สรุป 3 หลักสูตรชาติ 3 ชุด ที่เด็กไทยกำลังเรียนอยู่ เมื่อ “หลักสูตร” ไม่ได้มีแค่หนึ่งเดียว และส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กมากกว่าที่คิด

สรุป 3 หลักสูตรชาติ 3 ชุด ที่เด็กไทยกำลังเรียนอยู่

เมื่อ “หลักสูตร” ไม่ได้มีแค่หนึ่งเดียว และส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กมากกว่าที่คิด

thai-education-three-national-curriculums

“หลักสูตร” คือกรอบสำคัญที่กำหนดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กในแต่ละวัน ตั้งแต่ว่าเด็กจะได้เรียนอะไร เรียนมากน้อยแค่ไหน เรียนด้วยวิธีใด ไปจนถึงการถูกวัดและประเมินผลอย่างไร หลักสูตรจึงไม่ใช่แค่เอกสารเชิงนโยบาย แต่คือสิ่งที่กำหนดทิศทางการเติบโตของเด็กทั้งประเทศ

ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่มี หลักสูตรการศึกษาชาติ 3 ชุด ดำเนินควบคู่กันอยู่พร้อมกัน แต่ละชุดมีเป้าหมาย แนวคิด วิธีจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เด็กไทยได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่แตกต่างกันตั้งแต่ต้นทาง แม้ฟังดูเหมือนเป็นการเปิดทางเลือกทางการศึกษา แต่ในทางปฏิบัติกลับก่อให้เกิดคำถามเรื่อง “ความไม่สอดคล้องของระบบ” โดยเฉพาะระหว่างการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนกับการวัดผลระดับชาติ

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า 3 หลักสูตรที่เด็กไทยกำลังเรียนอยู่คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และกำลังพาเด็กไทยไปสู่ทิศทางแบบไหน


1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551

(ปรับปรุงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด พ.ศ. 2560)

นี่คือ หลักสูตรหลักที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่ยังใช้อยู่ และถูกใช้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 หรือเกือบ 2 ทศวรรษ แนวคิดสำคัญของหลักสูตรชุดนี้คือการกำหนด “เป้าหมายการเรียนรู้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ” เด็กทุกคนควรได้เรียนเนื้อหาพื้นฐานใกล้เคียงกัน แบ่งการเรียนรู้เป็นรายวิชา มีจำนวนชั่วโมงเรียนค่อนข้างมาก และเรียนตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ชัดเจน

บทบาทของครูในระบบนี้คือการถ่ายทอดเนื้อหาเป็นหลัก ขณะที่การประเมินผลยังคงยึดการสอบ คะแนน และการตัดเกรดเป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินผลการเรียน

จุดแข็ง ของหลักสูตรนี้คือช่วยให้ระบบการศึกษามีมาตรฐานเดียวกัน สามารถบริหารจัดการในระดับประเทศได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดคำถามสำคัญว่า กรอบการเรียนรู้ที่เน้น “ความรู้ตามตัวชี้วัด” ยังเพียงพอหรือไม่ในโลกที่ต้องการทักษะการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อโลกการทำงานและสังคมเปลี่ยนไปมากกว่าตอนที่หลักสูตรนี้ถูกออกแบบขึ้น


2. หลักสูตรฐานสมรรถนะ

(ร่างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ….)

หลักสูตรฐานสมรรถนะเกิดขึ้นจากความพยายาม “เปลี่ยนคำถามของการศึกษา” จากเดิมที่ถามว่าเด็กควรรู้อะไร เป็นคำถามว่า เด็กควรนำความรู้ไปใช้ทำอะไรได้จริง แนวคิดนี้ทำให้การจัดการเรียนรู้ขยับจากการท่องจำเนื้อหา ไปสู่การลงมือทำจริง การบูรณาการข้ามวิชา และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง

ลักษณะเด่นของหลักสูตรนี้คือการลดเวลาเรียนรวม เพิ่มพื้นที่ให้เด็กได้ฝึกคิด ฝึกทำ ครูมีบทบาทเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมและผู้สนับสนุนการเรียนรู้มากกว่าผู้ถ่ายทอดเนื้อหา การประเมินผลไม่ได้ดูแค่คะแนนสอบ แต่พิจารณาจากชิ้นงาน กระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการของผู้เรียนเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรฐานสมรรถนะยังไม่ได้บังคับใช้ทั่วประเทศ แต่เปิดโอกาสให้โรงเรียนใน “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” นำไปทดลองใช้ ปัจจุบันมีโรงเรียนนำร่องมากกว่า 1,700 โรงเรียนใน 20 จังหวัด หลักสูตรนี้จึงยังอยู่ในวงจำกัดของการทดลอง เพื่อดูว่าเมื่อเปลี่ยนกรอบการเรียนรู้แล้ว โรงเรียนไทยจะขยับได้จริงแค่ไหน และต้องปรับระบบใดเพิ่มเติมบ้าง


3. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย (3–6 ปี) และประถมศึกษาตอนต้น (ป.1–ป.3) พ.ศ. 2568

หลักสูตรฐานสมรรถนะตามช่วงวัย

หลักสูตรชุดนี้ถือเป็นการพัฒนาแนวคิดสมรรถนะให้ “ลงลึกตามพัฒนาการของเด็ก” มากขึ้น โดยตั้งต้นจากคำถามว่า เด็กแต่ละช่วงวัยควรเรียนรู้ในรูปแบบเดียวกันหรือไม่ คำตอบคือไม่จำเป็น หลักสูตรจึงออกแบบให้เหมาะกับเด็กเล็กเป็นพิเศษ เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น ประสบการณ์ และกิจกรรม ไม่เร่งเนื้อหา มีเวลาเรียนที่ยืดหยุ่น และมีครูดูแลอย่างใกล้ชิด

การประเมินผลในหลักสูตรนี้มุ่งดูพัฒนาการรายบุคคล ไม่เปรียบเทียบ และไม่ใช้การสอบเป็นศูนย์กลาง หลักสูตรเริ่มนำร่องในปีการศึกษา 2568 และปัจจุบันมีโรงเรียนกว่า 4,000 แห่งที่สมัครใจปรับใช้ ครอบคลุมเฉพาะเด็กปฐมวัยถึงประถมต้น (ป.1–ป.3) ซึ่งยังถือเป็นช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ


เมื่อมีหลายหลักสูตร แต่ระบบยังไม่ขยับไปพร้อมกัน

แม้ประเทศไทยจะเริ่มขยับไปสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะมากขึ้น แต่ การวัดและประเมินผลระดับชาติยังคงใช้กรอบคิดแบบเดิม ความไม่สอดคล้องระหว่าง “สิ่งที่สอนในห้องเรียน” กับ “สิ่งที่ใช้วัดผล” จึงกลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปหลักสูตรยังไม่ส่งผลเต็มที่ในทางปฏิบัติ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรามีหลักสูตรใหม่หรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยจะปรับระบบการศึกษาไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร ตั้งแต่หลักสูตร ห้องเรียน ครู ไปจนถึงการสอบและการประเมินผล


หลักสูตรคือการเลือกอนาคตของเด็ก

การมีหลักสูตรหลายชุดในระบบการศึกษาไทยสะท้อนว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องเนื้อหา แต่คือการเลือก “ทิศทางการเรียนรู้” ที่รัฐออกแบบให้กับเด็ก การตัดสินใจด้านหลักสูตรจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเอกสารอีกหนึ่งฉบับ แต่คือการกำหนดบทบาทของโรงเรียน ครู วิธีประเมินการเติบโตของเด็ก และโอกาสของเด็กในระยะยาว

ในช่วงเวลาที่นโยบายการศึกษากำลังถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงบนเวทีการเมือง การทำความเข้าใจว่า เด็กไทยกำลังเรียนอยู่ในหลักสูตรใด และระบบกำลังส่งผลต่อพวกเขาอย่างไร จึงเป็นฐานสำคัญของการออกแบบนโยบายการศึกษาที่มองไกลกว่าการเปลี่ยนชื่อหลักสูตร แต่เปลี่ยนคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กอย่างแท้จริง

ที่มา TEP – Thailand Education Partnership ภาคีเพื่อการศึกษาไทย
เรียบเรียง Eduzones

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *