สรุปความคิดเห็น 10 อันดับ! ประเทศอะไร…ที่คนไทยอยากไปเรียนมากที่สุด

จัดอันดับ! ความคิดเห็น ประเทศอะไร…ที่คนไทยอยากไปเรียนมากที่สุด จากชุมชนชาว Eduzones  

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้ชุมชน Eduzones ของเรา ได้รวบรวมผลสำรวจความคิดเห็นประเด็น ประเทศอะไร…ที่คนไทยอยากไปเรียนมากที่สุด? จาก โพล์ลการสำรวจความคิดเห็นด้านล่างนี้

https://www.facebook.com/interscholarship/posts/pfbid02on1d5jCx3N5E9uCkMLKMwWuDrHz1dZqdW2edy75RDnpRfiMDf3QTtX1sev5fdxSzl

โดยเราได้รวบรวมผลจากการแสดงความคิดเห็นและได้จัดอันดับหมวดหมู่ออกเป็น 10 อันดับ ดังนี้

อันดับที่ 1 ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวเลือกแรกที่ขึ้นมาเมื่อคนต้องการไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ เพราะการศึกษาที่มีคุณภาพ และ เป็นที่นิยมสูงมากในหมู่นักเรียน ด้วยวิธีการสอน ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เช่น การศึกษาสาย STEM คุณภาพที่มีอิสระ ที่จะเรียนในสาขาวิชาต่าง ๆ ในระดับปริญญาตรี ก่อนที่จะลง เรียนวิชาเอก นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกในการทำวิชาเอกสองครั้ง (รับปริญญาตรีในสองวิชาในเวลาเดียวกัน) ในระดับสูงกว่าปริญญาตรี และสามารถเลือกชั้นเรียนเพื่อให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในสาขาวิชาที่สนใจได้

  • มหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับในระดับสากล

อเมริกามีมหาวิทยาลัยมากกว่า 4,000 แห่ง ที่ เปิดสอน ระดับปริญญา ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เพราะความพร้อมในการเรียน ไม่ว่าจะเป็นความพร้อม ในด้านอุปกรณ์ที่ครบครัน และ ทันสมัย พร้อมด้วย พนักงานที่มีประสบการณ์มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ยังเป็น ผู้นำระดับโลก ด้าน การวิจัย เนื่องจากรัฐบาลใช้งบประมาณ จำนวนมากในการคิดค้นวิจัยนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา

  • การพัฒนาทักษะที่หลากหลาย

เนื่องจากวิธีการสอนที่ยืดหยุ่นของประเทศ จะมีโอกาสได้พัฒนาทักษะความสามารถข้ามสาขาวิชาซึ่งจะช่วยให้โดดเด่นกว่าเพื่อน มหาวิทยาลัยอเมริกาจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถเริ่มเตรียมตัวสำหรับงานในฝันได้ตั้งแต่ปริญญาตรี และเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำในเกือบทุกสาขา เช่น เทคโนโลยี สื่อ และ ศิลปะ จนมีโอกาสมากมายเมื่อเริ่มมองหาการฝึกงานงานพาร์ทไทม์หรือประสบการณ์การทำงานหลังเรียนจบ

  • ระบบการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ

อเมริกาสนับสนุนให้ความช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติได้ดี จากมหาวิทยาลัยในอเมริกาจะช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติ ตั้งแต่ ปฐมนิเทศจนถึง สำเร็จการศึกษา สามารถ ไปที่สำนักงานนักศึกษาต่างชาติ ของ มหาวิทยาลัย ได้ตลอดเวลา เพื่อขอคำแนะนำที่ต้องการ มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังให้ความช่วยเหลือโดยจัดโปรแกรม เพื่อ ช่วยนักศึกษาต่างชาติ ในการเขียนเชิงวิชาการ และ ปรับตัวเข้ากับระบบการศึกษาใหม่ ข้อนี้ทำให้หลาย ๆ คน ตัดสินใจได้ว่าทำไมต้องเป็นอเมริกา

อันดับที่ 2 ประเทศอังกฤษ

หากพูดถึงการเรียนต่อที่ต่างประเทศเชื่อว่า ‘อังกฤษ’ คือ Top of Mind ที่อยู่อันดับต้น ๆ ในใจของทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กไทยที่อยากไปศึกษาต่อ เพราะประเทศอังกฤษเป็นที่นิยม จากสถานที่ตั้งของโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงและได้รับการันตีว่าดีที่สุดในโลก รวมทั้งยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ได้เคยผลิตนักวิทยาศาสตร์ระดับตำนานในอดีต ไม่ว่าจะเป็น เซอร์ไอแซก นิวตัน นักฟิสิกส์ หรือ สตีเฟน ฮอว์คิง อัจฉริยะทางฟิสิกส์ พ่อแม่-ผู้ปกครอง จึงได้วางใจและคาดหวังว่าอังกฤษ จะมอบคุณภาพอันดีเยี่ยมเหล่านั้นให้แก่บุตร-หลาน ไม่เพียงแต่ด้านวิชาการ แต่ยังรวมไปถึง ความเป็นเลิศด้านดนตรี ศิลปะ และการเขียนอีกด้วย

  • หลักสูตรอันเป็นประตูสู่ระดับ World-Class

โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศอังกฤษ เสนอหลักสูตรที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพระดับสากล ที่ถือเป็นใบเบิกทางชั้นดีสู่การต่อยอดการศึกษาขั้นสูงและการทำงานยังประเทศชั้นนำอื่น ๆ ซึ่งอันได้แก่ IGCSE, International Baccalaureate Diploma, A-Levels ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้ เป็นสากลและได้รับการยอมรับจากประเทศอื่น ๆ เรียกได้ว่า เป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงให้แก่บุตร-หลานได้มากเลยทีเดียว

  • ได้ภาษาอังกฤษที่ดีจากต้นกำเนิด

ภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะเป็นภาษาที่คนใช้กันทั่วโลก สามารถใช้สื่อสารได้ในหลายๆ ประเทศ และใช้ต่อยอดในหน้าที่การงานในอนาคตได้ ซึ่งการไปเรียนที่ต่างประเทศ (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ของประเทศอังกฤษ) มีข้อดีคือ เรื่องสำเนียงที่ถูกต้องแบบชาวบริติช และยังมีคอนเนคชั่นกับชาวต่างชาติ ปฎิเสธไม่ได้ว่าการไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษมีข้อดีที่เด่นชัดที่สุดคือเรื่องของภาษา ที่เป็นต้นตำรับ เชื่อได้ว่าทักษะภาษาอังกฤษจะดีขึ้นมากหากได้ลองไปเรียน หรือใช้ชีวิตอยู่ในประเทศต้นกำเนิด

  • แนวทางการพัฒนาตัวเองที่หาไม่ได้จากที่อื่น

เหตุผลอีกหนึ่งประการ ที่ถือเป็นสิ่งสำคัญ ในการศึกษาต่อประเทศอังกฤษ นั่นก็คือ แนวทางการพัฒนาตนเองที่เด็กจะได้รับ โรงเรียนมัธยมในอังกฤษ มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาศักยภาพนักเรียนของพวกเขา เพื่อพร้อมก้าวสู่โลกใบใหญ่และการเดินทางต่อในระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนั้น สถาบันการศึกษาในอังกฤษยังสนับสนุนและแนะนำอย่างเต็มที่ ให้นักเรียนมีความมั่นใจ พร้อมจิตใจที่เปิดกว้าง และเปิดรับโอกาสที่ดีในอนาคต

อันดับที่ 3 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หากจะบอกว่าสวิตเซอร์แลนด์ คือหนึ่งในประเทศที่คนไทยชื่นชอบมากที่สุดคงไม่แปลกนัก สังเกตได้จากคนไทยจำนวนมากที่ไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่น รวมถึงเป็นดินแดนแห่งความสุขที่สามารถพบเจอรอยยิ้มของผู้คนได้แทบทุกเส้นทางบนถนน การมีโอกาสได้เรียนต่อสวิตเซอร์แลนด์ จึงเป็นสิ่งที่นักเรียนไทยจำนวนมากใฝ่ฝันเอาไว้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากหากมีความตั้งใจ แม้ไม่ใช่ประเทศใหญ่ในยุโรป แต่เชื่อว่าความรู้ที่ได้บวกกับประสบการณ์ดี ๆ ในชีวิตมันช่างคุ้มค่ากับการเดินทางไปอย่างยิ่ง

  • มหาวิทยาลัยชั้นนำ

สวิสเซอร์แลนด์มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอยู่หลายแห่ง และมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศสองแห่ง ได้แก่ EPFL และ ETH Zurich  ยังถูกจัดอันดับอยู่ใน 30 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ใน The Times Higher Education (THE) World University Rankings นักศึกษามีความพึงพอใจกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีคุณภาพสูงในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศและส่วนใหญ่จะชื่นชอบคุณภาพการสอนในแต่ละหลักสูตรเป็นอย่างมาก โดยทั่วไปแล้ว มหาวิทยาลัยของสวิสเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนที่มีคุณภาพสูง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นชาวสวิสหรือนักศึกษาต่างชาติที่เรียนในสถาบันที่สวิสเซอร์แลนด์ ก็จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนายจ้าง

  • ระบบการศึกษาคุณภาพระดับโลก

ระบบการศึกษาของสวิตเซอร์แลนด์เป็นอีกหนึ่งอย่างที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้าน “การโรงแรม” เนื่องจากประเทศแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวกันอย่างมากมาย ดังนั้นธุรกิจด้านโรงแรมจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าเรียน ทำให้มีสถาบันการศึกษาเปิดสอนทางด้านโรงแรมโดยเฉพาะ และยังถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของวิชาการด้านการโรงแรม เพราะมีหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และยังมีสอนภาษาที่ 3 ได้แก่ เยอรมัน และ ฝรั่งเศส ที่เป็นหนึ่งภาษาทางการของสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับการเรียนการสอนการโรงแรมของสวิตเซอร์แลนด์ เน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ โดยมีการฝึกงานจริงและยังได้รับค่าจ้าง โดยที่นักเรียนจะไม่ได้ถูกส่งไปฝึกงานเฉพาะในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังถูกส่งไปฝึกงานที่ต่างประเทศด้วย

  • โอกาสแห่งการเรียนรู้ภาษา

สวิตเซอร์แลนด์ถือเป็นสถานที่ที่ดีในการเรียนรู้ภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เป็นการช่วยเพิ่มตัวเลือกด้านอาชีพหลังจบการศึกษาได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเยอรมนีมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปซึ่งเต็มไปด้วยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ได้แก่ การธนาคาร การผลิต และมีโปรแกรมการฝึกอบรมนักศึกษาฝึกงานที่ยอดเยี่ยม ภาษาฝรั่งเศสยังเป็นอีกหนึ่งภาษาที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพในธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งภาษาฝรั่งเศสนั้นเป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นอันดับสองในสหภาพยุโรป และเป็นภาษาราชการของ 29 ประเทศทั่วโลก เช่น แคนาดา เบลเยียม และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตในแอฟริกา เช่น แทนซาเนีย รวันดา และโมซัมบิก เป็นต้น

อันดับที่ 4 ประเทศนิวซีแลนด์

ประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับการจัดอันดับว่าเป็น ประเทศที่มีความสงบสุขมากที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ 2 โดยพิจารณาจากรายได้ การศึกษา และระดับของการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาค, ความโปร่งใสในระดับสูงของรัฐบาลและการทุจริตต่ำ, ความมีเสถียรภาพ อีกทั้งยังมีความก้าวหน้าทางสังคมอย่างแท้จริง โดยประเทศที่ปลอดภัยแห่งนี้ยังมีระบบการศึกษาระดับโลกและการดูแลสุขภาพขั้นสูง ชาวกีวีได้รับการดูแลสุขภาพฟรีจากรัฐ หรือมีค่าใช้จ่ายต่ำในกรณีเจ็บป่วย และเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในกรณีว่างงาน เนื่องด้วยปัญหาอาชญกรรมที่น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทำให้นักเรียนของประเทศนิวซีแลนด์สามารถโฟกัสในเรื่องเรียนเพียงอย่างเดียว และสนุกสนานกับกิจกรรมต่าง ๆ นอกห้องเรียนไปด้วย

  • มาตรฐานการศึกษาระดับสากล

ประเทศนิวซีแลนด์มีมาตรฐานในระดับสากล มหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งของนิวซีแลนด์อยู่ในอันดับ Top 3% ของโลก อีกทั้งนิวซีแลนด์ได้รับการจัดอันดับโดย The Economist, Intelligence Unit (Worldwide Educating for the Future Index), 2018 ให้เป็นอันดับที่ 1 ในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่อนาคต ด้วยความสามารถในการปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้เหมาะกับภาคอุตสาหกรรมและสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความสามารถของครูและบุคคลากร นโยบายภาครัฐ ความร่วมมือร่วมใจกันของรัฐบาลและภาคเอกชน ความสามารถในการให้คำปรึกษาถึงอาชีพในอนาคตตั้งแต่ในระดับโรงเรียน และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่แตกต่างแต่อยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว

  • การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่า 100 เชื้อชาติทั่วโลก ชาวนิวซีแลนด์ล้วนเป็นมิตรและพร้อมต้อนรับนักเรียนต่างชาติด้วยความอบอุ่นและความเข้าใจ ตามคำกล่าวของชาวเมารีที่ว่า “Manaakitanga” แปลว่า การเคารพและดูแลผู้ที่อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ มีน้ำใจ เอื้ออาทรและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

  • เรียนรู้จากการเรียนและการเล่น

ประเทศนิวซีแลนด์ไม่ได้เน้นเฉพาะในด้านของการเรียนเพียงเท่านั้น การเรียนเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของการเรียนในห้องเรียนและการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน ซึ่งได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่า เป็นการเรียนที่ดีที่สุดในโลก Study Life Balance โดยนักเรียนสามารถเลือกเรียนในเมืองชนบทที่สวยงามของนิวซีแลนด์ ที่ตั้งไม่ไกลจากเมืองมากนัก หากต้องการช้อปปิ้งหรือสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ก็สามารถเดินทางไปในเมืองใหญ่ได้ไม่ยาก

  • สันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง

นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่สงบสุขอันดับ 2 ของโลก (อ้างอิงจาก Global Peace Index,2018) การเรียนในประเทศนิวซีแลนด์นักเรียนจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบ การเมืองที่มีเสถียรภาพและยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทุจริตคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลกอีกด้วย

อันดับที่ 5 ประเทศแคนาดา

ประเทศแคนาดาจัดได้ว่าเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก หลาย ๆ สถาบันในแคนาดามีชื่อเสียง มีคุณภาพในด้านการเรียนการสอนสูง มีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก ใบปริญญาหรือ certificate ต่าง ๆ จากสถาบันและมหาวิทยาลัยในประเทศแคนาดาจึงเป็นตัวการันตีได้ว่าได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ นักศึกษาที่จบจากประเทศแคนาดาจึงมีโอกาสดีที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

  • มาตรฐานการสอนของครู – อาจารย์

หนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศแคนาดาประสบความสำเร็จทางด้านการศึกษาก็คือความสามารถของตัวอาจารย์ผู้สอนที่ให้ความรู้กับนักเรียน ผู้ที่จะมาทำอาชีพครูผู้สอนที่แคนาดาได้ต้องผ่านการคัดกรองมาเป็นอย่างดี โดยแต่ละเมืองจะมีรูปแบบการประเมินผลของตนเอง เช่น การวัดผลที่ผู้สอนต้องผ่านการประเมินทั้งด้านความรู้ในการสอนสาขาวิชานั้น การสอนในภาคปฏิบัติและการปรับตัวกับสังคมแห่งการเรียนรู้ และการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมพร้อมพัฒนาศาสตร์ความรู้ของตนในฐานะของผู้สอน เป็นต้น อาจารย์ของเมืองนั้นจะต้องผ่านหลักสูตรที่กำหนดโดยก่อนเพื่อให้ได้ใบประกาศนียบัตรเพื่อใช้แสดงตนเป็นผู้สอนของเมืองนั้น สถาบันการศึกษาของประเทศแคนาดาจึงขึ้นชื่อในการรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษา เพราะแต่ละสถาบันจะไม่รับอาจารย์ที่ไม่ผ่านการรับรองจากหลักสูตรผู้สอนในประเทศมาเป็นอาจารย์ของสถาบัน และแต่ละเมืองจะมีความเคร่งครัดที่ต่างกันไป เพราะอาจารย์พูดสอนต้องสอบประเมินผลใหม่เมื่อจะย้ายไปสอนในอีกเมือง

  • หนึ่งในระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก

แคนาดาหนึ่งในประเทศที่ได้สร้างชื่อเสียงด้านการศึกษาจากการวัดผลในโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ได้จัดให้แคนาดาอยู่ในกลุ่มที่ 10 ประเทศที่เยาวชนมีผลการเรียนเป็นเลิศ เพราะทางรัฐบาลของประเทศแคนาดาให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษามาก มาตรฐานการศึกษาของแคนาดาเป็นที่ยอมรับในระดับโลก นักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของแคนาดา จึงประสบความสำเร็จและก้าวหน้าในหน้าที่การงานจากมาตรฐานการศึกษาที่สูงพร้อมประสบการณ์มากมายที่ได้ฝึกฝนในระหว่างนั้น

  • ระบบการเรียนสองภาษา

ประเทศแคนาดามีระบบการเรียนการสอนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยผู้เรียนจะต้องเข้าเรียนในชั้นเรียนด้วยภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก และเข้าเรียนในภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สอง เพราะประเทศแคนาดามี 2 ภาษาราชการ นักเรียนต่างชาติที่เข้าระบบการศึกษาของแคนาดาจึงมีทางเลือกในการเรียนต่อที่จะได้ฝึกทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ของประชากรกว่า 59% และมีภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาแม่ของประชากรกว่า 23% นอกจากนั้นกว่า 18% ของประชากรในแคนาดามีมากกว่าหนึ่งภาษาแม่ ขึ้นอยู่กับประเทศสัญชาติเดิมของผู้อพยพที่ได้เดินทางเข้าไปยังประเทศแคนาดา ภาษาอื่นที่เป็นที่นิยมในประเทศแคนาดา ได้แก่ ภาษาจีน ภาษาสเปน ภาษาอารบิก และ ภาษาตากาล็อก เป็นต้น

อันดับที่ 6 ประเทศออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลียถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติหลาย ๆ คน ด้วยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สิทธิ์การทำงานสำหรับผู้จบการศึกษาใหม่มีมาก ชีวิตความเป็นอยู่สบาย และระบบการ ศึกษาคุณภาพสูง จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเศรษฐกิจของออสเตรเลียยังคงมีความแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีอัตราการว่างงานและเงินเฟ้อต่ำ จากเมืองที่น่าอยู่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลก อยู่ในออสเตรเลียถึง 4 เมือง คือเมลเบิร์นอันดับหนึ่ง! ส่วนอีกสามเมืองได้แก่ แอดิเลด ซิดนีย์ และเพิร์ท โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ เสถียรภาพ การดูแลสุขภาพ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา

  • เน้นการเรียนรู้แบบ Real-world Learning

ผลการสำรวจงานวิจัยยืนยันว่าผลการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้นและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ระบบการเรียนของออสเตรเลียมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพสูงประกอบกับการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ในโลกของความเป็นจริงมากขึ้น โดยเน้นการเรียนแบบภาคปฏิบัติควบคู่กับความรู้เชิงทฤษฎีเพื่อให้ผู้เรียนได้นำความรู้ไปใช้ได้จริงถือเป็นการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการทำงานในภาคอุตสาหกรรมไปจนถึงการประกอบอาชีพในอนาคต

  • มาตรฐานคุณภาพแบบขั้นสูง

ออสเตรเลียมีหน่วยงานกำกับดูแลกฎระเบียบและคุณภาพระดับประเทศสำหรับการศึกษาชั้นสูง – Tertiary Education Quality and Standards Agency (TEQSA) ก่อตั้งขึ้นโดยหน่วยรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อควบคุมคุณภาพและกำกับดูแลสถานศึกษาชั้นสูงที่เป็นมหาวิทยาลัยและที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย โดยมีชุดมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นโดยหน่วยงานอิสระ Higher Education Standards Panel นอกจากนี้ กฎหมาย Education Services for Overseas Student (ESOS) ยังคุ้มครอง สวัสดิภาพของนักเรียนต่างชาติ คุณภาพประสบการณ์การศึกษาของนักเรียน รวมถึงการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน อีกด้วย

  • LGBTQ+ friendly มีความหลากหลายทางเพศ

นอกจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม ออสเตรเลียยังให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศสภาพ ถือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ค่อนข้างยอมรับความหลากหลายทางเพศอย่างชัดเจน โดยมีกฎหมายสนับสนุนสิทธิเสรีภาพและความหลากหลายทางเพศ อาทิเช่น การยอมรับการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน (Same-Sax Marraige) ที่ประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2017 รวมถึงการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมโดยเพศเดียวกันก็ถูกรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ที่ออสเตรเลียมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการเดินขบวน การเฉลิมฉลอง การจัดประกวด อีเวนท์ เพื่อเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือและผลักดันชาว LGBTQ+ ในสังคมอย่างต่อเนื่อง

อันดับที่ 7 ประเทศเยอรมณี

เยอรมนีอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเรียนต่างชาติ มีประชากรนักเรียน นักศึกษาต่างชาติจำนวนมากเป็นอันดับสามรองจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ระบบการศึกษาที่สูงขึ้นของเยอรมนีถือเป็นอีกหนึ่งในระบบที่ดีที่สุดของโลก มหาวิทยาลัยหลายแห่งติดอันดับหนึ่งใน 100 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก นอกจากทักษะภาษาที่จะได้เพิ่มมาแล้ว ยังทำให้ได้รู้จักเพื่อน ๆ ต่างชาติ ได้เปิดมุมมองเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง รวมถึงอิทธิพลของภาษา ที่ส่งผลต่อความคิด ทัศนคติ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เป็นการได้ทั้ง ปริญญาจากมหาวิทยาลัย และปริญญาทางการเรียนรู้โลกใหม่ ในการเปิดประสบการณ์ และโลกที่กว้างขึ้น ทั้งภาษา วัฒนธรรม สังคม เพื่อน และการใช้ชีวิตอีกด้วย

  • โอกาสทางการศึกษา (ค่าเล่าเรียนไม่แพงสำหรับการศึกษาต่อ)

การศึกษาในประเทศเยอรมันนับได้ว่ามีมาตรฐานที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ที่สำคัญค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนีก็ยังไม่แพง (หรือในบางรัฐยังมีค่าเทอมที่ฟรีอยู่) เมื่อเทียบกับในประเทศอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา ทำให้ค่าใช้จ่ายหลักจริง ๆ ในการเรียนตกอยู่ที่ค่าเช่าบ้านและค่ากินเท่านั้น การเรียนภาษาเยอรมันเพื่อเตรียมตัวเรียนต่อนั้นจึงนับเป็นการลงทุนทางการศึกษาที่คุ้มค่า นับว่าหลังเรียนจบมีตลาดแรงงานที่ขาดแคลนแรงงานให้หางานทำต่อ จึงนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากเลยทีเดียว

  • ภาษาเยอรมันมีคุณค่าทางวิชาการ

ภาษาเยอรมันนับเป็นภาษาที่มีความสำคัญอย่างมากในวงการวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม การบริหารและในวงการต่าง ๆ เพราะประเทศเยอรมันเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของอิทธิพลนวัตกรรมการค้นคว้าวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ จนทำให้มีบริษัทเยอรมันขนาดใหญ่จำนวนมากสามารถขยายกิจการไปได้ทั่วโลก และนอกจากงานวิจัยต่าง ๆ หรือหนังสือทางวิชาการแล้ว ยังมีอีกหลายบทความหรือหลายการวิจัยที่สามารถพบได้ในภาษาเยอรมันเท่านั้น นอกจากนี้การศึกษาต่อที่เยอรมันก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะคุณภาพของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก และค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อที่น้อยมากเรียกได้ว่าแทบเรียนฟรี และยังมีโอกาสดี ๆ อีกมากมายที่จะได้รับหลังจากที่จบการศึกษาที่เยอรมัน

  • คุณภาพชีวิตดี สิ่งแวดล้อมหลากหลาย

ชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนต่างชาติในเยอรมันถูกรายล้อมไปด้วยวัฒนธรรม แสงเสียง ดนตรี ศิลปะที่น่าสนใจอยู่หลายอย่าง เช่น ตามเมืองใหญ่ ๆ ของเยอรมันอย่าง เแบร์ลิน มิวนิค ฮัมบวก จะมีทุกอย่างที่ตอบสนองความต้องการในใช้ชีวิตของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าอะไรที่น่าสนใจ ก็จะเจอคนที่สนใจสิ่งเดียวกัน หรือสถานที่ การรวมกลุ่มที่ตอบสนองความสนใจนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังหาทางเข้าร่วมได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น กีฬา การเมือง ประวิติศาสตร์ หรือศิลปะ รวมถึงวัฒนธรรมที่หลากหลาย เนื่องจากคอร์สเรียนต่าง ๆ ที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ มีค่าใช้จ่ายที่ประหยัด ทำให้นักเรียนจากทั่วโลกหลั่งไหลมาอยู่ที่นี่

อันดับที่ 8 ประเทศฟินแลนด์

ระบบการศึกษาของประเทศ ฟินแลนด์ เน้นที่การเรียนรู้ผ่านการ “เล่น” เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ มากกว่าการเรียนแบบท่องจำและนำไปสอบ เพราะเชื่อว่าการเรียนการสอนแบบนี้จะทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีจากการลงมือทำ มากกว่าการท่องจำข้อความที่ไม่จำเป็นจากหนังสือ และจะทำให้เด็กเกิดการพัฒนามากกว่าการแข่งขันกัน แทบจะไม่ได้ให้การบ้านเด็ก ๆ เพราะให้ความสำคัญนอกห้องเรียนมากกว่า นอกจากนี้จำนวนชั่วโมงเรียนก็น้อยลง หากเทียบกับนักเรียนจากส่วนอื่น ๆ ของโลก โดยเฉลี่ยเพียงวันละ 3 ชั่วโมง 45 นาทีเท่านั้น เพราะต้องการสนับสนุนให้นักเรียนให้มีชีวิตนอกโรงเรียน ได้ “เรียนรู้” มากกว่า “เรียน” ดังนั้น การได้มีสังคม มีกิจกรรม หรือสนุกกับกีฬา จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

  • เป็นที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุด

จากผลการสำรวจพบว่าประเทศฟินแลนด์ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพชีวิต ความมั่นคงของภาพรวม และการศึกษาอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเป็นประเทศที่มีความสุขเป็นอันดับสองของโลก ผลการวัดระดับ Programme for International Student Assessment (PISA) ของนักเรียนชาวฟินแลนด์ก็อยู่ในระดับดีมาตลอด ไม่ได้มีเพียงคุณภาพชีวิตและการศึกษาที่ดีที่ชาวฟินแลนด์ภาคภูมิใจเท่านั้น ประเทศฟินแลนด์ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมที่มีอิทธิพลในระดับโลกสูงและมีความเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ด้วยคะแนนที่อยู่ในระดับสูงเหล่านี้ จึงไม่แปลกใจที่ฟินแลนด์จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลก

  • บรรยากาศนานาชาติ

กระแสโลกาภิวัฒน์ที่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ นักเรียนต่างชาติสามารถเข้าไปทำงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในบริษัทของชาวฟินแลนด์ที่ต้องการขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ ประเทศฟินแลนด์ยังมีความต้องการผู้ทำงานสายสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังคาดการณ์ว่าประเทศฟินแลนด์จะเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานเมื่อประชากรกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่เกิดหลังสงครามโลกเกษียณ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะไปเรียนต่อและบุกเบิกการทำงานต่อหลังเรียนจบ ฟินแลนด์ยังคงเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมสำหรับการไปเรียน ทำงาน และสร้างครอบครัวอีกด้วย

  • ไม่มีการสอบวัดผลแบบ Standardized Test

ระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ไม่มีการทดสอบเพื่อวัดผล เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ผลสอบเพื่อขึ้นระดับชั้นที่สูงขึ้นหรือแข่งขันกัน เพราะเชื่อว่า การทำแบบนั้น จะทำให้นักเรียนมุ่งเน้นเรื่องเรียนเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เน้นที่จะเรียนรู้อย่างแท้จริง

อันดับที่ 9 ประเทศอินเดีย

ประเทศอินเดีย ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เหมาะกับการไปเรียนต่อมากที่สุด แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยจะนึกถึงกันสักเท่าไหร่ เป็นอีกหนึ่งในประเทศที่มีสถาบันทางการศึกษาที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับให้เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากอเมริกา และ จีน จึงมีหลักสูตรที่หลากหลายทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ โดยมีหลักสูตรยอดนิยมของนักเรียนชาวต่างชาติ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจ การแพทย์ และศิลปศาสตร์ นอกจากนี้ อินเดียยังขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตโปรแกรมเมอร์อันดับต้น ๆ ของโลก

  • การผสมผสานด้านการศึกษา

การศึกษาแบบอินเดียได้รับอิทธิพลจากชาวอังกฤษผสมผสานกับปรัชญาดั้งเดิมแบบฮินดู พุทธ มุสลิมและแบบเปอร์เซียเข้าไว้ด้วยกัน โดยถูกถ่ายทอดจากอาจารย์ผ่านความเป็น กูรู จึงไม่แปลกนักที่ศิษย์เก่าต่างชาติอินเดียจำนวนมากจะได้รับการยอมรับ อาทิ อองซาน ซูจี (ผู้นำประชาธิปไตยของพม่า จบด้านรัฐศาสตร์จากเดลี) H.E. Le Luong Minh (เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบันชาวเวียดนาม จบโทจาก JNU) เป็นต้น รวมถึงนักเรียนจากมหาวิทยาลัยในอินเดีย ต่างได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลก .. นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ชาวอินเดียหลายท่านยังได้รับการยอมรับในระดับโลก เช่น Partha Chatterjee จากมหาวิทยาลัยกัลกัตตา นักวิชาการแนวหน้าด้าน Subaltern Studies อีกด้วย

  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ประเทศอินเดียถือเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการคอมพิวเตอร์อันดับต้นของโลก ไฮเดอราบาด หรืออีกชี่อคือ Cyberabad ถูกขนามนามให้เป็นซิลลิคอนวัลเลย์ของเอเชียเมืองบังกาลอว์เป็นแหล่งผลิตโปรแกรมเมอร์มือฉมังของโลก นอกจากนี้อินเดียยังสามารถส่งกระสวยอวกาศไปยังดาวอังคารได้เป็นผลสำเร็จ รวมถึงขีปนาวุธอัคนีที่มีพิสัยไกลถึง 5,000 กิโลเมตร เล็งไปที่จีนก็สามารถยิงไปยังทุกเมืองใหญ่ของชาวจีน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอินเดียย่อมเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีสำหรับนักเรียนสายวิทยาศาสตร์

  • ประสบการณ์นอกห้องเรียน

อินเดียประเทศแห่งอารยธรรมที่สำคัญของโลก มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น ทัชมาฮาล รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกมากมาย ตั้งแต่ทะเลทรายไปจนถึงท้องทะเลอันงดงาม มีโอกาสได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมที่มีความหลากหลายอยู่สูง รวมถึงได้ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ และเรียนรู้เรื่องราววัฒนธรรม อีกทั้งยังมีการพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวผ่อนคลายนอกสถานที่ มีประเพณี วัฒนธรรม วันหยุด ที่คล้ายกับของประเทศไทย ขณะที่นักศึกษาต่างชาติที่มาเรียนต่อมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะมีโฮสเทล อยู่ภายในมหาวิทยาลัย เหมาะสำหรับให้นักศึกษาได้พักอาศัยส่วนตัว

อันดับที่ 10 ประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์ นิยามของคำว่า “ตะวันออกพบกับตะวันตก” ถือว่าเหมาะกับนักเรียนที่ชอบความแปลกใหม่ของวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เต็มไปด้วยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว ในส่วนของการศึกษา สิงค์โปร์ก็เป็นอีกหนึ่ง Destination ที่ผู้คนจากทั่วโลกให้ความสนใจเดินทางไปเรียนต่อ เพราะมีการมุ่งเน้นความรู้ทางวิชาการอย่างตรงจุดคือความรู้ในแต่ละระดับ ส่วนทักษะรอบด้าน คือ การพัฒนาทักษะอื่น ๆ จากการเข้าชมรม ซึ่งชาวสิงคโปร์จะเรียกว่า CCA ซึ่งมีความจริงจังในการพัฒนาทักษะแต่ละอย่างเป็นอย่างมากเพื่อเก็บให้เป็น Portfolio ได้ เช่น ชมรมกีฬา ชมรมประสานเสียง ก็จะมีการซ้อมในทุก ๆ อาทิตย์และพาไปแข่งขันอย่างจริงจัง

  • เมืองในฝัน

สิงคโปร์ข้นชื่อได้ว่า “เมืองในสวน หรือ City in the Garden” หากใครเคยไปสิงคโปร์จะเห็นว่าทุกตารางนิ้วของประเทศเล็ก ๆ เต็มด้วยพื้นที่สีเขียวสบายตา คงไม่ต้องแปลกใจเพราะนี่คือวิสัยทัศน์ที่ทำให้ชาวต่างชาติทั้งอาเซียน และทวีปอื่น ๆ อยากมาใช้ชีวิตที่นี่ จะได้พบกับคนมากหน้าหลายตา หลายชนชาติ ส่งผลให้เป็นเมืองที่นอกจะรวยในพื้นที่สีเขียว ยังรวยวัฒนธรรม นอกจากนี้สิงค์โปร์ยังได้รับการยกย่องจาก The Economist Intelligence Unit ว่าเป็นอันดับ 1 ในด้าน Personal Security และ Infrastructure Security จึงสบายใจได้เลยว่า การเข้าไปเรียนในประเทศที่มีความปลอดภัยสูง ทำให้โฟกัสกับการเรียนและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยทางด้านร่างกายและทรัพย์สิน

  • ระบบการศึกษายอดเยี่ยม

ประเทศสิงคโปร์หนึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งของโลก มีความหลากหลายทางหลักสูตรและมหาวิทยาลัยทั้งของภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกันยังมีสถาบันการศึกษาจำนวนมากที่เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ทางการศึกษากับมหาวิทยาลัยต่างชาติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการศึกษาเพิ่มขึ้น อาทิ หลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดน  Transnational Education. เป็นต้น

  • โอกาสในการทำงาน

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันและเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ทำให้นักศึกษาที่เรียนจบมีโอกาสได้ฝึกงานหรือร่วมงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลก นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางของบริษัทชั้นนำของโลกในเอเชีย อย่าง Google, Netflix, Microsoft ฯลฯ การขอวีซ่าทำงานในสิงคโปร์นายจ้างต้องทำเรื่องให้ก่อน แต่ข้อได้เปรียบของการมาเรียนในสิงคโปร์ก็คือจะมีโอกาสได้ฝึกงานก่อน (โดยใช้วีซ่าของนักเรียน) จากนั้นก็จะมีโอกาสต่อยอดเพื่อไปทำงานได้นั่นเอง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นบางส่วนจากชาวชุมชน Eduzones จากโพล์ลการสำรวจความคิดเห็นประเด็น ประเทศอะไร…ที่คนไทยอยากไปเรียนมากที่สุด และกลายเป็นประเทศยอดฮิตในแวดวงการศึกษาต่อของเหล่านักเรียนต่างชาติในหลายประเทศ ส่วนเหตุผลข้อต่อ ๆ ไปจะมีอะไรบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองไปสัมผัสและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวเองภายใต้โพสต์นี้ แม้จะเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ แต่เชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตที่จะได้รับกลับไปต้องมีค่ามากกว่าอย่างแน่นอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *