7 ทางรอดระบบการศึกษาไทย ในยุค “เกิดน้อย – คุณภาพถดถอย” ถึงเวลาปฏิรูปโครงสร้างการเรียนรู้ เพื่อทวงคืนอนาคตเด็กไทย

7 ทางรอดระบบการศึกษาไทย

ในยุค “เกิดน้อย – คุณภาพถดถอย” ถึงเวลาปฏิรูปโครงสร้างการเรียนรู้ เพื่อทวงคืนอนาคตเด็กไทย

Incentive System

ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ไม่ใช่เพียงเพราะ อัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงต่อเนื่อง แต่ยังรวมถึงคำถามสำคัญว่า

“ทำไมเด็กไทยยิ่งเรียน ยิ่งถดถอยด้านคุณภาพ เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว?”

งานวิจัยและข้อเสนอเชิงนโยบายจากนักวิชาการจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า
นี่ไม่ใช่แค่ “วิกฤต” แต่คือ โอกาสสำคัญในการปฏิรูประบบการศึกษาไทยเชิงโครงสร้าง

หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจ คือการวิเคราะห์ของ
รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ซึ่งเสนอ “7 ทางรอด” ของระบบการศึกษาไทยไว้อย่างชัดเจน ดังนี้


1. ปฏิรูประบบแรงจูงใจ: ครูที่ตั้งใจต้องได้รับการตอบแทนที่เหมาะสม

หัวใจของการปฏิรูปการศึกษา ไม่ได้อยู่ที่หลักสูตรเพียงอย่างเดียว
แต่คือ การออกแบบระบบแรงจูงใจ (Incentive System)

ปัญหาสำคัญของระบบราชการไทย คือ

“คนตั้งใจทำงาน อาจไม่ได้รับผลตอบแทนที่ต่างจากคนไม่ตั้งใจ”

หากระบบการศึกษาไม่สามารถตอบแทนครูที่พัฒนาเด็กได้จริง
ครูย่อมหมดแรงใจ และคนเก่งก็ไม่เลือกเข้าสู่วิชาชีพครู

ทางออกสำคัญคือ

  • ออกแบบเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพครูให้ชัด

  • ให้รางวัลกับ “ผลลัพธ์การพัฒนาเด็ก” มากกว่าปริมาณเอกสาร

  • เปิดโอกาสให้คนเก่งจากภายนอกเข้ามาในระบบได้ง่ายขึ้น


2. ระบบการศึกษาต้องเปิดกว้าง มอง “ทุนมนุษย์” แบบรอบด้าน

การศึกษาไม่ควรผลิตคนที่เก่งสอบอย่างเดียว
แต่ต้องพัฒนาศักยภาพมนุษย์ในหลายมิติ ได้แก่

  • ความรู้และทักษะ

  • ความคิดวิเคราะห์และความยืดหยุ่นทางความคิด

  • นิสัย ความมุ่งมั่น ความอดทน

  • สุขภาพกายและสุขภาพจิต

สังคมในปัจจุบันคาดหวังจากเด็กมากกว่าสมัยก่อน
ดังนั้น ระบบการศึกษาต้องช่วย “ดูแลและพัฒนาเด็กทั้งคน”
ไม่ใช่เพียงวัดผลจากคะแนนสอบ


3. Learning Takes Time: การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องใช้เวลา

การเรียนรู้ไม่สามารถเร่งได้ด้วยการยัดเนื้อหา
แนวคิด Learning Takes Time ชี้ให้เห็นว่า
การออกแบบการเรียนรู้ต้องคำนึงถึง “ลำดับขั้น” และ “จังหวะการเรียนรู้”

สิ่งที่ควรทำคือ

  • ลดเนื้อหาที่ไม่จำเป็น

  • โฟกัสสาระสำคัญที่เด็กต้องเข้าใจจริง

  • ทำให้วิชากิจกรรม เช่น กีฬา ลูกเสือ เป็นพื้นที่แห่งความสุข ไม่ใช่ความเครียด

การเรียนรู้ที่ดี คือการให้เด็ก “เข้าใจลึก” ไม่ใช่ “จำได้เยอะ”


4. หยุดใช้นโยบาย กทม. เป็นคำตอบทั้งประเทศ

ปัญหาการศึกษาของเด็กในกรุงเทพฯ
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเด็กในชนบท

ในขณะที่เด็กเมืองอาจเรียนหนักเกินไป
เด็กในหลายพื้นที่กลับขาดโอกาสในการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน

ดังนั้น

นโยบายการศึกษาที่ดี ต้องยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่
ไม่ใช่สูตรเดียวใช้ได้ทั่วประเทศ


5. พัฒนาทักษะผู้ปกครอง เริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย

งานวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า
ช่วงปฐมวัยคือจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดของการพัฒนาทุนมนุษย์

การแก้ปัญหาคะแนน PISA ในระดับมัธยม ถือว่าสายเกินไป
เพราะรากฐานการเรียนรู้ถูกกำหนดตั้งแต่ช่วงอนุบาล

ระบบการศึกษาควร

  • ทำงานร่วมกับผู้ปกครอง

  • ลงพื้นที่ครัวเรือน

  • กระจายอำนาจการดูแลเด็กเล็กสู่ท้องถิ่น พร้อมงบประมาณที่เหมาะสม


6. ปฏิรูป STEM ให้สร้างแรงบันดาลใจ ไม่ใช่แรงกดดัน

แม้ STEM จะถูกพูดถึงมานาน
แต่ความสนใจของเด็กไทยกลับลดลงเมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมปลาย

สะท้อนว่า STEM ของไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง
ทั้งในด้านวิธีสอน เนื้อหา และการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง

STEM ที่ดีควร

  • ทำให้เด็กเห็นคุณค่า

  • เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหา

  • สร้างความสนุกและความท้าทาย


7. ห้องเรียนต้องเป็นพื้นที่ “ทดลอง” ไม่ใช่พื้นที่กลัวความผิดพลาด

การพัฒนาการศึกษาไทยติดกับดักความกลัวความล้มเหลว
ทั้งในเชิงนโยบายและในห้องเรียน

แต่การเรียนรู้ที่แท้จริง
ต้องเปิดโอกาสให้ ลองผิด ลองถูก และเรียนรู้จากความล้มเหลว

ห้องเรียนไทยควรเปลี่ยนจาก

“ทำตามคำสั่ง” → “คิด ทดลอง และตั้งคำถาม”


บทสรุป: ปฏิรูปวันนี้ เพื่อไม่ให้เด็กไทยหลงทางในอนาคต

การศึกษาไทยไม่ได้ขาด “ความพยายาม”
แต่ขาด โครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโตของครูและเด็ก

การปฏิรูปที่แท้จริง
ต้องเริ่มจากแรงจูงใจ ระบบคิด และความกล้าที่จะเปลี่ยน

เพราะสุดท้ายแล้ว

การศึกษาคือการลงทุนระยะยาวที่สำคัญที่สุดของประเทศ


ที่มา (เรียบเรียง): ไทยรัฐ
https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2908100

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *