รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ EZ WebmasterOctober 17, 2026 รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ Australia Awards Mekong-Australia Partnership เป็นทุนรัฐบาลออสเตรเลียที่เปิดโอกาสให้คนไทยศึกษาต่อระดับปริญญาโท พร้อมสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพ มุ่งพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม… เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย EZ WebmasterOctober 16, 2026 เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย “ลูกพระเกี้ยว” “ลูกแม่โดม” “ลูกช้าง” และ “ลูกพระจอม” เป็นคำที่พบได้บ่อยในข่าวมหาวิทยาลัย กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ และเรื่องเล่าของศิษย์เก่า แต่แต่ละคำมาจากไหน และใช้เรียกคนของมหาวิทยาลัยใดบ้าง? เบื้องหลังคำเรียกเหล่านี้มีทั้งพระนามและบุคคลที่สถาบันเคารพ สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย อาคารสำคัญ… ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง กระทรวงศึกษาธิการรับทราบกรณีข่าวนักเรียน 62 คนเดินทางไปศึกษาระยะสั้นที่ประเทศจีน หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการหลอกลวง “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมติดตามสถานการณ์และประสานความช่วยเหลือตามความจำเป็น ขอประชาชนติดตามข้อมูลทางการและงดเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน ตามข้อความประชาสัมพันธ์ที่ได้รับ กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ได้รับทราบประเด็นข่าวเกี่ยวกับนักเรียนจำนวน 62… ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 EZ WebmasterOctober 16, 2026 ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครหลักสูตรระยะสั้น Non-Degree “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” หรือ Premium Tourism Experience… นักศึกษา รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ EZ WebmasterOctober 17, 2026 รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ Australia Awards Mekong-Australia Partnership เป็นทุนรัฐบาลออสเตรเลียที่เปิดโอกาสให้คนไทยศึกษาต่อระดับปริญญาโท พร้อมสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพ มุ่งพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม… เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย EZ WebmasterOctober 16, 2026 เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย “ลูกพระเกี้ยว” “ลูกแม่โดม” “ลูกช้าง” และ “ลูกพระจอม” เป็นคำที่พบได้บ่อยในข่าวมหาวิทยาลัย กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ และเรื่องเล่าของศิษย์เก่า แต่แต่ละคำมาจากไหน และใช้เรียกคนของมหาวิทยาลัยใดบ้าง? เบื้องหลังคำเรียกเหล่านี้มีทั้งพระนามและบุคคลที่สถาบันเคารพ สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย อาคารสำคัญ… ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 EZ WebmasterOctober 16, 2026 ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครหลักสูตรระยะสั้น Non-Degree “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” หรือ Premium Tourism Experience… จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการรับนักกีฬา รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน EZ WebmasterOctober 16, 2026 จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการ รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน นักเรียนที่มีผลงานกีฬามีโอกาสใช้ความสามารถเข้าสู่รั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการคัดเลือก TCAS70 รอบ 1 Portfolio ใน 5… ทุนดีดี รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ EZ WebmasterOctober 17, 2026 รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ Australia Awards Mekong-Australia Partnership เป็นทุนรัฐบาลออสเตรเลียที่เปิดโอกาสให้คนไทยศึกษาต่อระดับปริญญาโท พร้อมสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพ มุ่งพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม… ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. EZ WebmasterOctober 16, 2026 ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. คนไทยที่วางแผนเรียนต่อปริญญาโทในสวีเดน เริ่มเลือกและสมัครหลักสูตรสำหรับภาคการศึกษา Autumn 2027 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569… รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย EZ WebmasterOctober 16, 2026 รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย นักเรียนมัธยมปลายที่ตั้งใจเรียน แต่ครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ยังมีโอกาสขอรับความช่วยเหลือผ่าน “ทุนมูลนิธิจรูญเอื้อชูเกียรติ” ซึ่งสนับสนุนการศึกษาระดับ ม.4–ม.6 เป็นเงิน 5,000 บาทต่อคนต่อปี โดยให้ทุนผ่านโรงเรียนที่เข้าร่วมกับมูลนิธิฯ อย่างไรก็ตาม… ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ EZ WebmasterOctober 15, 2026 ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ France Excellence Eiffel Scholarships ประจำปี 2027 หรือ พ.ศ. 2570 เปิดรับการเสนอชื่อแล้ว… ครู-อาจารย์ สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ร่วมกับ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ้ากฐินพระราชทาน… ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ EZ WebmasterOctober 16, 2026 ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ จากการพิมพ์คำถามและตัวเลือกทีละข้อ ครูสามารถใช้ ChatGPT ช่วยร่างข้อสอบ แล้วใช้ Google Apps… จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” EZ WebmasterOctober 15, 2026 จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” เบื้องหลังแนวคิดการศึกษาของ PIM คือเริ่มมาจากประสบการณ์ของชายคนหนึ่งที่เคยเรียนภาคค่ำ ทำงานกลางวัน และค้นพบว่า ความรู้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อได้นำไปใช้กับปัญหาจริง บทสนทนากับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ จึงชวนมองการศึกษาให้ไกลกว่าใบปริญญา ไปถึงความสามารถในการทำงาน การดูแลผู้อื่น… ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN… กิจกรรม มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี tui sakrapeeOctober 16, 2026 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอทอปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์… มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026 EZ Webmaster Related Posts รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง Post navigation PREVIOUS Previous post: ม.แม่โจ้ เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 Direct Admission สมัคร 29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 รองรับทั้ง ม.6 ปวช. กศน. และ GEDNEXT Next post: ม.บูรพา เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 รับตรงอิสระ สมัครได้ 4 อันดับ เปิดรับ 12 คณะทั่วประเทศ Leave a Reply Cancel replyYour email address will not be published. Required fields are marked * Name* Email* Website Comment* Δ
เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย EZ WebmasterOctober 16, 2026 เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย “ลูกพระเกี้ยว” “ลูกแม่โดม” “ลูกช้าง” และ “ลูกพระจอม” เป็นคำที่พบได้บ่อยในข่าวมหาวิทยาลัย กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ และเรื่องเล่าของศิษย์เก่า แต่แต่ละคำมาจากไหน และใช้เรียกคนของมหาวิทยาลัยใดบ้าง? เบื้องหลังคำเรียกเหล่านี้มีทั้งพระนามและบุคคลที่สถาบันเคารพ สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย อาคารสำคัญ… ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง กระทรวงศึกษาธิการรับทราบกรณีข่าวนักเรียน 62 คนเดินทางไปศึกษาระยะสั้นที่ประเทศจีน หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการหลอกลวง “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมติดตามสถานการณ์และประสานความช่วยเหลือตามความจำเป็น ขอประชาชนติดตามข้อมูลทางการและงดเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน ตามข้อความประชาสัมพันธ์ที่ได้รับ กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ได้รับทราบประเด็นข่าวเกี่ยวกับนักเรียนจำนวน 62… ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 EZ WebmasterOctober 16, 2026 ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครหลักสูตรระยะสั้น Non-Degree “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” หรือ Premium Tourism Experience… นักศึกษา รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ EZ WebmasterOctober 17, 2026 รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ Australia Awards Mekong-Australia Partnership เป็นทุนรัฐบาลออสเตรเลียที่เปิดโอกาสให้คนไทยศึกษาต่อระดับปริญญาโท พร้อมสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพ มุ่งพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม… เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย EZ WebmasterOctober 16, 2026 เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย “ลูกพระเกี้ยว” “ลูกแม่โดม” “ลูกช้าง” และ “ลูกพระจอม” เป็นคำที่พบได้บ่อยในข่าวมหาวิทยาลัย กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ และเรื่องเล่าของศิษย์เก่า แต่แต่ละคำมาจากไหน และใช้เรียกคนของมหาวิทยาลัยใดบ้าง? เบื้องหลังคำเรียกเหล่านี้มีทั้งพระนามและบุคคลที่สถาบันเคารพ สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย อาคารสำคัญ… ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 EZ WebmasterOctober 16, 2026 ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครหลักสูตรระยะสั้น Non-Degree “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” หรือ Premium Tourism Experience… จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการรับนักกีฬา รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน EZ WebmasterOctober 16, 2026 จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการ รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน นักเรียนที่มีผลงานกีฬามีโอกาสใช้ความสามารถเข้าสู่รั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการคัดเลือก TCAS70 รอบ 1 Portfolio ใน 5… ทุนดีดี รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ EZ WebmasterOctober 17, 2026 รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ Australia Awards Mekong-Australia Partnership เป็นทุนรัฐบาลออสเตรเลียที่เปิดโอกาสให้คนไทยศึกษาต่อระดับปริญญาโท พร้อมสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพ มุ่งพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม… ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. EZ WebmasterOctober 16, 2026 ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. คนไทยที่วางแผนเรียนต่อปริญญาโทในสวีเดน เริ่มเลือกและสมัครหลักสูตรสำหรับภาคการศึกษา Autumn 2027 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569… รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย EZ WebmasterOctober 16, 2026 รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย นักเรียนมัธยมปลายที่ตั้งใจเรียน แต่ครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ยังมีโอกาสขอรับความช่วยเหลือผ่าน “ทุนมูลนิธิจรูญเอื้อชูเกียรติ” ซึ่งสนับสนุนการศึกษาระดับ ม.4–ม.6 เป็นเงิน 5,000 บาทต่อคนต่อปี โดยให้ทุนผ่านโรงเรียนที่เข้าร่วมกับมูลนิธิฯ อย่างไรก็ตาม… ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ EZ WebmasterOctober 15, 2026 ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ France Excellence Eiffel Scholarships ประจำปี 2027 หรือ พ.ศ. 2570 เปิดรับการเสนอชื่อแล้ว… ครู-อาจารย์ สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ร่วมกับ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ้ากฐินพระราชทาน… ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ EZ WebmasterOctober 16, 2026 ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ จากการพิมพ์คำถามและตัวเลือกทีละข้อ ครูสามารถใช้ ChatGPT ช่วยร่างข้อสอบ แล้วใช้ Google Apps… จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” EZ WebmasterOctober 15, 2026 จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” เบื้องหลังแนวคิดการศึกษาของ PIM คือเริ่มมาจากประสบการณ์ของชายคนหนึ่งที่เคยเรียนภาคค่ำ ทำงานกลางวัน และค้นพบว่า ความรู้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อได้นำไปใช้กับปัญหาจริง บทสนทนากับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ จึงชวนมองการศึกษาให้ไกลกว่าใบปริญญา ไปถึงความสามารถในการทำงาน การดูแลผู้อื่น… ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN… กิจกรรม มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี tui sakrapeeOctober 16, 2026 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอทอปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์… มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026 EZ Webmaster Related Posts รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง Post navigation PREVIOUS Previous post: ม.แม่โจ้ เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 Direct Admission สมัคร 29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 รองรับทั้ง ม.6 ปวช. กศน. และ GEDNEXT Next post: ม.บูรพา เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 รับตรงอิสระ สมัครได้ 4 อันดับ เปิดรับ 12 คณะทั่วประเทศ Leave a Reply Cancel replyYour email address will not be published. Required fields are marked * Name* Email* Website Comment* Δ
ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง กระทรวงศึกษาธิการรับทราบกรณีข่าวนักเรียน 62 คนเดินทางไปศึกษาระยะสั้นที่ประเทศจีน หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการหลอกลวง “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมติดตามสถานการณ์และประสานความช่วยเหลือตามความจำเป็น ขอประชาชนติดตามข้อมูลทางการและงดเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน ตามข้อความประชาสัมพันธ์ที่ได้รับ กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ได้รับทราบประเด็นข่าวเกี่ยวกับนักเรียนจำนวน 62… ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 EZ WebmasterOctober 16, 2026 ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครหลักสูตรระยะสั้น Non-Degree “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” หรือ Premium Tourism Experience…
ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 EZ WebmasterOctober 16, 2026 ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครหลักสูตรระยะสั้น Non-Degree “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” หรือ Premium Tourism Experience…
รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ EZ WebmasterOctober 17, 2026 รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ Australia Awards Mekong-Australia Partnership เป็นทุนรัฐบาลออสเตรเลียที่เปิดโอกาสให้คนไทยศึกษาต่อระดับปริญญาโท พร้อมสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพ มุ่งพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม… เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย EZ WebmasterOctober 16, 2026 เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย “ลูกพระเกี้ยว” “ลูกแม่โดม” “ลูกช้าง” และ “ลูกพระจอม” เป็นคำที่พบได้บ่อยในข่าวมหาวิทยาลัย กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ และเรื่องเล่าของศิษย์เก่า แต่แต่ละคำมาจากไหน และใช้เรียกคนของมหาวิทยาลัยใดบ้าง? เบื้องหลังคำเรียกเหล่านี้มีทั้งพระนามและบุคคลที่สถาบันเคารพ สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย อาคารสำคัญ… ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 EZ WebmasterOctober 16, 2026 ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครหลักสูตรระยะสั้น Non-Degree “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” หรือ Premium Tourism Experience… จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการรับนักกีฬา รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน EZ WebmasterOctober 16, 2026 จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการ รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน นักเรียนที่มีผลงานกีฬามีโอกาสใช้ความสามารถเข้าสู่รั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการคัดเลือก TCAS70 รอบ 1 Portfolio ใน 5… ทุนดีดี รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ EZ WebmasterOctober 17, 2026 รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ Australia Awards Mekong-Australia Partnership เป็นทุนรัฐบาลออสเตรเลียที่เปิดโอกาสให้คนไทยศึกษาต่อระดับปริญญาโท พร้อมสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพ มุ่งพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม… ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. EZ WebmasterOctober 16, 2026 ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. คนไทยที่วางแผนเรียนต่อปริญญาโทในสวีเดน เริ่มเลือกและสมัครหลักสูตรสำหรับภาคการศึกษา Autumn 2027 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569… รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย EZ WebmasterOctober 16, 2026 รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย นักเรียนมัธยมปลายที่ตั้งใจเรียน แต่ครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ยังมีโอกาสขอรับความช่วยเหลือผ่าน “ทุนมูลนิธิจรูญเอื้อชูเกียรติ” ซึ่งสนับสนุนการศึกษาระดับ ม.4–ม.6 เป็นเงิน 5,000 บาทต่อคนต่อปี โดยให้ทุนผ่านโรงเรียนที่เข้าร่วมกับมูลนิธิฯ อย่างไรก็ตาม… ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ EZ WebmasterOctober 15, 2026 ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ France Excellence Eiffel Scholarships ประจำปี 2027 หรือ พ.ศ. 2570 เปิดรับการเสนอชื่อแล้ว… ครู-อาจารย์ สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ร่วมกับ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ้ากฐินพระราชทาน… ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ EZ WebmasterOctober 16, 2026 ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ จากการพิมพ์คำถามและตัวเลือกทีละข้อ ครูสามารถใช้ ChatGPT ช่วยร่างข้อสอบ แล้วใช้ Google Apps… จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” EZ WebmasterOctober 15, 2026 จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” เบื้องหลังแนวคิดการศึกษาของ PIM คือเริ่มมาจากประสบการณ์ของชายคนหนึ่งที่เคยเรียนภาคค่ำ ทำงานกลางวัน และค้นพบว่า ความรู้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อได้นำไปใช้กับปัญหาจริง บทสนทนากับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ จึงชวนมองการศึกษาให้ไกลกว่าใบปริญญา ไปถึงความสามารถในการทำงาน การดูแลผู้อื่น… ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN… กิจกรรม มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี tui sakrapeeOctober 16, 2026 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอทอปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์… มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026 EZ Webmaster Related Posts รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง Post navigation PREVIOUS Previous post: ม.แม่โจ้ เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 Direct Admission สมัคร 29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 รองรับทั้ง ม.6 ปวช. กศน. และ GEDNEXT Next post: ม.บูรพา เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 รับตรงอิสระ สมัครได้ 4 อันดับ เปิดรับ 12 คณะทั่วประเทศ Leave a Reply Cancel replyYour email address will not be published. Required fields are marked * Name* Email* Website Comment* Δ
เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย EZ WebmasterOctober 16, 2026 เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย “ลูกพระเกี้ยว” “ลูกแม่โดม” “ลูกช้าง” และ “ลูกพระจอม” เป็นคำที่พบได้บ่อยในข่าวมหาวิทยาลัย กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ และเรื่องเล่าของศิษย์เก่า แต่แต่ละคำมาจากไหน และใช้เรียกคนของมหาวิทยาลัยใดบ้าง? เบื้องหลังคำเรียกเหล่านี้มีทั้งพระนามและบุคคลที่สถาบันเคารพ สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย อาคารสำคัญ… ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 EZ WebmasterOctober 16, 2026 ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครหลักสูตรระยะสั้น Non-Degree “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” หรือ Premium Tourism Experience… จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการรับนักกีฬา รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน EZ WebmasterOctober 16, 2026 จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการ รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน นักเรียนที่มีผลงานกีฬามีโอกาสใช้ความสามารถเข้าสู่รั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการคัดเลือก TCAS70 รอบ 1 Portfolio ใน 5… ทุนดีดี รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ EZ WebmasterOctober 17, 2026 รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ Australia Awards Mekong-Australia Partnership เป็นทุนรัฐบาลออสเตรเลียที่เปิดโอกาสให้คนไทยศึกษาต่อระดับปริญญาโท พร้อมสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพ มุ่งพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม… ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. EZ WebmasterOctober 16, 2026 ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. คนไทยที่วางแผนเรียนต่อปริญญาโทในสวีเดน เริ่มเลือกและสมัครหลักสูตรสำหรับภาคการศึกษา Autumn 2027 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569… รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย EZ WebmasterOctober 16, 2026 รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย นักเรียนมัธยมปลายที่ตั้งใจเรียน แต่ครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ยังมีโอกาสขอรับความช่วยเหลือผ่าน “ทุนมูลนิธิจรูญเอื้อชูเกียรติ” ซึ่งสนับสนุนการศึกษาระดับ ม.4–ม.6 เป็นเงิน 5,000 บาทต่อคนต่อปี โดยให้ทุนผ่านโรงเรียนที่เข้าร่วมกับมูลนิธิฯ อย่างไรก็ตาม… ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ EZ WebmasterOctober 15, 2026 ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ France Excellence Eiffel Scholarships ประจำปี 2027 หรือ พ.ศ. 2570 เปิดรับการเสนอชื่อแล้ว… ครู-อาจารย์ สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ร่วมกับ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ้ากฐินพระราชทาน… ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ EZ WebmasterOctober 16, 2026 ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ จากการพิมพ์คำถามและตัวเลือกทีละข้อ ครูสามารถใช้ ChatGPT ช่วยร่างข้อสอบ แล้วใช้ Google Apps… จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” EZ WebmasterOctober 15, 2026 จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” เบื้องหลังแนวคิดการศึกษาของ PIM คือเริ่มมาจากประสบการณ์ของชายคนหนึ่งที่เคยเรียนภาคค่ำ ทำงานกลางวัน และค้นพบว่า ความรู้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อได้นำไปใช้กับปัญหาจริง บทสนทนากับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ จึงชวนมองการศึกษาให้ไกลกว่าใบปริญญา ไปถึงความสามารถในการทำงาน การดูแลผู้อื่น… ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN… กิจกรรม มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี tui sakrapeeOctober 16, 2026 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอทอปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์… มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026 EZ Webmaster Related Posts รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง Post navigation PREVIOUS Previous post: ม.แม่โจ้ เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 Direct Admission สมัคร 29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 รองรับทั้ง ม.6 ปวช. กศน. และ GEDNEXT Next post: ม.บูรพา เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 รับตรงอิสระ สมัครได้ 4 อันดับ เปิดรับ 12 คณะทั่วประเทศ Leave a Reply Cancel replyYour email address will not be published. Required fields are marked * Name* Email* Website Comment* Δ
ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 EZ WebmasterOctober 16, 2026 ม.กรุงเทพ เปิดคอร์สฟรี “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เรียนรู้ AI–ออกแบบบริการ–ฝึกปฏิบัติจริง สมัครถึง 23 ต.ค. 2569 คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครหลักสูตรระยะสั้น Non-Degree “นักออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง” หรือ Premium Tourism Experience… จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการรับนักกีฬา รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน EZ WebmasterOctober 16, 2026 จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการ รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน นักเรียนที่มีผลงานกีฬามีโอกาสใช้ความสามารถเข้าสู่รั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการคัดเลือก TCAS70 รอบ 1 Portfolio ใน 5…
จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการรับนักกีฬา รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน EZ WebmasterOctober 16, 2026 จุฬาฯ เตรียมรับนักกีฬา TCAS70 ผ่าน 5 โครงการ รวม 55 ที่นั่ง เช็กเส้นทางเข้าคณะและวันสมัครที่ต่างกัน นักเรียนที่มีผลงานกีฬามีโอกาสใช้ความสามารถเข้าสู่รั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการคัดเลือก TCAS70 รอบ 1 Portfolio ใน 5…
รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ EZ WebmasterOctober 17, 2026 รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ Australia Awards Mekong-Australia Partnership เป็นทุนรัฐบาลออสเตรเลียที่เปิดโอกาสให้คนไทยศึกษาต่อระดับปริญญาโท พร้อมสนับสนุนค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพ มุ่งพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำความรู้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม… ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. EZ WebmasterOctober 16, 2026 ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. คนไทยที่วางแผนเรียนต่อปริญญาโทในสวีเดน เริ่มเลือกและสมัครหลักสูตรสำหรับภาคการศึกษา Autumn 2027 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569… รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย EZ WebmasterOctober 16, 2026 รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย นักเรียนมัธยมปลายที่ตั้งใจเรียน แต่ครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ยังมีโอกาสขอรับความช่วยเหลือผ่าน “ทุนมูลนิธิจรูญเอื้อชูเกียรติ” ซึ่งสนับสนุนการศึกษาระดับ ม.4–ม.6 เป็นเงิน 5,000 บาทต่อคนต่อปี โดยให้ทุนผ่านโรงเรียนที่เข้าร่วมกับมูลนิธิฯ อย่างไรก็ตาม… ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ EZ WebmasterOctober 15, 2026 ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ France Excellence Eiffel Scholarships ประจำปี 2027 หรือ พ.ศ. 2570 เปิดรับการเสนอชื่อแล้ว… ครู-อาจารย์ สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ร่วมกับ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ้ากฐินพระราชทาน… ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ EZ WebmasterOctober 16, 2026 ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ จากการพิมพ์คำถามและตัวเลือกทีละข้อ ครูสามารถใช้ ChatGPT ช่วยร่างข้อสอบ แล้วใช้ Google Apps… จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” EZ WebmasterOctober 15, 2026 จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” เบื้องหลังแนวคิดการศึกษาของ PIM คือเริ่มมาจากประสบการณ์ของชายคนหนึ่งที่เคยเรียนภาคค่ำ ทำงานกลางวัน และค้นพบว่า ความรู้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อได้นำไปใช้กับปัญหาจริง บทสนทนากับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ จึงชวนมองการศึกษาให้ไกลกว่าใบปริญญา ไปถึงความสามารถในการทำงาน การดูแลผู้อื่น… ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN… กิจกรรม มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี tui sakrapeeOctober 16, 2026 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอทอปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์… มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026 EZ Webmaster Related Posts รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง Post navigation PREVIOUS Previous post: ม.แม่โจ้ เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 Direct Admission สมัคร 29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 รองรับทั้ง ม.6 ปวช. กศน. และ GEDNEXT Next post: ม.บูรพา เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 รับตรงอิสระ สมัครได้ 4 อันดับ เปิดรับ 12 คณะทั่วประเทศ Leave a Reply Cancel replyYour email address will not be published. Required fields are marked * Name* Email* Website Comment* Δ
ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. EZ WebmasterOctober 16, 2026 ทุนรัฐบาลสวีเดน SI Scholarship 2027/2028 เตรียมเปิดรายละเอียด 19 ต.ค.นี้ เริ่มสมัครเรียนปริญญาโทได้ตั้งแต่ 16 ต.ค. คนไทยที่วางแผนเรียนต่อปริญญาโทในสวีเดน เริ่มเลือกและสมัครหลักสูตรสำหรับภาคการศึกษา Autumn 2027 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569… รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย EZ WebmasterOctober 16, 2026 รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย นักเรียนมัธยมปลายที่ตั้งใจเรียน แต่ครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ยังมีโอกาสขอรับความช่วยเหลือผ่าน “ทุนมูลนิธิจรูญเอื้อชูเกียรติ” ซึ่งสนับสนุนการศึกษาระดับ ม.4–ม.6 เป็นเงิน 5,000 บาทต่อคนต่อปี โดยให้ทุนผ่านโรงเรียนที่เข้าร่วมกับมูลนิธิฯ อย่างไรก็ตาม… ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ EZ WebmasterOctober 15, 2026 ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ France Excellence Eiffel Scholarships ประจำปี 2027 หรือ พ.ศ. 2570 เปิดรับการเสนอชื่อแล้ว… ครู-อาจารย์ สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ร่วมกับ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ้ากฐินพระราชทาน… ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ EZ WebmasterOctober 16, 2026 ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ จากการพิมพ์คำถามและตัวเลือกทีละข้อ ครูสามารถใช้ ChatGPT ช่วยร่างข้อสอบ แล้วใช้ Google Apps… จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” EZ WebmasterOctober 15, 2026 จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” เบื้องหลังแนวคิดการศึกษาของ PIM คือเริ่มมาจากประสบการณ์ของชายคนหนึ่งที่เคยเรียนภาคค่ำ ทำงานกลางวัน และค้นพบว่า ความรู้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อได้นำไปใช้กับปัญหาจริง บทสนทนากับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ จึงชวนมองการศึกษาให้ไกลกว่าใบปริญญา ไปถึงความสามารถในการทำงาน การดูแลผู้อื่น… ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN… กิจกรรม มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี tui sakrapeeOctober 16, 2026 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอทอปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์… มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026 EZ Webmaster Related Posts รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง Post navigation PREVIOUS Previous post: ม.แม่โจ้ เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 Direct Admission สมัคร 29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 รองรับทั้ง ม.6 ปวช. กศน. และ GEDNEXT Next post: ม.บูรพา เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 รับตรงอิสระ สมัครได้ 4 อันดับ เปิดรับ 12 คณะทั่วประเทศ Leave a Reply Cancel replyYour email address will not be published. Required fields are marked * Name* Email* Website Comment* Δ
รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย EZ WebmasterOctober 16, 2026 รู้จักทุนจรูญเอื้อชูเกียรติ ม.4–ม.6 รับปีละ 5,000 บาท ไม่ต้องใช้คืน ต้องสมัครผ่านโรงเรียนเครือข่าย นักเรียนมัธยมปลายที่ตั้งใจเรียน แต่ครอบครัวมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ยังมีโอกาสขอรับความช่วยเหลือผ่าน “ทุนมูลนิธิจรูญเอื้อชูเกียรติ” ซึ่งสนับสนุนการศึกษาระดับ ม.4–ม.6 เป็นเงิน 5,000 บาทต่อคนต่อปี โดยให้ทุนผ่านโรงเรียนที่เข้าร่วมกับมูลนิธิฯ อย่างไรก็ตาม… ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ EZ WebmasterOctober 15, 2026 ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ France Excellence Eiffel Scholarships ประจำปี 2027 หรือ พ.ศ. 2570 เปิดรับการเสนอชื่อแล้ว…
ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ EZ WebmasterOctober 15, 2026 ทุนไอเฟล 2027 เปิดแล้ว! เรียนต่อโท–เอกฝรั่งเศส 7 กลุ่มสาขา มีเงินรายเดือน ต้องให้มหา’ลัยเสนอชื่อ France Excellence Eiffel Scholarships ประจำปี 2027 หรือ พ.ศ. 2570 เปิดรับการเสนอชื่อแล้ว…
สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง EZ WebmasterOctober 16, 2026 สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ร่วมกับ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญถวายผ้ากฐินพระราชทาน… ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ EZ WebmasterOctober 16, 2026 ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ จากการพิมพ์คำถามและตัวเลือกทีละข้อ ครูสามารถใช้ ChatGPT ช่วยร่างข้อสอบ แล้วใช้ Google Apps… จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” EZ WebmasterOctober 15, 2026 จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” เบื้องหลังแนวคิดการศึกษาของ PIM คือเริ่มมาจากประสบการณ์ของชายคนหนึ่งที่เคยเรียนภาคค่ำ ทำงานกลางวัน และค้นพบว่า ความรู้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อได้นำไปใช้กับปัญหาจริง บทสนทนากับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ จึงชวนมองการศึกษาให้ไกลกว่าใบปริญญา ไปถึงความสามารถในการทำงาน การดูแลผู้อื่น… ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN… กิจกรรม มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี tui sakrapeeOctober 16, 2026 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอทอปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์… มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026 EZ Webmaster Related Posts รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง Post navigation PREVIOUS Previous post: ม.แม่โจ้ เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 Direct Admission สมัคร 29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 รองรับทั้ง ม.6 ปวช. กศน. และ GEDNEXT Next post: ม.บูรพา เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 รับตรงอิสระ สมัครได้ 4 อันดับ เปิดรับ 12 คณะทั่วประเทศ Leave a Reply Cancel replyYour email address will not be published. Required fields are marked * Name* Email* Website Comment* Δ
ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ EZ WebmasterOctober 16, 2026 ลดภาระครูด้วย AI: สร้างแบบทดสอบ Google Forms ด้วย ChatGPT และ Apps Script พร้อมเฉลย–ตรวจคะแนนอัตโนมัติ จากการพิมพ์คำถามและตัวเลือกทีละข้อ ครูสามารถใช้ ChatGPT ช่วยร่างข้อสอบ แล้วใช้ Google Apps… จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” EZ WebmasterOctober 15, 2026 จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” เบื้องหลังแนวคิดการศึกษาของ PIM คือเริ่มมาจากประสบการณ์ของชายคนหนึ่งที่เคยเรียนภาคค่ำ ทำงานกลางวัน และค้นพบว่า ความรู้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อได้นำไปใช้กับปัญหาจริง บทสนทนากับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ จึงชวนมองการศึกษาให้ไกลกว่าใบปริญญา ไปถึงความสามารถในการทำงาน การดูแลผู้อื่น… ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN… กิจกรรม มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี tui sakrapeeOctober 16, 2026 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอทอปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์… มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026 EZ Webmaster Related Posts รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง Post navigation PREVIOUS Previous post: ม.แม่โจ้ เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 Direct Admission สมัคร 29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 รองรับทั้ง ม.6 ปวช. กศน. และ GEDNEXT Next post: ม.บูรพา เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 รับตรงอิสระ สมัครได้ 4 อันดับ เปิดรับ 12 คณะทั่วประเทศ Leave a Reply Cancel replyYour email address will not be published. Required fields are marked * Name* Email* Website Comment* Δ
จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” EZ WebmasterOctober 15, 2026 จิบชากับ “ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์” จากชีวิตเรียนไปทำงานไป สู่ความเชื่อว่า “ความรู้จากของจริง ชัดกว่าตำรา” เบื้องหลังแนวคิดการศึกษาของ PIM คือเริ่มมาจากประสบการณ์ของชายคนหนึ่งที่เคยเรียนภาคค่ำ ทำงานกลางวัน และค้นพบว่า ความรู้จะมีพลังมากขึ้นเมื่อได้นำไปใช้กับปัญหาจริง บทสนทนากับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ จึงชวนมองการศึกษาให้ไกลกว่าใบปริญญา ไปถึงความสามารถในการทำงาน การดูแลผู้อื่น… ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN…
ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ EZ WebmasterOctober 14, 2026 ชี้เป้า 2 หลักสูตรออนไลน์สำหรับครูภาษาอังกฤษ ตุลาคม 2569 เรียนกับ OPEN–อบรม Cambridge พร้อมรับใบรับรองตามเกณฑ์ ครูภาษาอังกฤษและผู้สนใจพัฒนาการสอน เตรียมอัปสกิลผ่านสองโครงการนานาชาติ ได้แก่ English Language Teaching Methods ของ OPEN…
มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี tui sakrapeeOctober 16, 2026 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังจังหวัดปทุมธานี โชว์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเปิดพื้นที่พิพิธภัณฑ์บัวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ พร้อมคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโอทอปหวังแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เวทีสากล ณ พิพิธภัณฑ์บัว มทร.ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ดร.สุทิศา จันทรบุตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์… มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026 EZ Webmaster Related Posts รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่ มทร.ธัญบุรี เปิดบ้านโชว์ “พิพิธภัณฑ์บัว” รับคณะรัฐมนตรีคลังบังกลาเทศ เยือนถิ่นโอทอปปทุมธานี สมศ. เชิญร่วมทำบุญกฐินพระราชทาน ณ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย ศธ. เร่งสอบข้อเท็จจริงกรณีนักเรียน 62 คนร่วมโครงการเรียนจีน พร้อมประสานดูแลนักเรียน–ผู้ปกครอง Post navigation PREVIOUS Previous post: ม.แม่โจ้ เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 Direct Admission สมัคร 29 พ.ค. – 4 มิ.ย. 69 รองรับทั้ง ม.6 ปวช. กศน. และ GEDNEXT Next post: ม.บูรพา เปิดรับ TCAS69 รอบ 4 รับตรงอิสระ สมัครได้ 4 อันดับ เปิดรับ 12 คณะทั่วประเทศ Leave a Reply Cancel replyYour email address will not be published. Required fields are marked * Name* Email* Website Comment* Δ
มทร.ธัญบุรี ผนึกมหาวิทยาลัยจีน เปิดหลักสูตรวัสดุศาสตร์ ดันนักศึกษาไทย–จีนสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก tui sakrapeeOctober 13, 2026 มทร.ธัญบุรี จับมือ Longyan University เปิดหลักสูตรความร่วมมือด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมอย่างเป็นทางการที่ประเทศจีน มุ่งยกระดับการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และปั้นบัณฑิตรับความต้องการอุตสาหกรรมอนาคต เผยสื่อโทรทัศน์จีนให้ความสนใจนำเสนอข่าวความร่วมมือครั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลัง Longyan… 📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร… Search for: Search
📢 เปิดรับสมัครแล้ว! สถานีข่าวสารภัยพิบัติ ชวนเยาวชนทั่วประเทศ อายุ 13–30 ปี ร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน tui sakrapeeOctober 10, 2026 เปิดรับสมัครแล้ว! “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างเครือข่ายข่าวเพื่อชุมชน เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น “ข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา” คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนในชุมชนเตรียมตัวและรับมือได้อย่างปลอดภัย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เปิดโครงการ “สถานีข่าวสารภัยพิบัติ” ชวนเยาวชนอายุ 13–30 ปี เรียนรู้การรายงานข่าวภัยพิบัติ การตรวจสอบข้อมูล การสื่อสารแจ้งเตือนภัย และฝึกผลิตผลงานข่าวที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่… ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร…
ม.กรุงเทพ x ไทยเบฟ รวมพลังชุมชนคลองสาม เปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ สร้างต้นแบบความยั่งยืน tui sakrapeeOctober 1, 2026 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้าโครงการบริการวิชาการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนา นำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สำรับอาหาร…
EZ Webmaster May 29, 2026 EZ Webmaster May 29, 2026 มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95% 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้ 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ? ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้ หญิง 1,055 คน (59.37%) ชาย 606 คน (34.10%) LGBTQIA+ 72 คน (4.05%) ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%) เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45% “สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59% และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้ เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%) ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%) เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%) ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%) ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%) จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%) ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%) เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%) ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%) จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%) อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%) อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%) ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%) อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%) จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้ ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%) ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%) แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%) ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%) ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%) โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%) ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%) ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%) ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%) เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%) ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65% เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026
รู้จักทุนรัฐบาลออสเตรเลีย Australia Awards สำหรับคนไทย เรียนต่อ ป.โท พร้อมค่าเรียน–ค่าครองชีพ เตรียมตัวอย่างไรก่อนรอบใหม่
เด็กมหา’ลัยไหน เรียกว่า “ลูกอะไร”? เปิดที่มาลูกพระเกี้ยว–ลูกแม่โดม–ลูกพระบิดา พร้อมคำเรียกอีกหลายรั้วมหาวิทยาลัย