมีระบบติดตามที่ชัดเจน

การมีนักศึกษาขาดการติดต่อ 52,394 คนเป็นประเด็นที่ควรศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบว่าสถานภาพของผู้เรียนเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในระยะต่อมา

ระบบติดตามควรเชื่อมโยงการทำงานของฝ่ายทะเบียน อาจารย์ที่ปรึกษา และหน่วยงานสนับสนุนนักศึกษา โดยไม่ตีความว่าการขาดการติดต่อเท่ากับการลาออก

การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัยควรมองมากกว่าจำนวนรับเข้า

การรับนักศึกษาใหม่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางการศึกษา

หากต้องการมองคุณภาพของระบบอุดมศึกษาอย่างรอบด้าน ควรติดตามทั้งความต่อเนื่องในการศึกษา อัตราการสำเร็จการศึกษา ระยะเวลาที่ใช้เรียน และผลลัพธ์ของการช่วยเหลือผู้เรียนที่ประสบปัญหา

การมีข้อมูลครบทุกด้านจะช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาประเมินได้ว่า มาตรการใดช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนต่อและสำเร็จการศึกษาได้อย่างเหมาะสม

10. ข้อคิดถึง DEK70–DEK71 สอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว ต้องวางแผนอย่างไรให้เรียนจนจบ?

สำหรับนักเรียน ม.ปลายที่กำลังเตรียมเข้าสู่ระบบ TCAS70 และ TCAS71 สถิติชุดนี้มีประเด็นที่นำมาคิดต่อได้

การเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้จบลงที่การสอบติด แต่ยังต้องคำนึงถึงความพร้อมสำหรับการเรียนต่อเนื่องอีกหลายปี

สิ่งที่นักเรียนควรศึกษาก่อนตัดสินใจเลือกคณะ ได้แก่

ความเหมาะสมของหลักสูตรกับตัวเอง

อย่าพิจารณาเพียงชื่อคณะหรืออาชีพที่คาดว่าจะทำได้หลังเรียนจบ แต่ควรศึกษาด้วยว่าหลักสูตรนั้นต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง และเนื้อหาสอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของตนเองหรือไม่

ค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาการศึกษา

นอกจากค่าเทอม ควรคำนวณค่าหอพัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น เพื่อประเมินความพร้อมทางการเงินของครอบครัว

เกณฑ์รักษาสถานภาพนักศึกษา

แต่ละมหาวิทยาลัยและหลักสูตรอาจกำหนดเกณฑ์ผลการเรียนขั้นต่ำและเงื่อนไขเกี่ยวกับการพ้นสภาพแตกต่างกัน ควรศึกษาข้อบังคับตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน

ระบบช่วยเหลือของมหาวิทยาลัย

ตรวจสอบว่ามหาวิทยาลัยมีอาจารย์ที่ปรึกษา ทุนการศึกษา ระบบสอนเสริม บริการให้คำปรึกษา และหน่วยงานช่วยเหลือนักศึกษาอย่างไรบ้าง

ทางเลือกหากพบว่าคณะที่เรียนไม่เหมาะกับตัวเอง

การรู้เงื่อนไขการย้ายสาขา การเทียบโอนหน่วยกิต การพักการศึกษา และการกลับเข้าศึกษา อาจช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบหากพบปัญหาระหว่างเรียน

สำหรับนักศึกษาปัจจุบันที่กำลังเผชิญปัญหาด้านผลการเรียน ค่าใช้จ่าย หรือการปรับตัว การติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษา ฝ่ายทะเบียน หรือหน่วยงานพัฒนานักศึกษาเพื่อสอบถามทางเลือกก่อนตัดสินใจลาออก อาจทำให้ได้รับข้อมูลสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนสาขา ย้ายมหาวิทยาลัย หรือเลือกเส้นทางการศึกษาใหม่ไม่ได้หมายความว่าเป็นความล้มเหลวเสมอไป เพราะแต่ละคนอาจมีเป้าหมายและข้อจำกัดในชีวิตแตกต่างกัน

ประเด็นสำคัญคือ ผู้เรียนควรมีข้อมูลที่เพียงพอและสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจ

บทสรุป: ไม่ใช่แค่รับนักศึกษาให้ได้ แต่ต้องสร้างโอกาสให้เรียนจนสำเร็จ

สถิติปีการศึกษา 2569 ภาคการศึกษาที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจากนักศึกษารวมทุกสถานภาพ 1,917,439 คน มีผู้ที่กำลังศึกษาและลงทะเบียนหน่วยกิตมากกว่า 1.8 ล้านคน ขณะเดียวกัน มีผู้ยุติการศึกษาโดยไม่ได้รับปริญญา 28,369 คน และผู้ที่ขาดการติดต่ออีก 52,394 คน

สำหรับกลุ่มผู้ยุติการศึกษา สาเหตุที่ถูกบันทึกมากที่สุดคือการลาออก 15,013 คน รองลงมาคือผลการเรียนเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ 8,099 คน รวมกันคิดเป็น 81.47% ของผู้ยุติการศึกษาทั้งหมด

แม้สถิติชุดนี้จะยังไม่สามารถบอกได้ว่ามีนักศึกษาหลุดออกจากระบบอย่างถาวรจำนวนเท่าไร หรือสาเหตุที่แท้จริงของการลาออกคืออะไร แต่ก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยชี้ประเด็นซึ่งควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม

สำหรับมหาวิทยาลัย การพัฒนาระบบติดตามผู้เรียน การสนับสนุนทางวิชาการ การให้คำปรึกษา และการช่วยเหลือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเงินหรือการใช้ชีวิต อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับนักเรียนและผู้ปกครอง ข้อมูลนี้เตือนให้เห็นว่าการเลือกมหาวิทยาลัยควรพิจารณาทั้งโอกาสสอบเข้า ความเหมาะสมของหลักสูตร และความพร้อมในการเรียนจนสำเร็จการศึกษา

เพราะเป้าหมายของการศึกษาระดับอุดมศึกษาไม่ควรหยุดอยู่เพียงจำนวนผู้ที่ได้รับโอกาสเข้าเรียน แต่ยังรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้เรียนพัฒนาศักยภาพและก้าวไปถึงเป้าหมายการศึกษาของตนเองได้อย่างเหมาะสม


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) — ระบบสารสนเทศอุดมศึกษาและสถิตินักศึกษา
    https://info.mhesi.go.th/
  2. ระบบ UniCon — คำอธิบายข้อมูล คำนิยาม และคำจำกัดความข้อมูลรายบุคคลด้านนักศึกษา ปีการศึกษา 2567 ใช้ประกอบการอธิบายสถานภาพนักศึกษาและประเภทการยุติการศึกษา
    https://unicon.ku.ac.th/
  3. Eduzones — “เปิด 10 สาขาวิชาที่มีนักศึกษามากที่สุดในชุดข้อมูลปี 2569 ‘นิติศาสตร์’ อันดับหนึ่ง 138,228 คน” เผยแพร่วันที่ 11 ตุลาคม 2569
    https://www.eduzones.com/2026/10/11/news-117/

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *