PISA 2025 คะแนนไทยดีขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำยังไม่คลาย กสศ. ชี้ “Thailand’s Lost Talent” เร่งเติมโอกาสให้เด็กพัฒนาศักยภาพ

PISA 2025 คะแนนไทยดีขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำยังไม่คลาย กสศ. ชี้ “Thailand’s Lost Talent” เร่งเติมโอกาสให้เด็กพัฒนาศักยภาพ

ผลประเมิน PISA 2025 ของไทยขยับสูงขึ้นทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน แต่คะแนนเฉลี่ยยังต่ำกว่ากลุ่มประเทศ OECD ขณะที่บทวิเคราะห์ของ กสศ. ชี้ว่า เด็กจากครอบครัวขาดแคลนจำนวนมากมีศักยภาพที่รอการสนับสนุน โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การยกระดับทักษะพื้นฐาน พร้อมเปิดทางให้ความสามารถของเด็กไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะครอบครัว

วันที่ 20 ตุลาคม 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ วสศ. ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD นำเสนอบทวิเคราะห์ผลการประเมิน PISA 2025 และนัยต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย

ประเด็นที่เวทีหยิบยกขึ้นมาครอบคลุมทั้งการฟื้นตัวของคะแนน ทักษะการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล การใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนักเรียน และความสามารถของเด็กจากครอบครัวเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจไม่ได้รับโอกาสพัฒนาอย่างเต็มที่

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ชี้ถึงโจทย์ “Thailand’s Lost Talent” หรือศักยภาพของเด็กไทยที่ประเทศอาจสูญเสียไป หากระบบการศึกษาไม่สามารถส่งต่อโอกาสและทรัพยากรให้เข้าถึงผู้เรียนที่ต้องการความช่วยเหลือได้

คะแนนไทยเพิ่มครบ 3 ด้าน วิทยาศาสตร์ขยับมากที่สุด

PISA หรือ Programme for International Student Assessment เป็นการประเมินความสามารถของนักเรียนอายุประมาณ 15 ปีในการนำความรู้และทักษะไปใช้กับสถานการณ์ในชีวิตจริง โดยมีวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่านเป็นด้านหลัก

ผล PISA 2025 ของไทยเพิ่มขึ้นจากการประเมินรอบปี 2022 ทั้งสามด้าน ดังนี้

ด้านที่ประเมิน ไทย ปี 2022 ไทย ปี 2025 เปลี่ยนแปลง ค่าเฉลี่ย OECD ปี 2025
วิทยาศาสตร์ 409 432 เพิ่ม 23 คะแนน 482
คณิตศาสตร์ 394 407 เพิ่ม 13 คะแนน 463
การอ่าน 379 392 เพิ่ม 13 คะแนน 461

ข้อมูล OECD ยืนยันว่า แม้คะแนนของไทยเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทุกด้าน โดยด้านวิทยาศาสตร์มีช่องว่าง 50 คะแนน คณิตศาสตร์ 56 คะแนน และการอ่าน 69 คะแนน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ควรนำมาศึกษาต่อว่าเกิดจากปัจจัยใด และจะรักษาพัฒนาการได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม คะแนน PISA ไม่ใช่ร้อยละของข้อสอบที่ตอบถูก จึงควรสื่อสารการเปลี่ยนแปลงเป็น “คะแนน” มากกว่าตีความว่าความสามารถของเด็กเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์โดยตรง

คะแนนเฉลี่ยดีขึ้น แต่เด็กจำนวนมากยังต้องการทักษะพื้นฐาน

นอกเหนือจากคะแนนเฉลี่ย PISA ยังรายงานผลตามระดับสมรรถนะ โดย ระดับ 2 ถือเป็นระดับพื้นฐาน สำหรับด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน

ข้อมูลจาก สสวท. ระบุว่า นักเรียนไทยมีสมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไปในด้านวิทยาศาสตร์ประมาณ 59% ส่วนคณิตศาสตร์และการอ่านอยู่ที่ประมาณ 41% ในแต่ละด้าน หมายความว่ายังมีนักเรียนจำนวนมากที่ต้องได้รับการพัฒนาทักษะเพื่อใช้ความรู้กับสถานการณ์จริง

บทวิเคราะห์ที่ กสศ. นำเสนอระบุเพิ่มเติมว่า นักเรียนไทยประมาณ 59.3% อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นฐานในแต่ละด้านของคณิตศาสตร์และการอ่าน และ 36.9% อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นฐานพร้อมกันทั้งสามด้าน

ตัวเลขสองชุดนี้ต้องแยกกันให้ชัด เพราะสัดส่วนผู้มีสมรรถนะต่ำในแต่ละวิชาไม่ได้หมายความว่าเป็นนักเรียนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด

ขณะเดียวกัน กสศ. ระบุว่า นักเรียนไทยที่มีสมรรถนะสูงพร้อมกันทั้งสามด้านมีเพียง 0.1% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 2.6% สะท้อนว่าไทยต้องทำงานควบคู่กัน ทั้งช่วยผู้เรียนที่ยังขาดทักษะพื้นฐานและพัฒนาผู้เรียนที่มีความสามารถสูงให้ก้าวต่อไปได้

“Thailand’s Lost Talent” เด็กขาดแคลนไม่ได้ขาดศักยภาพ

สาระสำคัญของบทวิเคราะห์อยู่ที่การชวนมองเด็กจากครอบครัวขาดแคลนผ่านความสามารถและโอกาสที่พวกเขาควรได้รับ

ดร.ไกรยสอธิบายว่า ผลประเมินด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณเปิดให้เห็นความสามารถของเด็กอีกมิติหนึ่ง โดยนักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ย 476 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 500 คะแนน

OECD รายงานคะแนนส่วนนี้ในด้าน Computational Problem Solving หรือการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้แนวคิดและเครื่องมือคำนวณเพื่อแก้ปัญหา จึงไม่ควรตีความว่าเป็นคะแนนความสามารถด้านดิจิทัลทั้งหมด หรือเป็นการวัดความพร้อมทำงานด้านเทคโนโลยีโดยตรง

จากการวิเคราะห์ของ กสศ. นักเรียนในกลุ่มยากจนมากกว่าสองในสามมีสมรรถนะด้านนี้ตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไป นับเป็นฐานความสามารถที่ควรได้รับการต่อยอดผ่านการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ อุปกรณ์ที่เหมาะสม และโอกาสฝึกแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง

นัยของข้อมูลจึงอยู่ที่ว่า หากเด็กเข้าถึงโอกาสเหล่านี้ ความสามารถที่มีอยู่ก็อาจพัฒนาไปสู่การศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพที่หลากหลายขึ้น แต่การเปลี่ยนศักยภาพให้เป็นโอกาสจริงยังต้องอาศัยการสนับสนุนระยะยาว

นักเรียนไทยใช้ AI สูง แต่ต้องดูว่าใช้แล้วเกิดการเรียนรู้อย่างไร

บทวิเคราะห์ระบุว่า นักเรียนไทย 95.5% รายงานว่าใช้ AI สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 86.3%

ข้อมูล OECD สอดคล้องกับตัวเลขดังกล่าว โดยรายงานว่านักเรียนไทย 4.5% ไม่ใช้ AI สำหรับงานโรงเรียน เทียบกับ 13.7% ในกลุ่ม OECD ทั้งนี้ ตัวเลขมาจากแบบสอบถามที่นักเรียนรายงานด้วยตนเอง จึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนใช้ AI บ่อยเท่ากันหรือใช้ด้วยวิธีเดียวกัน

ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อคือ AI ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหา ตั้งคำถาม และตรวจสอบเหตุผลได้ดีขึ้นเพียงใด เช่น ใช้ขอคำอธิบายหลายรูปแบบ ฝึกโจทย์ หรือเปรียบเทียบข้อโต้แย้ง ก่อนกลับมาตรวจสอบและสรุปด้วยตนเอง

ส่วนการใช้ AI สร้างคำตอบส่งทันทีอาจทำให้เห็นเพียงชิ้นงาน โดยยังไม่รู้ว่าผู้เรียนเข้าใจมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม สถิติการใช้ AI และคะแนน PISA เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันเหตุและผลได้ว่า AI ทำให้คะแนนเพิ่มหรือลด การออกแบบการเรียนและการประเมินจึงต้องตรวจทั้งวิธีใช้เครื่องมือกับกระบวนการคิดของนักเรียน

“เด็กช้างเผือก” สะท้อนความสามารถที่ระบบต้องเปิดทาง

อีกกลุ่มที่ กสศ. ให้ความสำคัญคือ นักเรียนที่มีความสามารถฟันฝ่าอุปสรรคทางเศรษฐกิจและสังคม หรือ Academically Resilient Students ซึ่งมักเรียกกันว่า “นักเรียนช้างเผือก”

ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ นักเรียนในกลุ่มเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคมที่สุดประมาณ 17% สามารถทำคะแนนวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่มบนสุด 25% ของประเทศได้ เพิ่มจากประมาณ 15% ในรอบปี 2022 และสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD รอบปี 2025 ที่ประมาณ 12%

คำว่า “กลุ่มเสียเปรียบที่สุด” ในบริบทนี้อ้างอิงการจัดกลุ่มตามดัชนีสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของ PISA ไม่ได้เท่ากับเกณฑ์รายได้สำหรับรับทุนหรือเส้นความยากจนโดยอัตโนมัติ

ผลดังกล่าวชี้ว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรยังมีนักเรียนที่ทำผลงานได้ดี แต่การสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้ไม่ควรทำให้ผู้เรียนที่ยังมีคะแนนต่ำถูกมองข้าม เพราะทุกกลุ่มต้องการโอกาสพัฒนาที่เหมาะกับความจำเป็นของตนเอง

กสศ. ยังนำเสนอข้อมูลความคาดหวังของนักเรียนว่า เด็กยากจนมากกว่า 85% ต้องการมีระดับการศึกษาและอาชีพสูงกว่าพ่อแม่ และสัดส่วนสูงกว่า 90% ในกลุ่มนักเรียนช้างเผือก

ความใฝ่ฝันเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ต้องมีเส้นทางรองรับ ทั้งทุนการศึกษา ข้อมูลแนะแนว การเข้าถึงหลักสูตร และความช่วยเหลือที่ทำให้ผู้เรียนเดินหน้าต่อได้จริง

ช่องว่างคะแนนลดลงจากรอบก่อน แต่ระยะยาวยังไม่เปลี่ยนชัด

ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการ วสศ. อธิบายว่า การอ่านผล PISA ต้องพิจารณาช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้เรียนควบคู่กับคะแนนเฉลี่ยประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มครัวเรือนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำสุด 25% กับกลุ่มสูงสุด 25% การวิเคราะห์ของ วสศ. พบว่า ระหว่างปี 2022–2025 คะแนนวิทยาศาสตร์ของกลุ่มล่างเพิ่มประมาณ 29.36 คะแนน ส่วนกลุ่มบนเพิ่มประมาณ 18.53 คะแนน ทำให้ช่องว่างแคบลงราว 11 คะแนน

แต่หากมองช่วงปี 2015–2025 ช่องว่างลดลงเพียงประมาณ 2 คะแนน และการเปลี่ยนแปลงไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จึงยังไม่อาจสรุปว่าความเหลื่อมล้ำด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ลดลงอย่างชัดเจน

วสศ. มองว่าการเพิ่มขึ้นของคะแนนรอบล่าสุดส่วนหนึ่งสะท้อนการฟื้นตัวจากผลกระทบช่วงโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การอธิบายสาเหตุต้องอาศัยหลักฐานประกอบ และไม่ควรตีความจากคะแนนเฉลี่ยเพียงชุดเดียว

จากผลประเมินสู่ห้องเรียน ต้องช่วยเด็กได้ตรงจุด

ข้อเสนอจากเวทีครอบคลุมการพัฒนาระบบการศึกษาในหลายระดับ ตั้งแต่การเรียนในห้องเรียนไปจนถึงการจัดสรรทรัพยากร ได้แก่

  • พัฒนาทักษะพื้นฐานของผู้เรียน โดยช่วยให้เด็กอ่านเข้าใจ ใช้เหตุผล และประยุกต์ความรู้กับปัญหาได้
  • จัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็น พิจารณาฐานะครอบครัว บริบทโรงเรียน และข้อจำกัดของผู้เรียน
  • พัฒนาครูเชื่อมกับงานสอนจริง ให้ครูมีโอกาสออกแบบ ทดลอง และปรับวิธีสอนจากหลักฐานในห้องเรียน
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้เด็กถาม ทดลอง และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด
  • ใช้เทคโนโลยีอย่างมีเป้าหมาย ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์และการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล
  • เชื่อมความร่วมมือกับครอบครัวและชุมชน เพื่อให้การสนับสนุนต่อเนื่องไปถึงการศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพ

การส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโต หรือ Growth Mindset จึงควรเดินคู่กับโอกาสและทรัพยากรที่เข้าถึงได้ เพราะความพยายามของเด็กต้องมีระบบสนับสนุนให้พัฒนาไปได้ด้วย

เตรียมรับ PISA 2029: การอ่านและการรู้เท่าทันสื่อ–AI

การประเมิน PISA 2029 จะเน้นด้านการอ่าน และมีการประเมินด้านนวัตกรรมคือ Media and Artificial Intelligence Literacy หรือความฉลาดรู้ด้านสื่อและปัญญาประดิษฐ์

OECD ระบุว่ากรอบนี้มุ่งตรวจสอบความสามารถในการประเมินความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และวัตถุประสงค์ของเนื้อหาดิจิทัล รวมถึงการใช้สื่อและ AI อย่างมีประสิทธิภาพ มีจริยธรรม และรับผิดชอบ

สำหรับไทย การเตรียมความพร้อมจึงเกี่ยวข้องกับประสบการณ์เรียนรู้ในชีวิตประจำวันของเด็ก ตั้งแต่การอ่านข่าว ตรวจหลักฐาน เปรียบเทียบแหล่งข้อมูล ไปจนถึงการอธิบายว่าเหตุใดจึงเชื่อหรือไม่เชื่อคำตอบจาก AI

ผล PISA 2025 เปิดให้เห็นทั้งพัฒนาการและงานที่ยังต้องทำต่อ การใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์จึงต้องนำไปสู่ความช่วยเหลือที่เด็กได้รับจริง โดยเฉพาะผู้เรียนที่มีความสามารถแต่ขาดโอกาส และผู้เรียนที่ยังต้องการการพัฒนาทักษะพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข้อมูล

หมายเหตุ: ข้อมูลจากแบบสอบถามสะท้อนสิ่งที่ผู้เรียนรายงานด้วยตนเอง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างฐานะ การใช้เทคโนโลยี และคะแนนสอบ ไม่ได้ยืนยันความเป็นเหตุและผลโดยอัตโนมัติ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *