GLOBIS University เดินหน้าขยายฐานปั้นผู้นำแห่งอนาคตในไทย ชูโมเดลการศึกษาจากญี่ปุ่น Technovate × Kokorozashi ต่อยอดศักยภาพคนไทยด้วย “ทักษะบริหาร–เทคโนโลยี–กลยุทธ์สร้างการเปลี่ยนแปลง” รับดีมานด์การเรียน MBA โลก

GLOBIS University เดินหน้าขยายฐานปั้นผู้นำแห่งอนาคตในไทย ชูโมเดลการศึกษาจากญี่ปุ่น Technovate × Kokorozashi ต่อยอดศักยภาพคนไทยด้วย “ทักษะบริหาร–เทคโนโลยี–กลยุทธ์สร้างการเปลี่ยนแปลง” รับดีมานด์การเรียน MBA โลก

 

 

  • ดึง “เฌอปราง อารีย์กุล” GLOBIS Ambassador คนแรกของประเทศไทย ถ่ายทอดเส้นทางผู้นำรุ่นใหม่ พร้อมกางจุดแข็ง Ecosystem เชื่อม “การเรียนรู้–เครือข่าย–โอกาสธุรกิจ” ระหว่างไทย–ญี่ปุ่น

 

กรุงเทพฯ 5 ตุลาคม 2569 – GLOBIS University สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าขยายโอกาสด้านการศึกษาในประเทศไทย รับเทรนด์ความต้องการเรียนบริหารที่มุ่งนำความรู้ไปใช้สร้างความเปลี่ยนแปลง โดยชูโมเดลการศึกษาจากญี่ปุ่น “Technovate × Kokorozashi” ต่อยอดศักยภาพคนไทยสู่ผู้นำที่เข้าใจทั้ง Practical Management และ Technology Management  พร้อมขยาย Ecosystem ตั้งแต่ Pre-MBA, MBA และ Micro Learning สู่เครือข่ายและโอกาสธุรกิจ โดยตั้งเป้าเพิ่มผู้เรียนจากประเทศไทยเพิ่มเติมทั้งระดับ Pre-MBA, MBA    รวม 140 คนในปี 2570 นอกจากนี้ ยังดึง “เฌอปราง อารีย์กุล” GLOBIS Ambassador คนแรกของประเทศไทยร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และการนำความรู้ไปต่อยอดการทำงานและการสร้างคุณค่าใหม่ในเป้าหมายของตนเอง

 

นายโยชิโตะ โฮริ ผู้ก่อตั้ง GLOBIS University และผู้บริหาร GLOBIS Capital Partners กล่าวว่า ปัจจุบัน Technology และ AI กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการทำงาน โมเดลธุรกิจ และการแข่งขันขององค์กรอย่างรวดเร็ว การพัฒนาบุคลากรในยุคต่อไปจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มทักษะเฉพาะด้าน แต่ต้องพัฒนาคนให้สามารถเชื่อมโยงความรู้ด้านธุรกิจ การบริหาร และเทคโนโลยี เพื่อนำไปใช้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ สำหรับประเทศไทย GLOBIS มองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมีต้นทุนสำคัญทั้งบุคลากรที่มีความรู้ แรงงานที่มีทักษะ ผู้ประกอบการ และศักยภาพทางธุรกิจ โจทย์สำคัญในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การต่อยอดศักยภาพเหล่านี้สู่การเป็นผู้นำที่เข้าใจทั้ง Practical Management และ Technology Management เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตัดสินใจและขับเคลื่อนธุรกิจ ควบคู่กับการมีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงปรับตัวตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการด้าน Management Education ในระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน โดยข้อมูลจาก Graduate Management Admission Council (GMAC) พบว่า ความสนใจด้านการเรียนรู้และการใช้ AI ของผู้เรียนด้านบริหารเพิ่มขึ้นจาก 29% ในปี 2022 เป็น 40% ในปี 2023 และ 46% ในปี 2025 ขณะที่จำนวนใบสมัครเข้าเรียนหลักสูตรด้านบริหารระดับบัณฑิตศึกษาทั่วโลกในปี 2025 เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน สะท้อนว่า Management Education ยังคงมีความสำคัญ แต่สิ่งที่ผู้เรียนคาดหวังไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมีความรู้ด้านการบริหาร หากต้องสามารถนำความรู้ไปใช้จริง เข้าใจและรับมือกับเทคโนโลยี รวมถึงต่อยอดสิ่งที่เรียนรู้ไปสู่การทำงานและเส้นทางอาชีพในอนาคต

“ประเทศไทยไม่เคยขาดแคลนความรู้หรือคนที่มีความสามารถ แต่การสร้างสิ่งใหม่และนวัตกรรมในระยะต่อไปต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดผล และมีความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายที่ต้องการสร้างให้เกิดขึ้นจริง เพราะการมีความรู้เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เรารู้ว่า “จะทำอย่างไร” แต่การมี Kokorozashi จะช่วยให้เข้าใจว่า “ทำไปเพื่ออะไร” และ “ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้น” GLOBIS จึงเชื่อว่า ผู้นำรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีทั้ง Skills, Network และ Kokorozashi เพื่อสร้างทั้งความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพ” 

นายโยชิโตะ กล่าวต่อว่า GLOBIS จึงให้ความสำคัญกับการสร้างผู้นำที่มีทั้งความสามารถในการบริหารธุรกิจ ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี และเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ผ่านแนวคิด “Technovate × Kokorozashi” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของ GLOBIS ในการพัฒนาผู้นำสำหรับโลกธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงโดย “Technovate” เป็นแนวคิดที่มุ่งให้คนจากหลากหลายพื้นฐานสามารถเข้าใจและบริหารจัดการเทคโนโลยีได้ แม้ไม่ได้มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีโดยตรง ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค แต่ต้องสามารถเข้าใจศักยภาพของเทคโนโลยี มองเห็นโอกาสและข้อจำกัด และนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการคิดเชิงกลยุทธ์ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม 

ขณะที่ “Kokorozashi” เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการค้นหาว่าแต่ละคนต้องการสร้างอะไรให้เกิดขึ้นในชีวิตและการทำงาน ตั้งแต่การค้นหา Calling หรือสิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญ ไปสู่การกำหนด Purpose และ Mission ที่ชัดเจน เพื่อให้การเป็นผู้นำนั้น นอกเหนือจากการประสบความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว ยังสามารถสร้างประโยชน์และความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร อุตสาหกรรม และสังคมได้อีกด้วย ดังนั้นการผสานระหว่าง Technovate และ Kokorozashi จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถได้ทั้งสองด้าน คือ “รู้ว่าจะทำอย่างไร” และ “รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร” โดยด้านหนึ่งต้องสามารถเข้าใจและนำ Management กับ Technology มาประยุกต์ใช้กับโจทย์จริง ขณะที่อีกด้านต้องมีเป้าหมายและแรงขับที่ทำให้ต้องการนำความรู้เหล่านั้นไปสร้างความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายโยชิโตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากหลักสูตร MBA แล้ว GLOBIS ยังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศด้านการพัฒนาผู้นำและผู้ประกอบการในประเทศไทย ผ่านบริการและหลักสูตรที่หลากหลาย ตั้งแต่ Pre-MBA สำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การศึกษาด้านบริหาร, MBA Programs ทั้งรูปแบบ Full-time, Part-time และ Online รวมถึง Micro Learning สำหรับการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง พร้อมการสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาผ่าน GLOBIS Scholarship ซึ่งมอบส่วนลดค่าเล่าเรียนสูงสุด 50% รวมถึงการประสานโอกาสด้านทุนรัฐบาลญี่ปุ่น MEXT สำหรับผู้มีศักยภาพ โดยปัจจุบัน GLOBIS University มีผู้เข้าเรียนใหม่เฉลี่ย 2,496 คนต่อปี และมีผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตร MBA รวมแล้วราว 12,000 คน ทั้งหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ สะท้อนประสบการณ์ในการพัฒนาผู้นำจากหลากหลายประเทศและอุตสาหกรรม ขณะที่ด้านธุรกิจ GLOBIS ยังมี GLOBIS Capital Partners ซึ่งทำหน้าที่ด้านการลงทุนในธุรกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการ ทำให้ GLOBIS เชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับโลกธุรกิจและการสร้างธุรกิจจริง 

โดยปัจจุบัน GLOBIS มีผู้เรียนจากไทยในหลักสูตร Full-time MBA จำนวน 15 คน และศิษย์เก่า 54 คน ขณะที่หลักสูตร Part-time และ Online MBA มีผู้เรียน 8 คน และศิษย์เก่า 9 คน ส่วนหลักสูตร Pre-MBA มีผู้เรียนในประเทศไทยแล้ว 90 คน โดย GLOBIS ตั้งเป้าขยายจำนวนผู้เรียน MBA ในประเทศไทยเป็น 40 คนรวมในปีหน้า และเพิ่มผู้เรียน Pre-MBA อีก 100 คน เพื่อขยายโอกาสให้คนทำงานจากหลากหลายสายอาชีพเข้าถึงการศึกษาด้านบริหารและพัฒนาตนเองไปสู่บทบาทผู้นำ โดยหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของผู้เรียนชาวไทยของสถาบันคือ “เฌอปราง อารีย์กุล” GLOBIS MBA Graduate และล่าสุดได้รับการแต่งตั้งเป็น                                   GLOBIS Ambassador คนแรกของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่สามารถนำประสบการณ์จากสายอาชีพเดิมมาต่อยอดด้วยองค์ความรู้ด้าน Management และนำมุมมองใหม่กลับไปประยุกต์ใช้กับการทำงานและเป้าหมายในอนาคต โดยประสบการณ์ของเฌอปรางยังสะท้อนแนวคิดของ GLOBIS ที่มองว่า Management Education ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารในองค์กรขนาดใหญ่ แต่เปิดกว้างสำหรับคนจากหลากหลายอุตสาหกรรมที่ต้องการพัฒนาความสามารถด้านการบริหาร และนำความรู้ไปต่อยอดกับเส้นทางของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาองค์กร การสร้างธุรกิจ การสร้างนวัตกรรม หรือการสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

ด้าน เฌอปราง อารีย์กุล กล่าวว่า การเรียน MBA ที่ GLOBIS ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มองค์ความรู้ด้านธุรกิจ แต่เป็นโอกาสให้ได้กลับมาทบทวนว่า ประสบการณ์และความสามารถที่มีอยู่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาจากธุรกิจจริง และการแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เรียนจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้ได้เห็นทั้งปัญหาและโอกาสจากมุมมองที่แตกต่างออกไป ขณะเดียวกัน หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ได้รับจาก GLOBIS และมีความหมายกับตนเองอย่างมากคือ Kokorozashi ซึ่งทำให้ได้กลับมาตั้งคำถามว่า นอกเหนือจากความสำเร็จในเส้นทางอาชีพแล้ว เราต้องการสร้างอะไรให้เกิดขึ้น และอยากให้สิ่งที่เราทำสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นอย่างไร เมื่อแนวคิดนี้ผสานเข้ากับองค์ความรู้ด้าน Management จึงทำให้เห็นว่า ความรู้ด้านการบริหารไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับการบริหารองค์กร แต่สามารถนำมาใช้ในการคิด วางแผน ตัดสินใจ และเปลี่ยนความตั้งใจให้เกิดเป็นการลงมือทำได้จริง สิ่งที่ได้รับจาก GLOBIS จึงไม่ใช่เพียงความรู้สำหรับการทำงาน แต่เป็นทั้งวิธีคิดและเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นว่า เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร และจะนำความรู้และศักยภาพที่มีไปมีส่วนทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *