เทียบความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยไทย VS มหาวิทยาลัยญี่ปุ่น

หลังจากที่ได้นำเสนอระบบการศึกษาของญี่ปุ่น การไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงอันดับมหาวิทยาลัยน่าเรียนในญี่ปุ่นกันไปแล้ว ซึ่งก็ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่าแล้วระบบมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกอย่างญี่ปุ่นนั้น มีความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยของไทยเราอย่างไรบ้าง? ซึ่งวันนี้เราก็ได้สรุปข้อแตกต่างที่ชัดเจนของมหาวิทยาลัยในทั้งสองประเทศนี้มาฝาก 5 ข้อด้วยกัน ดังนี้

 

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

  1. ยูนิฟอร์มชุดนักศึกษา

สำหรับมหาวิทยาลัยในไทยนั้นเราก็มักจะคุ้นตากับยูนิฟอร์มชุดนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยในไทยส่วนมากจะต้องใส่ยูนิฟอร์มชุดนักศึกษาไปเรียน และมีไม่กี่มหาวิทยาลัยที่ให้ใส่ชุดไปรเวทไปเรียนได้ หรือในบางคณะที่อนุญาตให้ใส่เสื้อช็อป ไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษาเข้าเรียนได้ก็มี แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นอิสระอย่างมาก เพราะหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยมาแล้วก็จะไม่มียูนิฟอร์มสำหรับการไปมหาวิทยาลัยแล้ว จึงสามารถแต่งตัวใส่ชุดไปรเวทที่สุภาพมาเรียนได้นั่นเอง

 

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ s grade japan

  1. การตัดเกรด

ระบบคัดเกรดของมหาวิทยาลัยไทยจะตัดเกรดสูงสุดที่ A เทียบเท่ากับเกรด 4 แต่ที่ญี่ปุ่นจะมีเกรดที่เหนือไปกว่าเกรด A นั่นก็คือเกรด S ตัวอย่างการแบ่งก็อย่างเช่น เกรด S = 90 คะแนนขึ้นไป, A = 89-80 คะแนน, B = 79-70 คะแนน, C = 69-60 คะแนน ซึ่งถือว่า ผ่าน ส่วน D และ E = ต่ำกว่า 59 คือไม่ผ่าน แต่มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใช้สัญลักษณ์ในการตัดเกรดเหมือนกันทุกมหาวิทยาลัย บางมหาวิทยาลัยอาจจะใช้เป็น AA, A, B, C คล้ายกับของบ้านเราได้เช่นกัน

 

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ガイダンス university

  1. การรับน้อง

กิจกรรมที่มหาวิทยาลัยไทยขาดไม่ได้ และถือเป็นประเพณี ที่เพิ่มสีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยไปแล้วนั่นก็คือ การรับน้อง ที่มหาวิทยาลัยไทยนั้นจัดเต็มทั้งการกิจกรรมร้องเต้น เล่นเกมและอีกมากมาย ในขณะที่ญี่ปุ่นนั้นไม่มีการรับน้อง แต่จะมีวัน Guidance (ガイダンス) แทน ซึ่งในวันนั้นจะมีอาจารย์มาพูดเกี่ยวกับวิธีลงเรียน มีรุ่นพี่มาแนะนำชมรมของคณะแทน

 

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ university training japan

  1. การฝึกงาน

ตามหลักสูตรการเรียนของมหาวิทยาลัยไทย มีทั้งแบบบังคับฝึกงาน และไม่บังคับฝึกงาน บางที่สามารถเลือกทำโปรเจกต์พิเศษแทนได้ หรือบางที่อาจจะโดนบังคับทั้งฝึกงาน และต้องทำโปรเจกต์จบด้วย แต่ที่ญี่ปุ่นจะไม่มีการบังคับฝึกงานในหลักสูตร นักศึกษาสามารถฝึกงานได้ตั้งแต่อยู่ปี 1 จนถึงปี 4 เลย ซึ่งการฝึกงานก็มีตั้งแต่ 1 วัน – 3 เดือน และถึงแม้ว่าหลักสูตรญี่ปุ่นจะไม่บังคับ แต่เด็กญี่ปุ่นส่วนมากก็ฝึกงานกัน เพราะเวลาเขียน Resume สมัครงาน นอกจากจะเขียนเรื่องชมรม และงานพาร์ทไทม์แล้ว การเขียนประสบการณ์ฝึกงานลงไปด้วยก็ทำให้มีโอกาสได้งานมากขึ้น

 

 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ japan job interview

  1. เริ่มหางานตั้งแต่ปี 4

ถ้าเป็นนักศึกษาไทยระยะเวลาการเริ่มหางานจะมีหลากหลาย แต่ส่วนมากก็จะเริ่มหางานช่วงปี 4 เทอม 2 ที่ใกล้จะเรียนจบ หรือหางานทำหลังจากที่เรียนจบแล้ว แต่นักศึกษาญี่ปุ่นจะเร่งเรียนให้จบภายใน 3 ปี ส่วนปีที่ 4 จะเอาไว้สำหรับหางานกันอย่างจริงจัง หรือบางคนก็เว้นไว้เป็นช่วงพักก่อนเริ่มทำงาน เพื่อให้บัณฑิตมีโอกาสทบทวนตัวเอวให้ดีและมากกขึ้นด้วย

 

 

 

สำหรับคนที่อยากจะมาศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นนอกจากข้อมูลความแตกต่างของมหาวิทยาลัยทั้งสองแล้ว เราก็มีบทความทั้งการเตรียมตัวศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น การทำวีซ่า พวกไปถึงที่พักในการเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ยังไงก็สามารถเข้ามาติดตามกันได้ที่ เว็บไซต์ eduzones ที่นี้ได้เลยค่ะ

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

: https://campus.campus-star.com

 

 

ขอบคุณรูปภาพจาก

: https://www.kagawa-u.ac.jp/kuio/news/2015/20204/

: https://media.connectiu.com/how-to-interview-for-a-job-in-japan/

: https://www.marj3.com/en/sichuan-government-scholarship-sgs-at-sichuan-agricultural-university-china-2019.html

: https://twitter.com/shock_and_roll/status/1168220976263376897

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *