สารและการเปลี่ยนแปลง

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย
สาร และ สมบัติของสาร
           สสาร ( Matter )
หมายถึงสิ่งที่มีมวล ต้องการที่อยู่ และ สามารถสัมผัสได้โดยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น ดิน น้ำ อากาศ ฯลฯ ภายใน
     สสารเป็นเนื้อของสสาร เรียกว่า สาร ( Substance )
           
สาร ( Substance )
คือ สสารที่ทราบสมบัติ หรือ สสารที่จะศึกษา ดังนั้นจึงเป็นสสารที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งจะมีสมบัติของสาร
     2 ประเภท คือ
     
- สมบัติกายภาพ ( Physical Property )
หมายถึง สมบัติที่สังเกตได้จากลักษณะภายนอก และ เกี่ยวกับวิธีการทางฟิสิกส์ เช่น
       ความหนาแน่น , จุดเดือด , จุดหลอมเหลว
     
- สมบัติทางเคมี ( Chemistry Property )
หมายถึง สมบัติที่เกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยาเคมี เช่น การติดไฟ , การเป็นสนิม , ความเป็น
        กรด - เบส ของสาร

    
       การเปลี่ยนแปลงสาร

           การเปลี่ยนแปลงสาร แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
    
 - การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ( Physical Change ) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของสารที่เกี่ยวกับสมบัติกายภาพ โดยไม่มีผลต่อ
     องค์ประกอบภายใน และ ไม่เกิดสารใหม่ เช่น การเปลี่ยนสถานะ , การละลายน้ำ
     
- การเปลี่ยนแปลงทางทางเคมี ( Chemistry Change )
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของสารที่เกี่ยวข้องกับสมบัติทางเคมี
     ซึ่งมีผลต่อองค์ประกอบภายใน และจะมีสมบัติต่างไปจากเดิม นั่นคือ การเกิดสารใหม่ เช่น กรดเกลือ ( HCl ) ทำปฏิกิริยากับลวด
     แมกนีเซียม ( Mg ) แล้วเกิดสารใหม่ คือ ก๊าซไฮโดรเจน ( H
2
)

           
 การจัดจำแนกสาร

          จะสามารถจำแนกออกเป็น 4 กรณี ได้แก่
          
1. การใช้สถานะเป็นเกณฑ์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
          - สถานะที่เป็นของแข็ง ( Solid ) จะมีรูปร่าง และ ปริมาตรคงที่ ซึ่งอนุภาคภายในจะอยู่ชิดติดกัน เช่น ด่างทับทิม ( KMnO
4
)
     , ทองแดง ( Cu )
          - สถานะที่เป็นของเหลว ( Liquid ) จะมีรูปร่างตามภาชนะที่บรรจุ และ มีปริมาตรที่คงที่ ซึ่งอนุภาคภายในจะอยู่ชิดกันน้อยกว่า
     ของแข็ง และ มีสมบัติเป็นของไหล เช่น น้ำมัน , แอลกอฮอล์ , ปรอท ( Hg ) ฯลฯ
          - สถานะที่เป็นก๊าซ ( Gas ) จะมีรูปร่าง และ ปริมาตรที่ไม่คงที่ โดยรูปร่าง จะเปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ อนุภาคภายในจะอยู่
     ห่างกันมากที่สุด และ มีสมบัติเป็นของไหลได้ เช่น ก๊าซหุงต้ม , อากาศ
         
2. การใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์
จะมีสมบัติทางกายภาพของสารที่ได้จากการสังเกตลักษณะความแตกต่างของเนื้อสาร ซึ่งจะจำแนก
     ได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
          
- สารเนื้อเดียว ( Homogeneous Substance )
หมายถึง สารที่มีเนื้อสารเหมือนกันทุกส่วน ทำให้สารมีสมบัติเหมือนกัน
     ตลอดทุกส่วน เช่น แอลกอฮอล์ , ทองคำ ( Au ) , โลหะบัดกรี
          
- สารเนื้อผสม ( Heterogeneous Substance )
หมายถึง สารที่มีเนื้อสารแตกต่างกันในแต่ละส่วน จะทำให้สารนั้นมีสมบัติ
     ไม่เหมือนกันตลอดทุกส่วน เช่น น้ำอบไทย , น้ำคลอง ฯลฯ
          
3. การละลายน้ำเป็นเกณฑ์
จะจำแนกได้ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
          - สารที่ละลายน้ำได้ เช่น เกลือแกง ( NaCl ) , ด่างทับทิม ( KMnO
4
) ฯลฯ
          - สารที่ละลายน้ำได้บ้าง เช่น ก๊าซคลอรีน ( Cl
2 ) , ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO2
) ฯลฯ
          - สารที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ เช่น กำมะถัน ( S
8
) , เหล็ก ( Fe ) ฯลฯ
         
4. การนำไฟฟ้าเป็นเกณฑ์
 จะจำแนกได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
          - สารที่นำไฟฟ้าได้ เช่น ทองแดง ( Cu ) , น้ำเกลือ ฯลฯ
          - สารที่ไม่นำไฟฟ้า เช่น หินปูน ( CaCO
3 ) , ก๊าซออกซิเจน ( O2
)

     แต่โดยส่วนใหญ่นักเคมี จะแบ่งสารตามลักษณะเนื้อสารเป็นเกณฑ์ ดังนี้


       
สารบริสุทธิ์ ( Pure Substance ) คือ สารเนื้อเดียวที่มีจุดเดือด และ จุดหลอมเหลวคงที่
       
ธาตุ ( Element ) คือ สารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยอะตอมเพียงชนิดเดียวกัน เช่น คาร์บอน ( C ) , กำมะถัน ( S8 )
       
สารประกอบ ( Compound Substance ) เกิดจากธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมารวมกัน โดยมีอัตราส่วนในการร่วมกันคงที่แน่นอน
       ได้แก่ กรดน้ำส้ม ( CH
3COOH ) , กรดไฮโดรคลอริก ( HCl ) ฯลฯ
       
ของผสม ( Mixture ) หมายถึง สารที่เกิดจากการนำสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาผสมกันโดยไม่จำกัดส่วนผสม และ ในการผสมกัน
      นั้นไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นระหว่างสารองค์ประกอบที่นำมาผสมกัน ซึ่งมี 2 ประเภท ได้แก่
      
1. สารละลาย ( Solution Substance ) เป็นสารเนื้อเดียวที่มีสัดส่วนในการรวมกันของธาตุ หรือ สารประกอบไม่คงที่ไม่สามารถ
      เขียนสูตรได้อย่างแน่นอน และ มีขนาดอนุภาคที่เล็กกว่า 10
-7 เซนติเมตร ซึ่งมี 3 สถานะ เช่น อากาศ , น้ำอัดลม , นาก , และ โลหะผสม
      ทุกชนิด ฯลฯ ซึ่งสารละลายจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ตัวทำละลาย ( Solvent ) และ ตัวถูกละลาย ( Solute ) จะมีข้อสังเกต ดังนี้
       -
สารใดที่มีปริมาณมากจะเป็นตัวทำละลาย และ สารใดมีปริมาณน้อยจะเป็นตัวถูกละลาย เช่น
      แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ มีเอทานอล 70 % และ น้ำ ( H
2O ) 30 %  หมายความว่า น้ำจะเป็นตัวถูกละลาย และ เอทานอลเป็นสารละลาย
      เพราะแอลกอฮอล์มีปริมาณตามเปอร์เซนต์ที่มากกว่าน้ำ
      -
สารใดที่มีสถานะเช่นเดียวกับสารละลายเป็นตัวทำละลาย เช่น
     น้ำเชื่อม ซึ่งน้ำเชื่อมจัดอยู่ในสภาพที่เป็นของเหลว ( Liquid ) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า น้ำเป็นตัวทำละลาย และ น้ำตาลทราย ( C
12H22O11 )
      เป็นตัวถูกละลาย
     
2. สารแขวนลอย ( Suspension Substance ) คือ สารที่เกิดจากอนุภาคขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่มากกว่า 10-4 เซนติเมตร ซึ่งจะลอย
     กระจายอยู่ในตัวกลางโดยอนุภาคที่มีอยู่ในของผสมนั้นมีขนาดใหญ่ จึงสามารถมองเห็นอนุภาคในของผสมได้อย่างชัดเจน เมื่อตั้งทิ้งไว้
     อนุภาคจะตกตะกอนลงมา ซึ่งสารแขวนลอยนั้นจะไม่สามารถผ่านได้ทั้งกระดาษกรอง และ กระดาษเซลโลเฟน เช่น โคลน , น้ำอบไทย
    
 3. คอลลอยด์ ( Colliod ) จะประกอบด้วยอนุภาคขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 10-4 และ 10-7 เซนติเมตร ซึ่งจะไม่มีการตกตะกอน
     สามารถกระเจิงแสงได้ ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า " ปรากฏการณ์ทินดอลล์ " และ ภายในอนุภาคก็มีการเคลื่อนที่แบบบราวน์เนียน
     ( Brownian Movement ) กล่าวคือ เป็นการเคลื่อนที่ที่ไม่แน่นอน ในแนวเส้นตรง ซึ่งจะสามารถส่องดูได้จากเครื่องที่เรียกว่า
     " อัลตราไมโครสโคป " ( Ultramicroscope ) ซึ่งคอลลอยด์จะสามารถผ่านกระดาษกรองได้ แต่ไม่สามารถผ่านกระดาษเซลโลเฟนได้
      เช่น กาว , นมสด

      
    คอลลอยด์ในชีวิตประจำวัน
     คอลลอยด์มีหลายชนิด ดังนี้

ประเภทของคอลลอยด์

สถานะของอนุภาค

สถานะของตัวกลาง

ตัวอย่าง

แอโรซอล

ของเหลว

ก๊าซ

เมฆ , สเปรย์ , หมอก

แอโรซอล

ของแข็ง

ก๊าซ

ควันไฟ , ฝุ่น

อิมัลชัน

ของเหลว

ของเหลว

นมสด , น้ำกะทิ , สลัด

เจล

ของแข็ง

ของเหลว

เยลลี่ , วุ้น , กาว , ยาสีฟัน

โฟม

ก๊าซ

ของเหลว

ฟองสบู่ , ครีมโกนหนวด

โฟม

ก๊าซ

ของแข็ง

เม็ดโฟม , สบู่ก้อน

          คอลลอยด์ที่พบในชีวิตประจำวัน คือ อิมัลชัน ( Emulsion ) โดยอิมัลชัน คือ คอลลอยด์ที่เกิดระหว่างของเหลว กับของเหลว ซึ่ง
     สามารถปนเป็นเนื้อเดียวกันได้โดยมีอิมัลซิฟายเออร์ ( Emulsifier ) เป็นตัวประสาน  เช่น
          น้ำ + น้ำมัน ( ไม่สามารถรวมตัวกันได้ ) ดังนั้น น้ำสบู่จึงเป็นอิมัลซิฟายเออร์เป็นตัวประสานจึงสามารถรวมตัวกันได้

          
การทดสอบความบริสุทธิ์ของสาร มี 3 ประเภท ได้แก่

          
1. การหาจุดเดือด ( Boiling Point ) การที่สารไม่บริสุทธิ์ หรือ สารละลายจุดเดือดไม่คงที่ เกิดจากอัตราส่วนระหว่างจำนวน
     โมเลกุลของตัวถูกละลาย และ ตัวทำละลาย เปลี่ยนแปลงไปโมเลกุลที่มีจุดเดือดต่ำจะระเหยไปเร็วกว่าทำให้สารที่มีจุดเดือดสูงใน
     อัตราส่วนที่ มากกว่าจึงเป็นผลให้จุดเดือดสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยดูจากรูปที่แสดงเป็นกราฟ

     

          
2. การหาจุดหลอมเหลว ( Melting Point ) จะสามารถทดสอบกับสารที่บริสุทธิ์ และสารที่ไม่บริสุทธิ์ได้ โดย
    
 - สารบริสุทธิ์จะมีจุดหลอมเหลวคงที่ และ มีอุณหภูมิช่วงการหลอมเหลวแคบ
    - สารไม่บริสุทธิ์จะมีจุดหลอมเหลวไม่คงที่ และ มีอุณหภูมิในช่วงการหลอมเหลวกว้าง

     ซึ่งอุณหภูมิฃ่วงการหลอม หมายถึง อุณหภูมิที่สารเริ่มต้นหลอมจนกระทั่งสารนั้นหลอมหมดโดยในอุณหภูมิช่วงการหลอม
     ถ้าแคบต้องไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยดูจากรูปที่แสดงเป็นกราฟ

        

           3. การหาจุดเยือกแข็ง ( Freezing Point ) จะสามารถทดสอบกับสารบริสุทธิ์ และ สารไม่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ค่อยนิยม เพราะจะต้อง
       ใช้เวลานานมากในการหาจุดเยือกแข็ง โดย
    
  - สารบริสุทธิ์จะมีจุดเยือกแข็งคงที่
     - สารไม่บริสุทธิ์จะมีจุดเยือกแข็งไม่คงที่

       โดยดูจากรูปที่แสดงเป็นกราฟ

          

           
การแยกสาร    ใช้ในการแยกสารประกอบซึ่งมี 7 วิธี ได้แก่
      
 1. การกลั่น
         เหมาะสำหรับแยกของเหลวที่ปนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยทำให้ของเหลวกลายเป็นไอ แล้วทำให้ควบแน่นเป็นของเหลวอีก แบ่งออก
         เป็น 2 ประเภท คือ
       
- การกลั่นธรรมดา  เหมาะสำหรับสารที่มีจุดเดือดต่างกันประมาณ 80 องศาเซลเซียส ขึ้นไป แต่อุณหภูมิตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียส
      ก็จะเกิดกระบวนการแล้ว
     
 - การกลั่นลำดับส่วน  เหมาะสำหรับสารที่มีจุดเดือดต่างกันเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะมีข้อเสีย คือ จะใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก และมีความ
      สลับซับซ้อน
          การกลั่นลำดับส่วนบางครั้งไม่ได้แยกสารให้บริสุทธิ์ แต่แยกเพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ เช่น การแยกน้ำมันดิบ โดยจะแยกพวกที่มี
      จุดเดือดใกล้เคียงไว้ด้วยกัน แต่ถ้าสารที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกันมาก แต่ไม่มีเครื่องกลั่นลำดับส่วนก็สามารถกลั่นได้ด้วยเครื่องกลั่นธรรมดา
      แต่จะต้องกลั่นหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งจุดเดือด และจุดหลอมเหลวคงที่

         
2. การใช้กรวยแยก
           เหมาะสมกับสารที่เป็นของเหลว และ จะต้องเป็นสารที่ไม่ละลายต่อกัน หรือ จะต้องมีขั้วต่างกัน เช่น น้ำ และ น้ำมัน

         
3. การกรอง
           เหมาะสำหรับของแข็งที่ไม่ละลายน้ำ หรือ ของแข็งที่ละลายน้ำ และ ไม่ละลายน้ำปนอยู่ด้วยกัน เช่น หินปูน และ น้ำ

        
4. การตกผลึก
          เหมาะสำหรับสารที่สามารถละลายได้เป็นปรากฏการณ์ที่ตัวถูกละลายที่เป็นของแข็ง แยกตัวออกจากสารละลายได้เป็นของแข็งที่มีรูป
         ทรงเรขาคณิต โดยสารใด ๆ ที่ละลายในน้ำอยู่ในจุดอิ่มตัวจะตกเป็นผลึก ถ้ามากเกินพอจะเป็นการตกตะกอนของสาร

       
 5. การสกัดด้วยไอน้ำ
          เหมาะสมสำหรับการสกัดพวกน้ำมันหอมระเหยจากพืช และ การทำน้ำหอม ( CH
3COOH2O ) โดยมีหลักสำคัญ ดังนี้
       - จุดเดือดต่ำจะระเหยง่าย ถ้าเป็นสารที่มีจุดเดือดสูง จะต้องการกลั่นโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงความดันในระบบ
       - สารส่วนใหญ่ไม่ละลายน้ำ

        
6. การสกัดด้วยตัวทำละลาย
         เหมาะสมกับสารที่ระเหยง่าย โดยมีหลักสำคัญดังนี้
      - ถ้าสารมีความสามารถในการละลายในตัวทำละลายต่างชนิดกันสามารถแยกสารออกจากกันได้
      - หลักการเลือกตัวทำละลายที่ดี คือ ต้องเลือกตัวทำละลายที่ดี คือ ต้องเลือกตัวทำละลายที่ละลายสารที่ต่างกัน การสกัดออกมามากที่สุด
         และ สิ่งเจือปนนั้นจะต้องติดมาน้อยที่สุด

         
7. การโครมาโทรกราฟี
         เหมาะสมสำหรับการแยกสารที่มความสามารถในการละลาย และ ดูดซับไม่เท่ากัน , สารที่มีปริมาณน้อย และ ไม่มีสี โดยหลักสำคัญ มีดังนี้
      - ในการทดลองทุกครั้งจะต้องปิดฝา เพื่อป้องกันตัวทำละลายแห้ง ในขณะที่เคลื่อนที่บนตัวดูดซับ
      - ถ้าสารเคลื่อนทีใกล้เคียงกันมาก แสดงว่าสารมีความสามารถในการละลาย และ ดูดซับได้ใกล้เคียง และ จะแก้ไขได้โดย การเปลี่ยนตัว
        ทำละลาย หรือ เพิ่มความยาวของดูดซับได้ แต่สารที่เคลื่อนที่ได้ระยะทางเท่ากันในตัวทำละลาย และ ตัวดูดซับใกล้เคียงกัน มักจะสรุปได้ว่า
        สารนั้นเป็นสารเดียวกัน
               โดยวิธีนี้สามารถทำให้สารบริสุทธิ์ได้ โดยตัดแบ่งสารที่ต้องการละลายในตัวทำละลายที่เหมาะสม แล้วระเหยตัวทำละลายนั้นทิ้งไป
       แล้วนำสารนั้นมาทำการโครมาโทรกราฟีใหม่ จนได้สารบริสุทธิ์

         การคำนวณหาค่า R
f  ( Rate of Flow )  เพื่อนำมาคำนวณค่าของสารละลาย

ค่า Rf = ระยะทางที่สารเคลื่อนที่ระยะทางที่ตัวทำละลายเคลื่อนที่


     โดยค่า Rf ไม่มีหน่วย แต่มีค่าที่สูงสุดเท่ากับ 1


      
    การเปลี่ยนพลังงานของระบบ
   
     ระบบ ( System ) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายในขอบเขตที่ต้องการศึกษา ในวิชาเคมีระบบหมายถึง สารเคมีที่นำมาศึกษาแล้วเกิดการ
      เปลี่ยนแปลง
   
     สิ่งแวดล้อม ( Surroundings ) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกขอบเขตที่จะศึกษา ซึ่งมักจะเป็นอุปกรณ์การทดลอง และไม่เกิดการ
      เปลี่ยนแปลง
   
     ภาวะของระบบ หมายถึง สมบัติต่าง ๆ ของสาร และปัจจัยที่มีผลต่อสมบัติของระบบ เช่น ความดันบรรยากาศ อุณหภูมิ ปริมาณของสาร
      เมื่อระบบเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วจะมีการถ่ายเทพลังงานระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้

     ก. ระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทคายความร้อน คือ ระบบที่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ระบบจะถ่ายเทความร้อนให้แก่สิ่งแวดล้อม
         ทำให้สิ่งแวดล้อมร้อนขึ้น
     ข. ระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทดูดความร้อน คือ ระบบที่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ระบบจะดูดความร้อนจะสิ่งแวดล้อม
         ทำให้สิ่งแวดล้อมนั้นเย็นลง

       
   พลังงานกับการเปลี่ยนแปลงของระบบ
     การเปลี่ยนแปลงของสารมี 3 ลักษณะ คือ การเปลี่ยนสถานะ , การละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยการเปลี่ยนแปลงของสารจะ
     เกี่ยวข้องกับพลังงานดังต่อไปนี้
     1. พลังงานกับการเปลี่ยนสถานะ สารมี 3 ลักษณะ คือ ของแข็ง , ของเหลว และก๊าซ ซึ่งเปลี่ยนสถานะได้ดังนี้


     เมื่อสารเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว หรือของเหลวเป็นก๊าซ หรือของแข็งเป็นก๊าซจะต้องดูดความร้อนจากสิ่งแวดล้อม ถ้าสาร
    เปลี่ยนสถานะจากก๊าซเป็นของเหลว หรือของเหลวเป็นของแข็ง หรือก๊าซเป็นของแข็งจะต้องคายความร้อนให้กับสิ่งแวดล้อมขณะที่สาร
    เปลี่ยนสถานะ อุณหภูมิของสารจะไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าจะดูดความร้อนตลอดเวลา เพราะความร้อนถูกใช้ในการเปลี่ยนสถานะ ปริมาณความ
    ร้อนที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะเรียกว่า " ความร้อนแฝง " ความร้อนแฝงจะมีหลายชนิดขึ้นอยู่กับสถานะของสาร

     2. พลังงานกับการละลายในการละลายเกิดจากสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาผสมเป็นเนื้อเดียวกันโดยไม่เกิดปฏิกิริยา เมื่อสารเกิดการละลาย
     จะเกี่ยวข้องกับพลังงานทุกขั้น การละลายมี 2 ขั้นตอน ดังนี้
     ก. อนุภาคของแข็งแยกตัวออกเป็นอนุภาคเล็ก ๆ ของแข็งมีจำนวนมากมายอยู่รวมกันโดยมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างกัน การแยกอนุภาคของแข็ง
     ออกจากเป็นอนุภาคเล็ก ๆ ต้องใช้พลังงาน ( ดูดพลังงานจากสิ่งแวดล้อม ) พลังงานนี้เรียกว่า
" พลังงานแลตทิซ " ( Lattice Energy )
     ข. อนุภาคเล็ก ๆ ของของแข็งรวมตัวกับอนุภาคของเหลว เมื่อของแข็งแยกตัวออกเป็นอนุภาคเล็ก ๆ แล้ว อนุภาคเล็ก ๆ เหล่านี้จะกระจาย
     แทรกตัวอยู่ระหว่างอนุภาคของเหลว ทำให้อนุภาคเล็ก ๆ สร้างแรงยึดเหนี่ยวกับอนุภาคของเหลว การสร้างแรงยึดเหนี่ยวจะเกิดการ
     คายพลังงานซึ่งพลังงานนี้เรียกว่า
" พลังงานโซลเวชัน " ( Solvation Energy ) ถ้าของเหลวที่เป็นตัวทำละลายคือ น้ำ
     พลังงานนี้เรียกว่า
" พลังงานไฮเดรชัน " ( Hydration Energy )
       ผลการละลายน้ำของสารมีการเปลี่ยนแปลงพลังงานแบบใดจะต้องพิจารณาจากพลังงานแลตทิซ และพลังงานไฮเดรชัน ดังนี้
     1. การเปลี่ยนแปลงแบบดูดความร้อน เมื่อพลังงานแลตทิซมากกว่าพลังงานไฮเดรชัน เช่น การละลายน้ำของโพแทสเซียมไนเตรต
     2. การเปลี่ยนแปลงแบบคายความร้อน เมื่อพลังงานไฮเดรชันมากกว่าพลังงานแลตทิซ เช่น การละลายน้ำของโซเดียมไฮดรอกไซด์

     3. พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี เมื่อสารเกิดปฏิกิริยาเคมีจะต้องมีสารใหม่เกิดขึ้นทุกครั้ง วิธีพิจารณาสารใหม่ให้สังเกตการเปลี่ยนสี
     กลิ่น และสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น เช่น ฟองก๊าซ , ตะกอน หรือควัน เป็นต้น การเกิดปฏิกิริยาเคมีจะต้องเกิด 2 ขั้นตอนเหมือนกับการละลายคือ

     ขั้นที่ 1 ต้องสลายแรงยึดเหนี่ยวของสารตั้งต้น ( สารเดิม ) ซึ่งจะต้องใช้พลังงาน ( ดูดพลังงาน ) แยกอนุภาคของสารออกจากกัน
     ขั้นที่ 2 อนุภาคที่แยกตัวออกมาจะสร้างแรงยึดเหนี่ยวใหม่กับอนุภาคอื่น ซึ่งต้องคายพลังงานออกมาด้วย

     ซึ่งปฏิกิริยาเคมีที่พลังงาน
ขั้นที่ 1 มากกว่าขั้นที่ 2 จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบดูดความร้อน เช่น ปฏิกิริยาระหว่างแอมโมเนียมคลอไรด์
     ( NH
4Cl ) กับ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ( Ca ( OH )2 ) แต่ถ้าปฏิกิริยาเคมีที่พลังงานขั้นที่ 1 น้อยกว่าขั้นที่ 2 จะเป็นการเปลี่ยนแปลง
     แบบคายความร้อน เช่น ปฏิกิริยาระหว่างด่างทับทิม ( KMnO
4 ) , น้ำตาลทราย และน้ำ ปฏิกิริยาการเผาไหม้เชื้อเพลิง เป็นต้น

   
คัดสรรมาฝากโดย bank003 (ภาสกร สกุลศิลปกร) บทความทั้งหมดของคุณ bank003
วันที่ 26/07/2549 เวลา 13:39:56
เข้าชมบทความนี้แล้ว 72310 ครั้ง ได้รับการโหวต 346 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 4 หน้า ( ชม 72310 คน ตอบ 105 คน ) 1 2 3 4 >>
ความคิดเห็นที่ 105
วันที่ 15/7/2552 17:59:14
โดย คุณ เด็กมีปัญหา
IP : 222.123.9.***
 

{{0

โพสต์เมื่อ : 15/7/2552 17:59:14
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 104
วันที่ 17/6/2552 11:29:23
โดย คุณ 5
IP : 203.185.129.***
 

ที่คุณไม่อ่านแล้วความรู้หาย นี่ความรู้คุณมันไม่มีหรือเปล่า

อะไร มันก็คือข้อมูลใหม่สำหรับบางคน แค่นั้นเอง

โพสต์เมื่อ : 17/6/2552 11:29:23
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 103
วันที่ 7/6/2552 9:23:12
โดย คุณ จุเอง
IP : 118.173.244.***
 

ขอก๊อปปี้หน่อยนะ

โพสต์เมื่อ : 7/6/2552 9:23:12
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 102
วันที่ 3/4/2552 9:13:44
โดย คุณ Mickey
IP : 61.19.236.***
 

เค้าหามาไห้ดู ก็ดีละ
ยังจะไปว่าเค้าอีก

โพสต์เมื่อ : 3/4/2552 9:13:44
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 101
วันที่ 23/2/2552 16:24:37
โดย คุณ อานะจัง
IP : 119.42.78.***
 

ดีคับสรุปได้ดีมากคับ

โพสต์เมื่อ : 23/2/2552 16:24:37
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 100
วันที่ 22/2/2552 19:17:04
โดย คุณ POR PRINCESS DEVIL
IP : 125.25.122.***
 

คัยเล่ง Hi5 ช่วยไปแอดเราหน่อยจิ

suttidarat_por@hotmail.com จร้า

โพสต์เมื่อ : 22/2/2552 19:17:04
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 99
วันที่ 23/1/2552 9:55:53
โดย คุณ .....
IP : 61.19.220.***
 

เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย เขียนรายของมึงเนี่ย

โพสต์เมื่อ : 23/1/2552 9:55:53
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 98
วันที่ 18/1/2552 11:41:14
โดย คุณ คนฉลาด
IP : 124.121.85.***
 

ไม่ได้เรื่องเลยว่ะ.


ความรู้ที่กุอ่านมา . . พอกุมาอ่านของเมิงนี่
ความรู้ ที่มันเยอะๆๆๆๆๆ ของกุหายหมด

อะไรก็ไม่รู้ เขียนห่วยๆวัยหลังไม่ต้องตั้งเวปเลย




โพสต์เมื่อ : 18/1/2552 11:41:14
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 97
วันที่ 18/1/2552 11:38:49
โดย คุณ คนสวย
IP : 124.121.85.***
 

ขอโทษนะค่ะ

อ่านแล้ว งง มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกๆๆๆๆๆ
คือ ช่วยเขียนให้คนอื่นอ่านรู้เรื่องด้วย .. ไม่ใช่แค่ตัวเอง

เปิดแล้วเซง
T^T.

โพสต์เมื่อ : 18/1/2552 11:38:49
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 96
วันที่ 29/12/2551 20:32:11
โดย คุณ เด็ก Retro xรือ Retrorian
IP : 114.128.38.***
 

อยากได้ปายทามรายงานสัก10หน้าได้ปะหาให้หน่อยจิ

โพสต์เมื่อ : 29/12/2551 20:32:11
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 95
วันที่ 25/12/2551 15:56:42
โดย คุณ ดกโ
IP : 118.173.250.***
 

ผมละเซงไอพวกเรียนอ่อนจิงๆๆ

โพสต์เมื่อ : 25/12/2551 15:56:42
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 94
วันที่ 24/12/2551 18:19:38
โดย คุณ แม็ก 2/3
IP : 119.42.67.***
 

คุวุยุเบส2/3จากแม็ก2/3อีกตุ๊ก

โพสต์เมื่อ : 24/12/2551 18:19:38
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 93
วันที่ 24/12/2551 18:16:58
โดย คุณ ไกรสร ชอนใช
IP : 119.42.67.***
 

โคตรดีเลยวะ

โพสต์เมื่อ : 24/12/2551 18:16:58
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 92
วันที่ 20/12/2551 13:51:30
โดย คุณ เด็กเลว
IP : 118.172.91.***
 

- -

มันไม่ค่อยที่จะมีที่เป็นเนื้อหาของเราอ่ะครับ


ขอแบบหัวข้อหลักๆ อ่ะครับไปล่าเอ่ย???~

โพสต์เมื่อ : 20/12/2551 13:51:30
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 91
วันที่ 18/12/2551 10:22:49
โดย คุณ เด็กน่ารักที่หลงรักคนชื่อที
IP : 118.172.118.***
 

