ก.ค.ศ. ไฟเขียวจัดสรร 7,276 อัตราแทนครูเกษียณ พร้อมเคาะ “พื้นที่พิเศษ” 3,657 แห่ง ใช้สิทธิลดเวลาขอวิทยฐานะจาก 4 เหลือ 3 ปี

ก.ค.ศ. ไฟเขียวจัดสรร 7,276 อัตราแทนครูเกษียณ พร้อมเคาะ “พื้นที่พิเศษ” 3,657 แห่ง ใช้สิทธิลดเวลาขอวิทยฐานะจาก 4 เหลือ 3 ปี

ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2569 มีมติสำคัญเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งการจัดสรรอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการปีงบประมาณ 2569 จำนวน 7,276 อัตรา และการทบทวนรายชื่อสถานศึกษา “พื้นที่พิเศษ” ใหม่ รวม 3,657 แห่ง เพื่อให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีคุณสมบัติสามารถใช้เป็นเงื่อนไขลดระยะเวลาการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะจาก 4 ปี เหลือ 3 ปี โดยรายชื่อชุดใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

การประชุมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม

จัดสรรตำแหน่งว่างจากเกษียณ 7,276 อัตรา

หนึ่งในมติสำคัญคือการอนุมัติจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนรวม 7,276 อัตรา

แบ่งตามส่วนราชการได้ดังนี้

หน่วยงาน จำนวนอัตรา
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 77
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 3
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 6,792
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 292
กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) 112
รวม 7,276

จะเห็นว่าอัตราส่วนใหญ่จำนวน 6,792 อัตรา หรือมากกว่า 93% อยู่ในสังกัด สพฐ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ

ต้องเข้าใจให้ถูก: 7,276 อัตรา ไม่ได้หมายถึงเปิดสอบครู 7,276 คนทันที

จุดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ครูและผู้สนใจสอบบรรจุควรทำความเข้าใจ

มติของ ก.ค.ศ. รอบนี้คือการ “จัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการ” ไม่ใช่ประกาศเปิดสอบครูผู้ช่วยหรือประกาศรับสมัครบุคลากร 7,276 คนทันที

หลังจากได้รับการจัดสรรแล้ว แต่ละส่วนราชการยังต้องนำอัตราไปบริหารและกำหนดตำแหน่งให้สอดคล้องกับกรอบอัตรากำลัง ประเภทตำแหน่ง และเงื่อนไขที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการใช้ตำแหน่งต่อไป

ดังนั้น ผู้ที่กำลังรอสอบครูผู้ช่วยควรติดตามประกาศรับสมัครจริงจาก สพฐ. เขตพื้นที่การศึกษา สอศ. หรือหน่วยงานต้นสังกัดอีกครั้ง ไม่ควรตีความว่ามติ 7,276 อัตราเท่ากับจำนวนตำแหน่งสอบบรรจุที่จะเปิดพร้อมกันทั้งหมด

ใช้อัตราที่จัดสรรได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569

ก.ค.ศ. กำหนดว่าอัตราที่ได้รับการจัดสรรจากการเกษียณอายุราชการปีงบประมาณ 2569 โดยหลักจะสามารถนำมาใช้ได้ไม่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับตำแหน่งบางประเภทที่ได้รับการจัดสรรคืนทั้งหมดตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ พ.ศ. 2566–2570 ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญต่อการบริหารสถานศึกษาและการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษา สามารถบริหารตำแหน่งได้อย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด

ก.ค.ศ. ยังมอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันวางแนวทางบริหารกำลังคนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ด้วย

เคาะสถานศึกษา “พื้นที่พิเศษ” ชุดใหม่ 3,657 แห่ง

อีกมติที่ส่งผลโดยตรงต่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพของครู คือการเห็นชอบรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษฉบับใหม่ รวมทั้งหมด 3,657 แห่ง

แบ่งออกเป็น

  • สังกัด สพฐ. 2,739 แห่ง
  • สังกัด สอศ. 17 แห่ง
  • สังกัด สกร. 901 แห่ง

รายชื่อใหม่นี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และสำนักงาน ก.ค.ศ. จะนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ DPA เพื่อให้ผู้มีคุณสมบัติสามารถใช้สิทธิตามหลักเกณฑ์ต่อไป

ทำไมต้องทบทวนรายชื่อพื้นที่พิเศษใหม่?

ก่อนหน้านี้มีสถานศึกษาที่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่พิเศษตาม ว 23/2565 จำนวน 3,490 แห่ง

ในการพิจารณาครั้งล่าสุด ส่วนราชการได้เสนอรายชื่อเพิ่มเติมอีก 453 แห่ง ทำให้มีสถานศึกษาที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณารวม 3,943 แห่ง

สำนักงาน ก.ค.ศ. ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงลงพื้นที่ศึกษาสภาพจริงและเก็บข้อมูลเชิงลึก ก่อนเสนอคณะทำงานกลั่นกรองพิจารณาเป็นรายสถานศึกษา สุดท้ายพบว่ามีสถานศึกษาที่ผ่านหลักเกณฑ์รวม 3,657 แห่ง

จึงไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนทุกแห่งที่เสนอชื่อจะได้รับสถานะ “พื้นที่พิเศษ” โดยอัตโนมัติ

ครูพื้นที่พิเศษ ลดเวลาขอวิทยฐานะจาก 4 ปี เหลือ 3 ปี

ประโยชน์สำคัญของการได้รับสถานะสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษคือ ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่ปฏิบัติงานและมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ สามารถนำเงื่อนไขดังกล่าวไปใช้เพื่อลดระยะเวลาการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ

จากเดิมที่กำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะไว้ 4 ปี สามารถลดเหลือ 3 ปี หากเข้าเงื่อนไขที่ ก.ค.ศ. กำหนด

ดังนั้น คำว่า “ลดเวลาทำวิทยฐานะเหลือ 3 ปี” ไม่ได้หมายความว่าครูทุกคนทั่วประเทศจะลดจาก 4 ปีเหลือ 3 ปีโดยอัตโนมัติ แต่เป็นสิทธิสำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขการลดระยะเวลา ซึ่งการปฏิบัติงานในสถานศึกษาพื้นที่พิเศษเป็นหนึ่งในเงื่อนไขดังกล่าว

ทำงานโรงเรียนพื้นที่พิเศษแล้วได้สิทธิทันทีหรือไม่?

ยังไม่ควรตีความเช่นนั้น

การที่โรงเรียนอยู่ในบัญชีพื้นที่พิเศษเป็นหนึ่งในเงื่อนไข แต่ผู้ขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะยังต้องมีคุณสมบัติและผ่านกระบวนการตามหลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะของ ก.ค.ศ.

หลักเกณฑ์ปัจจุบันระบุว่า กรณีผู้ขอเข้าเงื่อนไขลดระยะเวลา จึงสามารถลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะตามเกณฑ์จาก 4 ปีเหลือ 3 ปี รวมถึงปรับช่วงเวลาของหลักฐานหรือผลการปฏิบัติงานตามเงื่อนไขที่กำหนด

รายชื่อใหม่มีผล 1 ตุลาคม 2569

ครูและผู้บริหารโรงเรียนควรจำวันที่นี้ไว้

📅 1 ตุลาคม 2569

คือวันที่บัญชีรายชื่อสถานศึกษาพื้นที่พิเศษจำนวน 3,657 แห่งชุดใหม่เริ่มมีผลใช้บังคับ

สำนักงาน ก.ค.ศ. จะนำรายชื่อเข้าสู่ระบบ DPA หรือระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล เพื่อให้ผู้มีคุณสมบัติใช้ประกอบการยื่นขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์

ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงเรียนที่เคยเป็นพื้นที่พิเศษ หรือโรงเรียนที่เคยเสนอขอเพิ่มเติม จึงควรตรวจสอบ “รายชื่อฉบับใหม่” อีกครั้ง ไม่ควรยึดว่าหากเคยอยู่ในบัญชีเดิมแล้วจะยังอยู่ในชุดใหม่โดยอัตโนมัติ

ก.ค.ศ. เดินหน้าเพิ่มความโปร่งใสระบบประเมินวิทยฐานะ

นอกจากเรื่องพื้นที่พิเศษ ที่ประชุมยังพิจารณามาตรการเกี่ยวกับกระบวนการประเมินวิทยฐานะ โดยมุ่งเพิ่มความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และป้องกันปัญหาผลประโยชน์หรือการกระทำที่กระทบต่อความเป็นธรรมในการประเมิน

ก.ค.ศ. เห็นชอบให้นำข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องไปเชื่อมโยงกับประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมกำหนดมาตรการกรณีกรรมการประเมินกระทำผิด เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบประเมินวิทยฐานะทั่วประเทศ

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ครูมีความเชื่อมั่นว่าการประเมินความก้าวหน้าทางวิชาชีพเป็นไปบนพื้นฐานของผลงานและหลักเกณฑ์อย่างเป็นธรรม

อีกมติสำคัญ ปรับหลักเกณฑ์ย้าย–เปลี่ยนตำแหน่ง–โอน มาตรา 38 ค. (2)

ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการใหม่เกี่ยวกับการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนไปดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2)

สาเหตุของการปรับปรุงเกิดจากการใช้หลักเกณฑ์เดิมตาม ว 12/2566 แล้วพบข้อจำกัด เช่น การกำหนดขั้นตอนให้ต้องดำเนินการตามลำดับ ทำให้บางกรณีใช้เวลานาน จำกัดทางเลือกในการบริหารตำแหน่งว่าง และยังไม่มีปฏิทินดำเนินงานที่เป็นระบบ

การปรับหลักเกณฑ์จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของความพยายามทำให้ระบบบริหารบุคคลของครูและบุคลากรทางการศึกษามีความคล่องตัวมากขึ้น

“ประเสริฐ” ชูระบบคล่องตัว โปร่งใส เป็นธรรม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงทิศทางการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายของ ก.ค.ศ. ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเป็นธรรม รวมถึงสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะครูและบุคลากรในพื้นที่พิเศษ

อีกเป้าหมายคือสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประเมินวิทยฐานะ เพื่อให้บุคลากรสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

สรุป 3 เรื่องใหญ่ที่ครูควรรู้

จากการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 8/2569 มีประเด็นที่กระทบกับครูและระบบการศึกษาโดยตรง ได้แก่

1. จัดสรรอัตราว่างจากการเกษียณ 7,276 อัตรา
โดยอยู่ใน สพฐ. มากที่สุด 6,792 อัตรา แต่ยังไม่ใช่ประกาศสอบบรรจุครูผู้ช่วย 7,276 คนทันที

2. ประกาศสถานศึกษาพื้นที่พิเศษชุดใหม่ 3,657 แห่ง
แบ่งเป็น สพฐ. 2,739 แห่ง สอศ. 17 แห่ง และ สกร. 901 แห่ง มีผล 1 ตุลาคม 2569

3. ผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถใช้สถานะพื้นที่พิเศษลดระยะเวลาวิทยฐานะจาก 4 ปีเหลือ 3 ปี
ไม่ได้ลดอัตโนมัติสำหรับครูทุกคน และยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิทยฐานะที่ ก.ค.ศ. กำหนด

สำหรับครูที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่มีความยากลำบาก สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้คือประกาศรายชื่อสถานศึกษาพื้นที่พิเศษฉบับเต็ม และการอัปเดตข้อมูลในระบบ DPA หลังวันที่ 1 ตุลาคม 2569

รายละเอียดผลการประชุมอย่างเป็นทางการสามารถติดตามจาก สำนักงาน ก.ค.ศ. – ผลประชุมครั้งที่ 8/2569 และ ข่าวกระทรวงศึกษาธิการ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *