www.eduzones.com : The Most Popular Education Site in Thailand   
 

ปิโตเลียม

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

อยากทราบเนื้อหาค่ะ

-----------------------------------------------------------------------------

การกำเนิดปิโตรเลียม

เมื่อหลายล้านปี ทะเละต็มไปด้วยสัตว์ และพืชเล็ก ๆ จำพวกจุลินทรีย์ เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงจำนวนมหาศาล ก็จะตกลงสู่ก้นทะเล และถูกทับถมด้วยโคลน และทรายแม่น้ำ จะพัดพากรวดทราย และโคลนสู่ทะเล ปีละหลายแสนตัน ซึ่งกรวด ทราย และโคลน จะทับถมสัตว์ และพืชสลับทับซ้อนกัน เป็นชั้น ๆ อยู่ตลอดเวลา นับเป็นล้านปีการทับถมของชั้นตะกอนต่าง ๆ มากขึ้น จะหนานับร้อยฟุต ทำให้เพิ่มน้ำหนักความกดและบีบอัด จนทำให้ทราย และชั้นโคลน กลายเป็นหินทราย และหินดินดาน ตลอดจนเกิดกลั่นสลายตัว ของสัตว์ และพืชทะเล เป็นน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ และก๊าญธรรมชาติ มีความเบา จะเคลื่อนย้าย ไปกักเก็บอยู่ในชั้นหินเนื้อพรุน เฉพาะบริเวณที่สูงของโครงสร้างแต่ละแห่ง และจะถูกกักไว้ด้วยชั้นหินเนื้อแน่น ที่ปิดทับอยู่

นักธรณีวิทยาส่วนใหญ่มีแนวความคิดว่า ปิโตรเลียมน่าจะมีแหล่งกำเนิดมาจากสารอินทรีย์ ทำให้การศึกษามุ่งหากำเนิดของน้ำมันที่เป็นแบบอย่างหรือตัวแทนของน้ำมันส่วนใหญ่ที่พบและผลิตในอุตสาหกรรม ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแหล่งปิโตรเลียมส่วนใหญ่ในโลกมักมีความเกี่ยวข้องกับหินตะกอนที่สะสมในทะเล แต่ในประเทศไทยพบทั้งในหินตะกอนที่สะสมในทะเลและไม่ได้สะสมในทะเล เนื่องจากหินตะกอนจะมีส่วนประกอบของสารอินทรีย์มากกว่าหินประเภทอื่นๆ พวกสิ่งมีชีวิตแต่ละประเภทจะมีสารอินทรีย์แตกต่างกันเช่น

  1. Marine&Lacustrine Plankton ประกอบด้วย โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ถึง 50% และ Lipid 25%
  2. Bacteria ประกอบด้วย โปรตีนและ Lipids
  3. Landplant ประกอบด้วย Cellulose, Lignin, Waxes, Resin และ Lipid เล็กน้อย

เมื่อสิ่งมีชีวิตสิ้นสภาพและถูกพัดพามาพร้อมกับตะกอนลงสู่แอ่งสะสมตะกอน บางส่วนของซากสิ่งมีชีวิตถูกทำลาย โดยขบวนการเติมออกซิเจน(Oxidation) บ้างก็ถูกทำลาย และเป็นอาหารจุลินทรีย์ ส่วนที่เหลือจะถูก preserved ได้ต้องอาศัยการตกทับถมอย่างรวดเร็วและลักษณะของตะกอนที่ปิดทับ ซึ่งต้องการสภาพแวดล้อมแบบไม่มีออกซิเจน(Reducing)

พวกอินทรีย์สารที่มากับตะกอนทับถมตัวแล้วจะถูกทำลายโดยพวกจุลินทรีย์ การเปลี่ยนแปลงนี้จะก่อให้เกิดก๊าซ CO2, H2O, CH4, H2S สุดท้ายจะได้ Insoluble Kerogen ซึ่งเป็น Common form ของสารอินทรีย์ ไปเป็นคีโรเจน มี 3 ขั้นตอน รูปที่ 2

  1. Microbial Activity กระบวนการเหล่านี้เกิดเป็นขั้นตอนแรกในระดับใกล้พื้นผิว เป็นขั้นตอนที่จุลินทรีย์ทำลาย ย่อยสลาย สารอินทรีย์เริ่มต้นในตะกอน ถ้าโดยวิธี Aerobic จะเป็นการทำลายสารอินทรีย์โดยตรง จะได้ก๊าซ CO2 และ H2O แต่ถ้าเป็น Anaerobic Method จะสลายสารอินทรีย์บางส่วนโดยวิธี Fermentation จะได้ก๊าซ CH4, Amino Acids และน้ำตาล
  2. Polycondendsation เมื่อเวลาผ่านไประดับลึกลงมากขึ้น กรดอะมิโนและน้ำตาล ไม่สามารถทนสภาพที่เปลี่ยนไปก็จะรวมตัวกันเป็นโมเลกุลใหญ่ขึ้น
  3. Insolubilization เป็นขบวนการที่ทำให้โพลีเมอร์ ที่เกิดขึ้นกลายเป็นกรดอิวมิกและฟลูวิก และจะเปลี่ยนเป็นฮิวมิน เมื่อมีการอัดแน่นเพิ่มมากขึ้น ขั้นตอนนี้จะเกิดที่ระดับความลึกหลายร้อยเมตร และใช้เวลาหลายล้านปี และผลสุดท้ายจะได้ ที่เรียกว่า Kerogen

ประเภทของ Kerogen จะเป็นตัวกำหนดชนิดของปิโตรเลียม รูปที่ 3 เช่น

    Type I เป็น Kerogen ที่มีส่วนประกอบ H/C สูงและค่า O/C ต่ำ เป็น Kerogen ที่มาจากสารอินทรีย์พวก Algae ในสภาวะแวดล้อมแบบทะเลสาบ หรือบริเวณชายฝั่ง ที่สามารถเกิด Algal Bloom ได้ จะให้น้ำมันชนิดพาราฟีน Type II เป็น Kerogen ที่มีส่วนประกอบ H/C ปานกลาง และอัตราส่วน O/C ค่อนข้างต่ำ มักจะพบในพวกหิน ตะกอนที่สะสมในทะเล ได้อินทรีย์สารพวกสาหร่าย Organism และ Higher Plants จะให้น้ำมันชนิดแนฟทาและอะโรมาติก
    Type III เป็น Kerogen ชนิด H/C และ O/C ในอัตราต่ำ สารอินทรีย์ส่วนใหญ่เป็นพวก Land Plants โดยเฉพาะพวกเซลลูโลส และ woody materials Kerogen ชนิดนี้จะให้ก๊าซ เมื่อตะกอนที่สะสมตัวจมลึกลงไปเรื่อยๆ ตามเวลานั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของอินทรีย์สารในตะกอนตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงนี้แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ Diagenesis, Catagenesis และ Metagenesis รูปที่ 4 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอายุของ Kerogen ว่าน้อยหรือมากเกินไปที่จะให้ปิโตรเลียม Kerogen ที่อยู่ภายใต้สภาวะการสะสมตัวที่จัดว่าเป็น Mature Kerogen คือ อุณหภูมิ ระหว่าง 60-120oC จะสามารถผลิตน้ำมันและก๊าซได้ดี และถ้าอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเป็น 120-225 oC ตามระดับความลึกนั้น จะเป็นการผลิตก๊าซเป็นหลัก ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้ก็จะไม่สามารถผลิตได้อีกต่อไป คือสิ้นสภาพของ Kerogen กลายเป็นสาร inert หรือ graphite ต่อไป Organic Diagenesis จัดเป็นช่วงที่เรียกได้ว่า Immature stage เกิดในช่วงระดับความลึกจากพื้นผิวลงไปจนถึงระดับความลึกประมาณ 1,000 เมตร หรือ กว่าไม่มากนักระดับความกดดันและอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ คือ ต่ำกว่า 50-60 oC เริ่มต้นด้วย Microbial Degradation เปลี่ยนแปลงสารอินทรีย์เริ่มต้น ตามด้วย Polymerzation และ Condensation แปลงสารเริ่มต้นไปเป็น Fulvic acids, Humic Acids และ Humins และได้ Products พวก CH4, CO2, H2O และ H2S ออกมาด้วย Catagenesis จัดอยู่ในช่วงที่เรียกว่า mature stage มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับ Kerogen ที่จะผลิตน้ำมันออกมา นอกจากนี้ถ้ายังมีพวก Humin เหลืออยู่ ก็จะถูกแปลงไปเป็น Kerogen และผลิตเป็นน้ำมันต่อไป ระดับความลึกของ Catagenesis หรือบางทีก็เรียกเป็น oil window จะอยู่ตั้งแต่ 1,000 เมตร กว่าไปจนถึงระดับ 3,000 เมตร Metagenesis เป็นช่วงที่เรียกว่า Over mature stage เกิดขึ้นในระดับที่ลึกมากทั้งความกดดัน และอุณหภูมิมากกว่า 150 oC ซึ่งจะทำให้ปริมาณ Oxygen และ Hydrogen ที่เคยมีอยู่ใน Kerogen สลายออกไปเกือบหมด จึงไม่สามารถแยกชนิด Kerogen ว่าเป็น Type I, II หรือ III ได้ เพราะสารส่วนใหญ่ที่เหลือคือ คาร์บอน เมื่อ Kerogen ให้ปิโตรเลียมแล้วจะต้องเคลื่อนที่ออกจากแหล่งกำเนิดไปยังหินกักเก็บปิโตรเลียม ซึ่งมี ความสามารถในการซึมผ่านที่ดีกว่าและสะสมตัวต่อไป การเคลื่อนที่จากแหล่งกำเนิดจนกว่าจะพ้นจากหินต้นกำเนิดนี้จัดเป็น primary migration เมื่อเคลื่อนเข้าสู่หินกักเก็บแล้ว และเคลื่อนต่อไปจนกว่าจะถูกโครงสร้างกักเก็บ เป็นการเคลื่อนที่แบบ secondary migration ส่วนการเคลื่อนที่จากแหล่งเก็บกักแรกไปยังแหล่งกักเก็บอื่นๆ หรือต่อๆ ไป อาจเรียกได้ว่าเป็น Tertiary Migration
    ********ถ้าท่านผู้ใดสนใจเรื่องปิโตรเลียม แอดมาคุยกันได้นะคับ deargase_silla164@hotmail.com อ่อ เป็นปลื้ม วิศวกรรมปิโตรเลียม ม.เทคโนโลยีสุรนารี******** 

 

http://www.sut.ac.th/engineering/Geo/ 

ฝากเว็บไซต์สาขาวิชาด้วยนะคับ ....เป็นปลื้ม

แก้ไขล่าสุดโดย nunthida เมื่อ 8/2/2551 16:11:40
   
คัดสรรมาฝากโดย tid8725 (น.ส. ช่อทิพย์ บรรเจิดกรพินธุ์) บทความทั้งหมดของคุณ tid8725
วันที่ 02/09/2549 เวลา 21:16:13
เข้าชมบทความนี้แล้ว 31894 ครั้ง ได้รับการโหวต 70 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน


ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 31894 คน ตอบ 21 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 27
วันที่ 6/8/2551 11:29:34
โดย คุณ จร้า
IP : 118.173.248.***
 

ขอบคุณที่ให้ข้อมูลคะ

โพสต์เมื่อ : 6/8/2551 11:29:34
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 26
วันที่ 4/7/2551 19:24:12
โดย คุณ อ้อม
IP : 118.174.205.***
 

หนูอยากรู้เรื่อง ปิโตรเลียมกับสังคมเศษฐกิจ อะค่ะ พอดีจะหาข้อมูลทำรายงานอะค่ะ แล้วจะต้องนำเสนอหน้าห้องด้วย ฝากด้วยนะค่ะ

โพสต์เมื่อ : 4/7/2551 19:24:12
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 22
วันที่ 21/9/2550 9:12:09
โดย คุณ ยุ้ย
IP : 61.7.231.***
 

1.กำเนิดและแหล่งปิโตเลียม
2.ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมันปิโฑตเลียม
3.แก๊สธรรมชาติ
4.สารประกอบไฮโดรคาบอน
5.เชื้อเพลิงในชีวิตประจำวัน

โพสต์เมื่อ : 21/9/2550 9:12:09
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 21
วันที่ 9/9/2550 12:05:04
โดย คุณ วาส
IP : 203.172.199.***
 

รักนะเด็กโง่

โพสต์เมื่อ : 9/9/2550 12:05:04
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 20
วันที่ 7/9/2550 9:15:20
โดย คุณ ตู่
IP : 203.113.17.***
 

ดีมากๆๆๆๆๆๆๆครับ

โพสต์เมื่อ : 7/9/2550 9:15:20
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 19
วันที่ 24/8/2550 18:29:17
โดย คุณ แฟร์
IP : 125.25.231.***
 

ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

โพสต์เมื่อ : 24/8/2550 18:29:17
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 18
วันที่ 24/8/2550 14:03:21
โดย คุณ ด อกเห้ก
IP : 202.143.135.***
 

โตเลียม

โพสต์เมื่อ : 24/8/2550 14:03:21
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 17
วันที่ 23/8/2550 13:57:03
โดย คุณ ผู้หวัง D
IP : 125.24.149.***
 

พิมพ์ก็ผิด เฮ่อภาษาเราแท้ๆ

โพสต์เมื่อ : 23/8/2550 13:57:03
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 15
วันที่ 18/8/2550 12:08:48
โดย คุณ จ๋า
IP : 125.27.170.***
 

ใจความดีมากค่ะ

โพสต์เมื่อ : 18/8/2550 12:08:48
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 14
วันที่ 12/7/2550 14:23:07
โดย คุณ tong
IP : 58.9.126.***
 

ขอบคุนนะ ที่ให้ความรู้เรา

โพสต์เมื่อ : 12/7/2550 14:23:07
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 13
วันที่ 12/7/2550 14:20:31
โดย คุณ tong
IP : 58.9.126.***
 

ก็ดีนะ

โพสต์เมื่อ : 12/7/2550 14:20:31
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 12
วันที่ 11/7/2550 11:12:21
โดย คุณ วสาสว่วสส่ยนร่ยงีรยสร้าส้สาวสา
IP : 125.24.246.***
 

งง

โพสต์เมื่อ : 11/7/2550 11:12:21
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 11
วันที่ 9/7/2550 10:56:26
โดย คุณ ku
IP : 125.26.249.***
 



โพสต์เมื่อ : 9/7/2550 10:56:26
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 10
วันที่ 6/6/2550 10:14:54
โดย คุณ เกะ
IP : 125.26.249.***
 

{{0

โพสต์เมื่อ : 6/6/2550 10:14:54
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 8
วันที่ 1/1/2550 15:25:42
โดย คุณ แอน
IP : 203.113.45.***
 

ขอบคุณที่ให้ความรู้แก่แอนค่ะ

โพสต์เมื่อ : 1/1/2550 15:25:42
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 7
วันที่ 1/1/2550 15:23:35
โดย คุณ แอน
IP : 203.113.45.***
 

ขอบคุณค่ะ

โพสต์เมื่อ : 1/1/2550 15:23:35
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 5
วันที่ 8/12/2549 12:32:07
โดย คุณ นักเรียน
IP : 203.113.57.***
 

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตเลียมมีอะไรบ้างคะ........ช่วยบอกที่....

โพสต์เมื่อ : 8/12/2549 12:32:07
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 4
วันที่ 9/9/2549 14:34:22
โดย คุณ หลานย่าโม
IP : 125.25.10.***
 

ผมขอเป็น ผลกะทบที่เกิดจากปิโตเลียม มีมั้ยครับ ถ้าได้จะขอบพระคุณอย่างสูงๆๆๆ

โพสต์เมื่อ : 9/9/2549 14:34:22
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 3
วันที่ 4/9/2549 14:44:14
โดย คุณ m
IP : 202.143.172.***
 


ขอบคุณมาก ครับ

โพสต์เมื่อ : 4/9/2549 14:44:14
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 2
วันที่ 3/9/2549 21:46:24
โดย คุณ deargase
IP : 203.158.4.***
 

http://www.sut.ac.th/engineering/Geo/ 

ฝากเว็บไซต์สาขาวิชาด้วยนะคับ ....เป็นปลื้ม




โพสต์เมื่อ : 3/9/2549 21:46:24
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 1
วันที่ 3/9/2549 21:43:42
โดย คุณ deargase
IP : 203.158.4.***
 

การกำเนิดปิโตรเลียม

เมื่อหลายล้านปี ทะเละต็มไปด้วยสัตว์ และพืชเล็ก ๆ จำพวกจุลินทรีย์ เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงจำนวนมหาศาล ก็จะตกลงสู่ก้นทะเล และถูกทับถมด้วยโคลน และทรายแม่น้ำ จะพัดพากรวดทราย และโคลนสู่ทะเล ปีละหลายแสนตัน ซึ่งกรวด ทราย และโคลน จะทับถมสัตว์ และพืชสลับทับซ้อนกัน เป็นชั้น ๆ อยู่ตลอดเวลา นับเป็นล้านปีการทับถมของชั้นตะกอนต่าง ๆ มากขึ้น จะหนานับร้อยฟุต ทำให้เพิ่มน้ำหนักความกดและบีบอัด จนทำให้ทราย และชั้นโคลน กลายเป็นหินทราย และหินดินดาน ตลอดจนเกิดกลั่นสลายตัว ของสัตว์ และพืชทะเล เป็นน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ และก๊าญธรรมชาติ มีความเบา จะเคลื่อนย้าย ไปกักเก็บอยู่ในชั้นหินเนื้อพรุน เฉพาะบริเวณที่สูงของโครงสร้างแต่ละแห่ง และจะถูกกักไว้ด้วยชั้นหินเนื้อแน่น ที่ปิดทับอยู่

นักธรณีวิทยาส่วนใหญ่มีแนวความคิดว่า ปิโตรเลียมน่าจะมีแหล่งกำเนิดมาจากสารอินทรีย์ ทำให้การศึกษามุ่งหากำเนิดของน้ำมันที่เป็นแบบอย่างหรือตัวแทนของน้ำมันส่วนใหญ่ที่พบและผลิตในอุตสาหกรรม ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแหล่งปิโตรเลียมส่วนใหญ่ในโลกมักมีความเกี่ยวข้องกับหินตะกอนที่สะสมในทะเล แต่ในประเทศไทยพบทั้งในหินตะกอนที่สะสมในทะเลและไม่ได้สะสมในทะเล เนื่องจากหินตะกอนจะมีส่วนประกอบของสารอินทรีย์มากกว่าหินประเภทอื่นๆ พวกสิ่งมีชีวิตแต่ละประเภทจะมีสารอินทรีย์แตกต่างกันเช่น

  1. Marine&Lacustrine Plankton ประกอบด้วย โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ถึง 50% และ Lipid 25%
  2. Bacteria ประกอบด้วย โปรตีนและ Lipids
  3. Landplant ประกอบด้วย Cellulose, Lignin, Waxes, Resin และ Lipid เล็กน้อย

เมื่อสิ่งมีชีวิตสิ้นสภาพและถูกพัดพามาพร้อมกับตะกอนลงสู่แอ่งสะสมตะกอน บางส่วนของซากสิ่งมีชีวิตถูกทำลาย โดยขบวนการเติมออกซิเจน(Oxidation) บ้างก็ถูกทำลาย และเป็นอาหารจุลินทรีย์ ส่วนที่เหลือจะถูก preserved ได้ต้องอาศัยการตกทับถมอย่างรวดเร็วและลักษณะของตะกอนที่ปิดทับ ซึ่งต้องการสภาพแวดล้อมแบบไม่มีออกซิเจน(Reducing)

พวกอินทรีย์สารที่มากับตะกอนทับถมตัวแล้วจะถูกทำลายโดยพวกจุลินทรีย์ การเปลี่ยนแปลงนี้จะก่อให้เกิดก๊าซ CO2, H2O, CH4, H2S สุดท้ายจะได้ Insoluble Kerogen ซึ่งเป็น Common form ของสารอินทรีย์ ไปเป็นคีโรเจน มี 3 ขั้นตอน รูปที่ 2

  1. Microbial Activity กระบวนการเหล่านี้เกิดเป็นขั้นตอนแรกในระดับใกล้พื้นผิว เป็นขั้นตอนที่จุลินทรีย์ทำลาย ย่อยสลาย สารอินทรีย์เริ่มต้นในตะกอน ถ้าโดยวิธี Aerobic จะเป็นการทำลายสารอินทรีย์โดยตรง จะได้ก๊าซ CO2 และ H2O แต่ถ้าเป็น Anaerobic Method จะสลายสารอินทรีย์บางส่วนโดยวิธี Fermentation จะได้ก๊าซ CH4, Amino Acids และน้ำตาล
  2. Polycondendsation เมื่อเวลาผ่านไประดับลึกลงมากขึ้น กรดอะมิโนและน้ำตาล ไม่สามารถทนสภาพที่เปลี่ยนไปก็จะรวมตัวกันเป็นโมเลกุลใหญ่ขึ้น
  3. Insolubilization เป็นขบวนการที่ทำให้โพลีเมอร์ ที่เกิดขึ้นกลายเป็นกรดอิวมิกและฟลูวิก และจะเปลี่ยนเป็นฮิวมิน เมื่อมีการอัดแน่นเพิ่มมากขึ้น ขั้นตอนนี้จะเกิดที่ระดับความลึกหลายร้อยเมตร และใช้เวลาหลายล้านปี และผลสุดท้ายจะได้ ที่เรียกว่า Kerogen

ประเภทของ Kerogen จะเป็นตัวกำหนดชนิดของปิโตรเลียม รูปที่ 3 เช่น

    Type I เป็น Kerogen ที่มีส่วนประกอบ H/C สูงและค่า O/C ต่ำ เป็น Kerogen ที่มาจากสารอินทรีย์พวก Algae ในสภาวะแวดล้อมแบบทะเลสาบ หรือบริเวณชายฝั่ง ที่สามารถเกิด Algal Bloom ได้ จะให้น้ำมันชนิดพาราฟีน Type II เป็น Kerogen ที่มีส่วนประกอบ H/C ปานกลาง และอัตราส่วน O/C ค่อนข้างต่ำ มักจะพบในพวกหิน ตะกอนที่สะสมในทะเล ได้อินทรีย์สารพวกสาหร่าย Organism และ Higher Plants จะให้น้ำมันชนิดแนฟทาและอะโรมาติก
    Type III เป็น Kerogen ชนิด H/C และ O/C ในอัตราต่ำ สารอินทรีย์ส่วนใหญ่เป็นพวก Land Plants โดยเฉพาะพวกเซลลูโลส และ woody materials Kerogen ชนิดนี้จะให้ก๊าซ เมื่อตะกอนที่สะสมตัวจมลึกลงไปเรื่อยๆ ตามเวลานั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของอินทรีย์สารในตะกอนตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงนี้แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ Diagenesis, Catagenesis และ Metagenesis รูปที่ 4 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอายุของ Kerogen ว่าน้อยหรือมากเกินไปที่จะให้ปิโตรเลียม Kerogen ที่อยู่ภายใต้สภาวะการสะสมตัวที่จัดว่าเป็น Mature Kerogen คือ อุณหภูมิ ระหว่าง 60-120oC จะสามารถผลิตน้ำมันและก๊าซได้ดี และถ้าอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเป็น 120-225 oC ตามระดับความลึกนั้น จะเป็นการผลิตก๊าซเป็นหลัก ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้ก็จะไม่สามารถผลิตได้อีกต่อไป คือสิ้นสภาพของ Kerogen กลายเป็นสาร inert หรือ graphite ต่อไป Organic Diagenesis จัดเป็นช่วงที่เรียกได้ว่า Immature stage เกิดในช่วงระดับความลึกจากพื้นผิวลงไปจนถึงระดับความลึกประมาณ 1,000 เมตร หรือ กว่าไม่มากนักระดับความกดดันและอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ คือ ต่ำกว่า 50-60 oC เริ่มต้นด้วย Microbial Degradation เปลี่ยนแปลงสารอินทรีย์เริ่มต้น ตามด้วย Polymerzation และ Condensation แปลงสารเริ่มต้นไปเป็น Fulvic acids, Humic Acids และ Humins และได้ Products พวก CH4, CO2, H2O และ H2S ออกมาด้วย Catagenesis จัดอยู่ในช่วงที่เรียกว่า mature stage มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับ Kerogen ที่จะผลิตน้ำมันออกมา นอกจากนี้ถ้ายังมีพวก Humin เหลืออยู่ ก็จะถูกแปลงไปเป็น Kerogen และผลิตเป็นน้ำมันต่อไป ระดับความลึกของ Catagenesis หรือบางทีก็เรียกเป็น oil window จะอยู่ตั้งแต่ 1,000 เมตร กว่าไปจนถึงระดับ 3,000 เมตร Metagenesis เป็นช่วงที่เรียกว่า Over mature stage เกิดขึ้นในระดับที่ลึกมากทั้งความกดดัน และอุณหภูมิมากกว่า 150 oC ซึ่งจะทำให้ปริมาณ Oxygen และ Hydrogen ที่เคยมีอยู่ใน Kerogen สลายออกไปเกือบหมด จึงไม่สามารถแยกชนิด Kerogen ว่าเป็น Type I, II หรือ III ได้ เพราะสารส่วนใหญ่ที่เหลือคือ คาร์บอน เมื่อ Kerogen ให้ปิโตรเลียมแล้วจะต้องเคลื่อนที่ออกจากแหล่งกำเนิดไปยังหินกักเก็บปิโตรเลียม ซึ่งมี ความสามารถในการซึมผ่านที่ดีกว่าและสะสมตัวต่อไป การเคลื่อนที่จากแหล่งกำเนิดจนกว่าจะพ้นจากหินต้นกำเนิดนี้จัดเป็น primary migration เมื่อเคลื่อนเข้าสู่หินกักเก็บแล้ว และเคลื่อนต่อไปจนกว่าจะถูกโครงสร้างกักเก็บ เป็นการเคลื่อนที่แบบ secondary migration ส่วนการเคลื่อนที่จากแหล่งเก็บกักแรกไปยังแหล่งกักเก็บอื่นๆ หรือต่อๆ ไป อาจเรียกได้ว่าเป็น Tertiary Migration
    ********ถ้าท่านผู้ใดสนใจเรื่องปิโตรเลียม แอดมาคุยกันได้นะคับ deargase_silla164@hotmail.com อ่อ เป็นปลื้ม วิศวกรรมปิโตรเลียม ม.เทคโนโลยีสุรนารี******** 



โพสต์เมื่อ : 3/9/2549 21:43:42
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