ดี อือจะว่าไปก็ดีนะมีอะรายหลายอย่างเลย {{

โพสต์เมื่อ : 18/12/2551 10:22:49
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 90
วันที่ 18/12/2551 10:18:56
โดย คุณ เด็กน่ารัก
IP : 118.172.118.***
 

ก้อดีนะ อือ มีสาระด้วย บ้างอย่างก้อไม่ดีเท่าไหร่

โพสต์เมื่อ : 18/12/2551 10:18:56
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 89
วันที่ 16/12/2551 17:47:19
โดย คุณ : )
IP : 58.136.98.***
 

ดีมากๆ ค่ะ

ตรงกับที่เรียนเป๊ะเลย !

โพสต์เมื่อ : 16/12/2551 17:47:19
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 88
วันที่ 15/12/2551 11:28:57
โดย คุณ เด้กเรียนเก่ง
IP : 124.120.206.***
 

ไรเนี้ย









ไม่ได้เรื่อง










ตั้งใจหา




เพราะความรุ้ดี











ไปมา






ไม่มีที่







กุหา







สาดเอย













ไรว่ะ

โพสต์เมื่อ : 15/12/2551 11:28:57
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 87
วันที่ 11/12/2551 21:45:36
โดย คุณ เด็กเทพ
IP : 118.174.150.***
 

อื้มก้อยังไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่

โพสต์เมื่อ : 11/12/2551 21:45:36
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 86
วันที่ 8/12/2551 15:11:19
โดย คุณ คนน่ารัก
IP : 118.172.244.***
 

ดีมากๆๆๆ ถ้ามีข้อมูลดีๆ ก็นำมาแบ่งปันกันอีกน้าค้า

โพสต์เมื่อ : 8/12/2551 15:11:19
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 85
วันที่ 7/12/2551 10:10:07
โดย คุณ แต๋ม
IP : 61.19.66.***
 

ดีนะคะแต่อยากให้มีมากกว่านี้

โพสต์เมื่อ : 7/12/2551 10:10:07
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 84
วันที่ 7/12/2551 10:00:47
โดย คุณ แน็ก
IP : 61.19.66.***
 

ดีจริงๆคะ

โพสต์เมื่อ : 7/12/2551 10:00:47
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 83
วันที่ 18/11/2551 10:23:50
โดย คุณ คนบาป
IP : 125.27.144.***
 



โพสต์เมื่อ : 18/11/2551 10:23:50
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 82
วันที่ 25/9/2551 20:15:53
โดย คุณ ญา
IP : 222.123.55.***
 

ขอบคุณค่ะที่ให้ทำรายงาน

โพสต์เมื่อ : 25/9/2551 20:15:53
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 81
วันที่ 21/9/2551 20:04:46
โดย คุณ อุ้ย
IP : 202.149.24.***
 

ขอเนื้อหาของวิชาเคมีของม.5ให้มากกว่านี้คะ

โพสต์เมื่อ : 21/9/2551 20:04:46
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 80
วันที่ 19/9/2551 21:34:26
โดย คุณ benzandome
IP : 117.47.197.***
 

ดีจิงนะ




โพสต์เมื่อ : 19/9/2551 21:34:26
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 79
วันที่ 19/9/2551 21:27:49
โดย คุณ benzandome
IP : 117.47.197.***
 

เจ็งจริงสุดๆเลย ผมอ่านสอบเข้าใจแล้ว ขอบคุณครับ


โพสต์เมื่อ : 19/9/2551 21:27:49
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 78
วันที่ 19/9/2551 15:52:29
โดย คุณ อดิศร สังข์ทอง
IP : 203.172.57.***
 

มีเนื้อหาน่าสนใจ

โพสต์เมื่อ : 19/9/2551 15:52:29
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 77
วันที่ 10/9/2551 21:41:33
โดย คุณ ไม่รุ
IP : 222.123.92.***
 

ไม่ีรุ...

โพสต์เมื่อ : 10/9/2551 21:41:33
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 76
วันที่ 15/7/2551 13:43:37
โดย คุณ UM
IP : 203.114.120.***
 

อืมอ่านแล้วเข้าใจดีมากเลยค่ะ สร้างคาย สลายดูด ใช่ไหมค่ะ

โพสต์เมื่อ : 15/7/2551 13:43:37
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 4 หน้า ( ชม 72310 คน ตอบ 105 คน ) 1 2 3 4 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด