นายณภัทร จันทร์นวล นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง หนึ่งในแกนนำเครือข่ายเด็กอาสาเพื่อบ้านเกิด ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการคัดค้านการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต 8 วิชา ในปีการศึกษา 2550 ว่า เท่าที่อ่านเหตุผลในการจัดสอบ O-NET 8 วิชา ที่ประกาศทางเว็บไซต์ http://www.niets.or.th ของ สทศ.แล้ว ตนเห็นว่าไม่ได้สร้างความกระจ่างและความชัดเจน ทั้งนี้ ทางเครือข่ายจะรอฟังเหตุผลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามที่ ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ว่าจะให้ สพฐ.ชี้แจงเรื่องนี้ร่วมกับ สทศ. อย่างไรก็ตาม ตนยังยืนยันจุดยืนว่า ม.6 ปีนี้ ควรสอบ 5 กลุ่มสาระเหมือนเดิม หากจะเพิ่มเป็น 8 กลุ่มสาระก็ควรเริ่มใช้กับ ม.3 หากใช้กับ ม.6 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระชั้นชิดเกินไป ทั้งนี้ เครือข่ายฯกำลังรวบรวมรายชื่อนักเรียนเพื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าว เสนอต่อนายกรัฐมนตรี รมว.ศึกษาธิการ และ ผอ.สทศ. คาดว่าจะได้ครบ 10,000 รายชื่อ ในเร็วๆนี้
ตอนนี้ได้จัดทำแผ่นพับคัดค้านแจกจ่ายให้เพื่อนนักเรียนบ้างแล้ว พร้อมทั้งเผยแพร่ในเว็บไซต์ http://www.sornorsor.com/onet2550 หัวข้อ เอกสารเผยแพร่คัดค้าน 3 กลุ่มสาระวิชา และอีเมลฟอร์เวิร์ดให้เพื่อนๆ ทราบและช่วยกันเผยแพร่ต่อ และจากการคุยกันในเว็บบอร์ดพบว่า ร้อยละ 90 ก็คัดค้านเช่นกัน ทั้งนี้ในเว็บไซต์ ยังเปิดให้ลงชื่อคัดค้านอย่างเป็นทางการด้วย และอีกส่วนได้ไปรวบรวมรายชื่อนักเรียนตามสถานที่ต่างๆ คาดว่าจะได้รายชื่อครอบ 10,000 รายชื่อเร็วๆ นี้ แกนนำนักเรียน กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแผ่นพับดังกล่าวระบุเหตุผลคัดค้าน 5 ข้อ คือ
1.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดความชัดเจนในการประกาศใช้นโยบาย เช่น ไม่มีการแจ้งล่วงหน้าถึง การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้นักเรียนได้เตรียมพร้อม สร้างความสับสน กังวลเป็นอย่างมาก
2.เพิ่มภาระด้านการเรียนให้นักเรียนโดยใช่เหตุ เนื่องจากวิชาที่สอบเพิ่มนั้น มิได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อในระดับอุดมศึกษา
3.ทั้ง 3 วิชา ไม่ใช่วิชาที่เนื้อหาสามารถทดสอบในโอเน็ตได้เนื่องจากเน้นการปฏิบัติ
4.มาตรฐานหลักสูตรของทั้ง 3 วิชา แต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถประเมินคุณภาพได้อย่างแท้จริง และ
5.โอเน็ตสามารถทดสอบได้ครั้งเดียวตลอดชีวิต
นักเรียนชั้น ม. 5 โรงเรียนวัดราชบพิธ หนึ่งในแกนนำเครือข่ายอาสาฯกล่าวว่า ขณะนี้มีเครือข่ายนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆใน 5 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี จันทบุรี พิษณุโลก กทม. เข้าร่วม โดยตัวแทนเครือข่ายฯ จะหารือร่วมกันในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อประชุมเตรียมแถลงข่าวเปิดตัวเครือข่ายฯ ทั้งนี้ ยังยืนยันจะเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านเรื่องนี้ต่อไป
เข้าใจว่า สทศ.อยากให้นักเรียนมีความรู้ในหลายๆ ด้าน จึงจะจัดสอบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่สำหรับเด็ก ม.ปลาย มองว่าหนักเกินไป อย่างเด็กในสายวิทย์ ที่สอบโอเน็ตเพียง 5 กลุ่มสาระวิชา แต่วิชาวิทยาศาสตร์ ที่รวมเอาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เด็ก
ก็ต้องอ่านถึง 8 วิชาแล้ว แต่ละวิชาก็เนื้อเยอะมาก ถ้าสอบแบบนี้คงต้องเครียดมากขึ้น สอบเพียง 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างเดิมดีแล้ว อีกอย่างวิชาสุขศึกษา พลศึกษา และการงานอาชีพ ไม่จำเป็นต้องสอบก็ได้ เรียนเพื่อจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเดียวก็พอ
ความคิดเห็นของ น.ส.ศรีสุลักษณ์ คะชา นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่ต้องสอบการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ หรือโอเน็ต ในปีการศึกษา 2550 ย้ำว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้จัดสอบโอเน็ต 8 กลุ่มสาระวิชาการเรียนรู้ จาก 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่ทำเพื่อเป็นการวัดความรู้พื้นฐานของเด็ก ปรับปรุง และพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนต่อไป แต่ความคิดที่ยกขึ้นมานั้น เป็นเพียงความคิดของผู้ใหญ่เพียงกลุ่มหนึ่ง แล้วผู้ใหญ่ในกลุ่มอื่นละ จะคิดแบบไหนกัน
อธิการบดีคนเก่งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ บอกว่า คงต้องทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่าสอบเพื่อวัดมาตรฐานความรู้ของเด็ก โรงเรียน เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกันหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น นักเรียนทุกคนคงต้องทำความเข้าใจ และเข้าร่วมสอบ ถึงแม้เด็กต้องเหนื่อยหน่อย แต่เด็กทุกคนจำเป็นต้องสอบ เพราะในตอนนี้การวัดระดับคุณภาพของโรงเรียนไม่สม่ำเสมอ ไม่อยู่ในระดับเดียวกัน และไม่สามารถวัดมาตรฐานได้ ถ้าด้วยเหตุผลนี้ ถือว่าควรทำ
"แต่อาจมองได้ว่าเป็นการสร้างความเครียดให้เด็กมากขึ้น ตรงจุดนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้การสอบปลายปี และการสอบโอเน็ต ไม่สร้างความเครียดให้เด็ก สามารถวัดมาตรฐานความรู้ คุณภาพของโรงเรียนได้" ศ.ดร.วิรุณ กล่าว
อธิการบดี มศว เสนอว่า เพื่อไม่ให้เด็กเครียด โรงเรียนควรยกเลิกการสอบปลายภาค แต่ให้เด็กมาสอบโอเน็ตแทน เพราะการสอบที่ดีที่สุดต้องไม่สร้างความเครียดให้เด็ก ไม่ให้เด็กหันไปเรียนกวดวิชา และเด็กไม่ต้องท่องจำ อีกทั้งข้อสอบที่ดีไม่ควรที่จะมีการท่องจำมากนัก ให้เด็กได้ใช้ความรู้ ความคิด ความเข้าใจเป็นหลัก
ด้าน รศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ อดีตอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า กระบวนการเรียนการสอน และการสอบในขณะนี้ยังสับสนอยู่มาก โดยเฉพาะการสอบโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้นั้น ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีความชัดเจนว่าเป้าหมายของการสอบเพื่ออะไรกันแน่ ใช้เพื่อประเมินคุณภาพว่าเด็กเรียนได้อย่างไร หรือเพื่อใช้เป็นคะแนนในการสอบแอดมิชชั่นส์ อีกทั้ง 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เด็กต้องสอบเพิ่มนั้น จะทำให้เด็กต้องอ่านหนังสือสอบมากเกินไป เป็นภาระของเด็กมากขึ้นอีกด้วย ฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรทำความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้
รศ.ดร.ไพฑูรย์ บอกอีกว่า การสอบ 3 วิชาเพิ่ม ที่เน้นให้เด็กปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ จะทำให้เด็กเครียดมากขึ้นแน่ เพราะปัจจุบันการเรียนการสอนก็เครียดอยู่แล้ว ยิ่งเอาคะแนนโอเน็ตไปรวมกับจีพีเอเอ็กซ์ จีพีเอ เด็กต้องสอบหลายครั้ง ยิ่งทำให้เด็กเครียดมากขึ้น จึงไม่เห็นด้วย เพราะตอกย้ำให้เห็นว่า การศึกษาไทยให้ความสำคัญกับการสอบภายนอกโรงเรียนมากกว่าการสอบของโรงเรียน ซึ่งทางที่ดีน่าให้มหาวิทยาลัยเลือกเองว่าต้องการรายวิชาอะไรก็ให้เด็กสอบวิชานั้น
มุมมองอีกมุมหนึ่งของนักวิชาการ ที่ชี้ให้เห็นถึงแนวคิดด้านหนึ่ง แล้วฝั่งนักวิจัยทั้งหลายจะมีมุมมองความคิดแตกต่างหรือพ้องกัน
ถ้ามองในเรื่องมาตรฐานของโรงเรียน จะทำให้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์การเรียนของเด็ก และคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนได้ อย่ามองเพียงว่าการสอบโอเน็ตปีการศึกษา 2550 สอบเพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2549 มา 3 วิชานั้น เป็นการสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว ควรมองไปถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อระบบการศึกษาด้วย ความคิดเห็นของ รศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี ผอ.ศูนย์ทดสอบและประเมินเพื่อพัฒนาการศึกษาและวิชาชีพ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ
ผอ.ศูนย์ทดสอบฯ ยังบอกอีกว่า การที่ สทศ. ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานเพื่อทดสอบการศึกษาระดับชาติ ได้กระจายอำนาจไปยังสถานศึกษา โดยการจัดการสอบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้นั้น สามารถเป็นการวัดประเมินคุณภาพมาตรฐานของโรงเรียนทั่วประเทศให้อยู่ในระดับเดียวกันได้ ซึ่งปกติการศึกษา เรื่องการเรียนการสอบเป็นเรื่องปกติที่ทำให้เด็กเครียด เพราะไม่ว่าจะทำงานหรืออยู่องค์กรไหน ทำอะไร ที่ต้องมีการแข่งขัน ต่างทำให้เกิดความเครียดขึ้นได้ทั้งนั้น
หรือ นายชาญวิทย์ เทียบบุญประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบการศึกษาและจิตวิทยา มศว เล่าว่า เห็นด้วยกับการสอบโอเน็ต 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เพราะเมื่อโรงเรียนสอน 8 กลุ่มสาระ ก็ควรสอบวัดทั้ง 8 กลุ่มสาระเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ทำให้ทราบผลสัมฤทธิ์ เพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนและยกระดับมาตรฐานโรงเรียน อีกทั้งอย่าลืมว่า ทุกวันนี้เด็กไม่สนใจวิชาศีลธรรม สุขศึกษา ศิลปะ หรือแม้แต่การงานพื้นฐานอาชีพ
ผอ.สำนักงานทดสอบฯ มศว เล่าต่อว่า เด็กมักให้ความสำคัญเพียงผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ เพื่อนำไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว จึงทำให้มีแต่เด็กเก่ง แต่ขาดจริยธรรม คุณธรรม ทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็น หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การสอบ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เหลือ จะได้เป็นการวัดเด็กที่ไม่ใช่เพียงวัดแค่วิชาการ
หลากฝ่ายหลายมุมมอง ก็ย่อมมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ทุกๆ ฝ่ายย่อมทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา แต่จะมีใครมองความคิดของกลุ่มเด็กที่เป็นผู้ปฏิบัติบ้างหรือเปล่าว่า พวกเขาต้องการการสอบแบบไหนกันแน่ ?
แหล่งที่มา ไทยรัฐ คมชัดลึก สยามรัฐ