ศธ. ย้ำห้ามจัดสอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ชี้ขัดกฎหมาย–กระทบพัฒนาการ ให้ใช้การประเมินและแฟ้มสะสมงานแทน

ศธ. ย้ำห้ามจัดสอบแข่งขันเด็กปฐมวัย ชี้ขัดกฎหมาย–กระทบพัฒนาการ ให้ใช้การประเมินและแฟ้มสะสมงานแทน

Meta Description: กระทรวงศึกษาธิการกำชับสถานศึกษา ห้ามจัดการเรียนหรือกิจกรรมที่มุ่งสอบแข่งขันในเด็กปฐมวัย พร้อมให้ใช้การประเมินพัฒนาการและแฟ้มสะสมงานติดตามความก้าวหน้าของเด็กแทน

กระทรวงศึกษาธิการย้ำสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ห้ามจัดการเรียนการสอนหรือกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันระหว่างเด็กเล็ก รวมถึงการแข่งขันเพื่อรับเกียรติบัตรหรือถ้วยรางวัล ชี้ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 และอาจสร้างความกดดันที่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว

พร้อมเสนอให้สถานศึกษาเปลี่ยนมาใช้ “การประเมินพัฒนาการ” และ “แฟ้มสะสมงาน” เพื่อติดตามความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคน แทนการวัดผลด้วยคะแนน การจัดอันดับ หรือการสอบแข่งขัน

ศธ. กำชับทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชนในกำกับ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 7/2569 ว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ได้แก่

  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช.

ให้กำกับสถานศึกษาในความรับผิดชอบปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด โดยไม่จัดการเรียนการสอนหรือกิจกรรมสำหรับเด็กอนุบาลในลักษณะที่มุ่งเน้นการแข่งขันด้วยการสอบ

ข้อสั่งการดังกล่าวครอบคลุมสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานทั้งสองแห่ง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้คะแนน ผลแพ้ชนะ การจัดอันดับ เกียรติบัตร หรือถ้วยรางวัลเป็นแรงผลักให้เด็กเล็กเข้าสู่การแข่งขัน

กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร?

พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ให้นิยาม “เด็กปฐมวัย” ว่าเป็นเด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่า 6 ปีบริบูรณ์ และรวมถึงเด็กที่ต้องได้รับการพัฒนาก่อนเข้าเรียนระดับประถมศึกษา

หัวใจสำคัญอยู่ที่มาตรา 8 ซึ่งกำหนดให้การจัดการเรียนรู้ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นไปเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็ก แต่ต้องไม่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันระหว่างเด็กปฐมวัย

กล่าวอีกอย่างคือ การศึกษาระดับปฐมวัยยังสามารถจัดกิจกรรมและประเมินเด็กได้ แต่เป้าหมายควรเป็นการส่งเสริมและติดตามพัฒนาการตามวัย ไม่ใช่การฝึกเด็กเพื่อเข้าสอบ เปรียบเทียบคะแนน หรือจัดอันดับว่าใครเก่งกว่าใคร

กระทรวงศึกษาธิการระบุถึงเด็กในระดับอนุบาล 1–3 เป็นกลุ่มที่สถานศึกษาต้องให้ความสำคัญกับแนวทางดังกล่าว ทั้งนี้ การพิจารณาขอบเขตตามกฎหมายควรดูอายุและสถานะของเด็กประกอบ ไม่ควรใช้ชื่อระดับชั้นเพียงอย่างเดียว

ไม่ได้หมายความว่า “ห้ามประเมินเด็กทุกชนิด”

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่โรงเรียนและผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามครูสังเกตหรือประเมินความก้าวหน้าของเด็ก แต่ห้ามจัดการเรียนรู้โดยมุ่งเน้นการสอบแข่งขันระหว่างเด็กปฐมวัย

การประเมินที่เหมาะสมยังสามารถทำได้ เช่น

  • สังเกตพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
  • ติดตามทักษะการสื่อสาร การช่วยเหลือตนเอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
  • เก็บผลงาน ภาพกิจกรรม หรือบันทึกพัฒนาการไว้ในแฟ้มสะสมงาน
  • พูดคุยกับเด็กและผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง
  • สรุปความก้าวหน้าเป็นรายบุคคลโดยไม่จัดอันดับเปรียบเทียบกับเพื่อน

เป้าหมายจึงไม่ใช่การตัดสินว่าเด็กคนใด “เก่งที่สุด” แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนกำลังพัฒนาไปถึงจุดใด มีด้านใดที่ทำได้ดี และควรได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติมอย่างไร

เหตุใดการเร่งแข่งขันจึงไม่เหมาะกับเด็กเล็ก?

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้เหตุผลว่า การนำเด็กปฐมวัยเข้าสู่การแข่งขันเร็วเกินไปไม่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมองตามวัย และอาจก่อให้เกิดแรงกดดันต่อเด็ก

เมื่อกิจกรรมการเรียนรู้ถูกเปลี่ยนให้เป็นการแข่งขัน เด็กอาจต้องเผชิญกับความคาดหวังเรื่องคะแนน ผลแพ้ชนะ หรือรางวัล ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีจังหวะการเรียนรู้และพัฒนาการแตกต่างกัน

การแข่งขันที่มากเกินความเหมาะสมอาจทำให้เด็กเกิดความเครียด กลัวความผิดพลาด หรือรู้สึกว่าคุณค่าของตนเองขึ้นอยู่กับคะแนนและรางวัล ขณะที่เป้าหมายสำคัญของการศึกษาปฐมวัยควรเป็นการสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ ความมั่นคงทางอารมณ์ ความอยากรู้อยากเห็น และทัศนคติที่ดีต่อการเรียน

กิจกรรมแบบไหนที่โรงเรียนควรทบทวน?

จากข้อสั่งการของกระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษาควรทบทวนกิจกรรมที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  1. การจัดข้อสอบเพื่อจัดอันดับเด็กอนุบาล
  2. การแข่งขันทางวิชาการที่เน้นคะแนนแพ้ชนะ
  3. การฝึกเด็กเพื่อเข้าสอบแข่งขันระหว่างโรงเรียน
  4. การจัดกิจกรรมชิงเกียรติบัตรหรือถ้วยรางวัลโดยใช้ผลสอบเป็นหลัก
  5. การนำคะแนนมาเปรียบเทียบหรือประกาศอันดับระหว่างเด็ก
  6. การจัดการเรียนที่เร่งเนื้อหาวิชาการเพียงเพื่อเตรียมเด็กเข้าสู่การแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่ากิจกรรมทุกชนิดที่มีรางวัลหรือการประเมินเป็นสิ่งต้องห้ามโดยอัตโนมัติ ประเด็นสำคัญอยู่ที่วัตถุประสงค์และรูปแบบของกิจกรรมนั้นว่า มุ่งพัฒนาเด็กตามวัย หรือมุ่งสร้างการแข่งขันผ่านการสอบและการเปรียบเทียบผลระหว่างเด็ก

หากโรงเรียนไม่แน่ใจ ควรตรวจสอบแนวปฏิบัติกับต้นสังกัดหรือหน่วยงานกำกับดูแลก่อนดำเนินกิจกรรม

โรงเรียนควรปรับอย่างไร?

กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้โรงเรียนเปลี่ยนจากระบบที่มุ่งคะแนนและการแข่งขัน มาเป็นการประเมินพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง โดยครูสามารถเก็บข้อมูลจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันและใช้แฟ้มสะสมงานเป็นหลักฐานแสดงความก้าวหน้า

ตัวอย่างการปรับกิจกรรม ได้แก่

  • เปลี่ยนจากการแข่งขันตอบคำถามเป็นกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกัน
  • เปลี่ยนจากการจัดอันดับผลงานเป็นการจัดแสดงผลงานของเด็กทุกคน
  • เปลี่ยนจากข้อสอบวัดคะแนนเป็นการสังเกตระหว่างทำกิจกรรม
  • เปลี่ยนจากการให้รางวัลเฉพาะผู้ชนะเป็นการสะท้อนจุดแข็งของเด็กแต่ละคน
  • รายงานพัฒนาการให้ผู้ปกครองทราบเป็นรายบุคคล

แนวทางนี้ช่วยให้ครูมองเห็นพัฒนาการของเด็กได้รอบด้านกว่าแบบทดสอบเพียงครั้งเดียว และเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความสามารถผ่านวิธีที่หลากหลาย

ผู้ปกครองควรรู้อะไร?

ผู้ปกครองสามารถสอบถามโรงเรียนได้ว่า การประเมินเด็กอนุบาลมีวัตถุประสงค์อย่างไร ใช้วิธีใด และนำผลไปใช้เพื่อพัฒนาเด็กหรือเพื่อจัดอันดับแข่งขัน

หากโรงเรียนจัดกิจกรรมที่มีข้อสอบ คะแนน ลำดับ หรือรางวัล ผู้ปกครองควรถามเพิ่มเติมว่า

  • กิจกรรมนี้เหมาะสมกับวัยของเด็กหรือไม่
  • เด็กจำเป็นต้องเข้าร่วมหรือสามารถเลือกไม่เข้าร่วมได้
  • ผลการประเมินถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาเด็กอย่างไร
  • มีการจัดอันดับหรือเปรียบเทียบเด็กต่อสาธารณะหรือไม่
  • โรงเรียนมีแนวทางป้องกันความเครียดและแรงกดดันอย่างไร

สิ่งสำคัญคือไม่ควรนำผลคะแนนหรือรางวัลมาใช้ตัดสินคุณค่าของเด็ก เพราะพัฒนาการในช่วงปฐมวัยมีความแตกต่างกันเป็นรายบุคคล และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประสบการณ์ การเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อม

สรุป

ข้อกำชับของกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะประเมินเด็กอนุบาลไม่ได้ แต่เป็นการย้ำว่า การศึกษาปฐมวัยต้องไม่ถูกออกแบบให้มุ่งเน้นการสอบแข่งขันระหว่างเด็ก

จากเดิมที่วัดว่า “ใครได้คะแนนมากที่สุด” โรงเรียนควรเปลี่ยนมาพิจารณาว่า “เด็กแต่ละคนพัฒนาไปอย่างไร” ผ่านการสังเกต การประเมินตามสภาพจริง และแฟ้มสะสมงาน

เพราะเป้าหมายของการศึกษาปฐมวัยไม่ใช่การสร้างผู้ชนะจากสนามสอบ แต่คือการวางรากฐานให้เด็กทุกคนเติบโต เรียนรู้ และพัฒนาได้อย่างเหมาะสมตามวัย


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Eduzones | eduzones.com | ชุมชนการศึกษาเพื่อทุกคน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *