จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 43 “จุฬาฯ ผนึก National Geographic สำรวจประเทศไทย สร้างการเปลี่ยนแปลงสู่ระดับโลก”

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 43 “จุฬาฯ ผนึก National Geographic สำรวจประเทศไทย สร้างการเปลี่ยนแปลงสู่ระดับโลก”

 

 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาฯ จัดงานเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 43 “จุฬาฯ ผนึก National Geographic สำรวจประเทศไทย สร้างการเปลี่ยนแปลงสู่ระดับโลก” (Chula x National Geographic: Exploring Thailand, Impacting the World) เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2569เวลา 11.00 – 12.00 น. ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ เปิดมุมมองความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับ National Geographic ในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และงานวิจัยไทยสู่ระดับโลกพร้อมูเปิดตัวโครงการวิจัยระดับสากลในการนำจุลินทรีย์จากปะการังไทยสู่อวกาศ เพื่อประโยชน์ต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการัง

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเปิดงาน และร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Chula x National Geographic: Exploring Thailand, Impacting the World” ร่วมกับ Dr. Jill Tiefenthaler ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (National Geographic Society) เกี่ยวกับโอกาสในการเชื่อมโยงศักยภาพทางวิชาการและงานวิจัยของไทยกับการสำรวจและเผยแพร่องค์ความรู้ในระดับนานาชาติ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ แสดงวิสัยทัศน์ถึงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ เพื่อผลักดันงานวิจัยและองค์ความรู้ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประเทศไทยให้เข้าถึงเวทีระดับสากล ผ่านการทำงาน ร่วมกับองค์กรสำรวจและพัฒนานวัตกรรมระดับโลกอย่าง National Geographic Society

ด้าน Dr. Jill Tiefenthaler ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้สะท้อนถึงบทบาทความร่วมมือและการสนับสนุนงานวิจัยว่า “คำตอบในการธำรงรักษาชีวิตบนโลกอาจมาจากการวิเคราะห์ที่ดำเนินการ ณ ความสูง 250 ไมล์เหนือพื้นโลก สมาคมฯ มุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจและเปิดเผยความรู้เกี่ยวกับโลกของเรา รวมถึงสิ่งที่อยู่ไกลออกไป เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนนักสำรวจในการทดสอบแนวคิดใหม่ ๆ และจุดประกายความใคร่รู้เกี่ยวกับโลกและตำแหน่งแห่งที่ของเราในจักรวาล”

จากนั้น เป็นการเสวนาหัวข้อ “อวกาศช่วยกอบกู้แนวปะการังได้หรือไม่? นำงานวิจัยปะการังของไทยสู่สถานีอวกาศนานาชาติ” (Can Space Help Save Coral Reefs? Taking Thailand’s Coral Science to the International Space Station) โดยมี ศ.ดร.สุขนา ชวนิชย์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสำรวจ National Geographic ร่วมเสวนากับ รศ.ดร.นราพร สมบูรณ์นะ ภาควิชาจุลชีววิทยา ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางมัลติโอมิกส์เพื่อผลิตภัณฑ์เชิงฟังก์ชันฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทองภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ เปิดเผยรายละเอียดงานวิจัยภายใต้โครงการ “L3: Little Living Lab” ซึ่งเป็นโครงการวิจัยระดับโลกที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ร่วมกับ Brinson Exploration Hub แห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) โดยโครงการนี้มีนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก 3 คนได้แก่ ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ (ประเทศไทย) กาเบรียล คอร์ราดิโน (สหรัฐอเมริกา) และ มูลา มูตอนโด (แซมเบีย) ร่วมกันเตรียมส่งสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วจากระบบนิเวศของแต่ละประเทศเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)ในช่วงฤดูร้อนปี 2570 เป็นเวลา 50 วัน เพื่อทดสอบความสามารถในการทนต่อปัจจัยกดดันในสภาวะแรงโน้มถ่วง ต่ำและรังสีในอวกาศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ตัวอย่างชีวภาพจากประเทศไทยจะถูกส่งไปยังสถานอวกาศนานาชาติโดยนักวิทยาศาสตร์ไทย

สำหรับตัวอย่างชีวภาพของประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นจากงานอนุรักษ์แนวปะการัง บริเวณหมู่เกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ ซึ่งคณะผู้วิจัยจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ศึกษาชีววิทยา การอนุรักษ์ และการฟื้นฟูแนวปะการังอย่างต่อเนื่อง คณะผู้วิจัยได้แยกแบคทีเรีย Pseudoalteromonas sp. จากปะการังโดยตรง เพื่อนำมาศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปะการังกับ จุลินทรีย์ที่อาศัยร่วมกัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ การปรับตัว และความสามารถในการทนต่อสภาพแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลง

การส่งแบคทีเรีย Pseudoalteromonas sp. ไปยังสภาวะสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เปรียบเสมือนการใช้ “ห้องทดลองพิเศษ” เพื่อศึกษาการตอบสนอง การเติบโต การสร้างไบโอ ฟิล์ม การสร้างสารสี การทำงานของเอนไซม์ และการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอื่น ๆ ภายใต้สภาวะสุดขั้วที่ไม่สามารถจำลองได้บนโลก การสังเกตขีดจำกัดความสามารถในการทนทานของแบคทีเรียชนิดนี้จะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจว่าจะช่วยเพิ่มความทนทานของแนวปะการังต่อภาวะมหาสมุทรอุ่นขึ้นและภาวะมหาสมุทรเป็นกรดได้อย่างไรเพื่อนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดสู่การพัฒนาจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และสนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูแนวปะการังไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ศ.ดร.สุขนา ชวนิชย์ กล่าวว่า “จุดหมายที่แท้จริงของงานวิจัยนี้อยู่ที่โลกของเรา หากความรู้ที่ได้จากการทดลองในวงโคจรอวกาศช่วยให้เราปกป้องระบบนิเวศได้ดียิ่งขึ้น ก็แสดงให้เห็นว่าการสำรวจที่ก้าวพ้นโลกออกไปสามารถช่วยให้เราดูแลโลกซึ่งเป็นบ้านของเราได้เช่นกัน แม้แนวปะการังจะเป็นระบบนิเวศอันกว้างใหญ่ แต่อนาคตของแนวปะการังอาจขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตร่วมอาศัยที่มีขนาดเล็กที่สุด นั่นคือจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่กับปะการัง การทำความเข้าใจว่าแบคทีเรียที่มีประโยชน์เหล่านี้ตอบสนองต่อสภาวะสุดขั้วอย่างไร จะช่วยให้เราค้นพบแนวทางใหม่ ๆในการเสริมความทนทานให้ปะการัง ท่ามกลางมหาสมุทรที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

ด้าน รศ.ดร.นราพร สมบูรณ์นะ ได้ร่วมให้มุมมองในทางจุลชีววิทยาและการวิเคราะห์ตัวอย่างชีวภาพ โดยอธิบายถึงขั้นตอนกระบวนการทดลองและเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดเก็บตัวอย่าง ซึ่งการทดลองครั้งนี้จะบรรจุตัวอย่างสิ่งมีชีวิตไว้ในโมดูลวิจัยสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำเรียกว่า “Nanolab” ออกแบบโดย Caltech และติดตั้ง

ภายในตู้ “Nanode” ของบริษัท Voyager Technologies โดยมีนักศึกษาจาก Caltech ร่วมออกแบบอุปกรณ์จ่ายพลังงานและติดตามการทดลอง หลังจากตัวอย่างเดินทางกลับจากการโคจรในอวกาศเป็นเวลา 50 วัน คณะ นักวิจัยจะดำเนินกระบวนการวิเคราะห์เบื้องต้นเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อศึกษาการตอบสนองของจุลินทรีย์ในสภาวะสุดขั้ว และต่อยอดสู่การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based solutions)

นอกจากนี้ ในเวทีเสวนายังได้กล่าวถึงการทดลองของนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก อีก 2 ท่านในโครงการเดียวกัน ได้แก่ กาเบรียล คอร์ราดิโน จากวิทยาลัยบาร์นาร์ด มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งศึกษา

แพลงก็ตอนพืช 4 ชนิด (Synechococcus, Thalassiosira, Skeletonema และ Phaeodactylum) ในสภาวะอวกาศ เนื่องจากเป็นรากฐานของสายใยอาหารในทะเลและผลิตออกซิเจนในบรรยากาศ และ มูลา มูตอนโด จากมหาวิทยาลัยคอปเปอร์เบลต์ ประเทศแซมเบีย ซึ่งศึกษาการปรับตัวของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Anabaena sp.) จากพื้นที่เหมืองแร่ที่มีโลหะสูง เพื่อพัฒนาการเปลี่ยนก๊าซในโตรเจนเป็นธาตุอาหารสำหรับพืช ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาปุ๋ยที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรในอนาคต

งานเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 43 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม และงานวิจัยขั้นสูงมาผสานความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกและการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทยและประชาคมโลก ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เมื่อสังคม มีปัญหา จุฬาฯ มีคำตอบ“

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *