ทะเลและมหาสมุทรเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพสิ่งบนโลก

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย
 
คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งของประเทศไทย ปี 2542

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมนับวันจะยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของแหล่งทรัพยากรชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะ ต่อคุณภาพน้ำทะเลที่เป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญยิ่งของการประมง แหล่งปะการังและแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนี้ผลจากการก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำในทะเล อาทิ ท่าเทียบเรือน้ำลึก การก่อสร้างเขื่อนกันทรายบริเวณปากแม่น้ำและปากคลอง การถมที่ดินบริเวณชายฝั่ง ล้วนแต่เป็นสิ่งขัดขวางทางเดินของกระแสน้ำ รวมทั้งปัจจัยต่าง ๆ จากธรรมชาติเอง ได้ส่งผลกระทบ ต่อการเปลี่ยนแปลงต่อระบบธรรมชาติก่อให้เกิดปัญหาการพังทลาย และการกัดเซาะตามแนวชายฝั่งของประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ เป็นผลให้น้ำทะเลมีความขุ่นมากขึ้น ส่งผลเสียต่อคุณภาพน้ำทะเลทำให้ไม่เหมาะสม ต่อการเพาะเลี้ยงและแหล่งปะการรัง สิ่งสำคัญคือการสูญเสียทรัพยากรที่ดินชายฝั่ง

ในปี พ.ศ. 2542 กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งตลอดแนวชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและชายฝั่งทะเลอันดามัน จำนวน 2 ครั้ง ในช่วงฤดูแล้วและช่วงฤดูฝน ที่สถานีระยะ 100 เมตรและสถานีระยะ 500 เมตรจากชายฝั่ง มีสถานีเก็บตัวอย่าง 218 จุด ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด พารามิเตอร์ ที่ใช้ในการตรวจสอบตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2537) เรื่องกำหนดมาตรฐาน คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง เช่น อุณหภูมิ (Water Temperature) ความเป็นกรดและด่าง (pH) ความเค็ม (Salinity) ความโปร่งใส (Transparency) ออกซิเจนละลาย (Dissolve Oxygen) ปริมาณสารแขวนลอย (Total Suspended Solids) ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด (Total Coliforms Bacteria) ปริมาณสารอาหาร (Nutrient) โลหะหนักชนิดต่าง ๆ (Heavy Metals) และพารามิเตอร์อื่น ๆ เป็นต้น

การประเมินสถานการณ์คุณภาพน้ำ ได้นำข้อมูลจากผลการสำรวจมาวิเคราะห์และประมวลผลร่วมกับกิจกรรมการใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ อาทิ หาดพัทยา ที่เป็นหาดท่องเที่ยว การประเมินจะพิจารณาโดยใช้เกณฑ์การใช้ประโยชน์เพื่อการว่ายน้ำเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เป็นต้นเพื่อประเมินถึงสถานการณ์คุณภาพน้ำและการเปลี่ยนแปลงของ คุณภาพน้ำว่ายังคงมีความเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ในแต่ละพื้นที่เพียงใด ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประเภทที่ 1 - 7 (เพื่อการสงวนและรักษาธรรมชาติ เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อการว่ายน้ำ เพื่อการกีฬาทางน้ำอื่น ๆ และคุณภาพน้ำทะเลบริเวณแหล่งอุตสาหกรรม)

ผลจากการประเมินคุณภาพน้ำดังกล่าว พบว่าคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศโดยรวมเป็นไปตามเกณฑ์ เพื่อการใช้ประโยชน์แต่ละพื้นที่ ยกเว้นบางพื้นที่ที่ตรวจพบคุณภาพน้ำบริเวณนั้นไม่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ ตามประเภทที่กำหนด โดยเฉพาะปัญหาการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดที่สูงกว่าเกณฑ์การใช้ประโยชน์ประเภทที่ 4 และ 5 ที่กำหนดไว้ให้มีค่าไม่เกิน 1,000 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร (หน่วย) ซึ่งส่วนใหญ่จะพบบริเวณ เช่น ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ปากคลองบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่แหล่งเพาะเลี้ยง และชายหาดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมไปว่ายน้ำ เช่น หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 24.8 ของพื้นที่ชายทะเล ทั้งหมดที่ได้ทำการสำรวจ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อภาวะการแพร่กระจายของเชื้อโรคบางชนิด นอกจากนี้ยังพบว่าปริมาณออกซิเจนละลายต่ำกว่าค่าเกณฑ์การใช้ประโยชน์ประเภทที่ 2-4 ที่กำหนดให้มีค่าไม่น้อยกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก./ล) ปัญหาความขุ่นของน้ำและความเค็มที่มีค่าต่ำ ซึ่งได้รับอิทธิพลของน้ำจืดรวมกับความสกปรกที่ไหลลงสู่ปากอ่าว ทำให้คุณภาพน้ำในบริเวณนี้ไม่เหมาะสมและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในบริเวณนี้

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งบริเวณอ่าวไทย
คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งของอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัดตราดถึงจังหวัดนราธิวาส พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี คุณภาพน้ำทั่วไปมีค่าเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามยังคงมีบางพื้นที่ที่มีคุณภาพน้ำไม่เหมาะสมต่อการ ใช้ประโยชน์ของกิจกรรมนั้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำ ได้แก่ ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ปากแม่น้ำระยอง จังหวัดระยอง ปากแม่น้ำจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ปากแม่น้ำตาปี-พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปากแม่น้ำปัตตานี จังหวัดปัตตานี เป็นต้น

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งบริเวณปากแม่น้ำสายหลัก
พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคกลาง ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาและการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและ ยังเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ทำให้พื้นที่นี้ในอดีตที่เคยเป็นแหล่งประมงและแหล่งเพาะเลี้ยงที่สำคัญไม่สามารถประกอบ กิจกรรมดังกล่าวได้ อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะปัญหาคุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสม ต่อการดำรงชีชิตในบริเวณนี้ที่ได้รับอิทธิพลจากความสกปรกจากแม่น้ำสายหลักทั้ง 4 สายที่ไหลผ่านแหล่งชุมชน แหล่งอุตสาหกรรมและพื้นที่การเกษตร จึงทำให้คุณภาพน้ำบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยาและปากแม่น้ำท่าจีน มีค่าไม่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เนื่องจากมีค่าออกซิเจนละลายเฉลี่ย 1.5 มก./ล ปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดอยู่ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์กำหนดเพื่อการใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงทั้งสองฤดู (ค่าที่กำหนดต้องมีค่าไม่เกิน 1,000 หน่วย) ปริมาณตะกอนแขวนลอย ตรวจวัดได้ในระดับสูง โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันตกของปากแม่น้ำ ช่วงฤดูแล้ง ตรวจวัดได้ถึง 2,280 มก./ล

คุณภาพน้ำบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง
ลักษณะทั่วไปของปากแม่น้ำเป็นหาดตื้นและเป็นหาดโคลน (Mud Flat) ที่ยื่นออกไปจากฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร มีป่าชายเลนขึ้นตลอดแนวชายฝั่ง ด้านทิศตะวันออกติดกับจังหวัดชลบุรี บริเวณอ่าวมีการเพาะเลี้ยงหอยนางรม ด้านตะวันตกเป็นพื้นเพาะเลี้ยงกุ้ง คุณภาพน้ำในบริเวณนี้โดยทั่วไปยังอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระมัดระวัง โดยเฉพาะปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ที่มีค่าสูงเกินเกณฑ์กำหนดเพื่อการใช้ประโยชน์การเพาะเลี้ยง ที่กำหนดให้มีค่าไม่มากกว่า 1,000 หน่วย โดยมีค่ามากกว่า 2,400 หน่วยขึ้นไปทุกสถานี ปริมาณออกซิเจนละลายมีค่าเฉลี่ย 4.2 มก./ล ส่วนฤดูฝนมีค่าลดลงเหลือ 384 มก./ล ปริมาณสารแอมโมเนีย - ไนโตรเจน ในฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 0.3 มก./ล ส่วนฤดูฝนตรวจไม่พบการปนเปื้อน (เกณฑ์การใช้ประโยชน์ประเภทที่ 4 ที่กำหนด ให้มีค่าไม่มากกว่า 0.4 มก./ล)

คุณภาพน้ำบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะบริเวณตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยาถึงปากแม่น้ำมีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรม1 ที่มีมากกว่า 5,250 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ รวมทั้งการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง ซึ่งยังคงมีอยู่บ้างเล็กน้อย2 และชุมชน 2 ฝั่งแม่น้ำ ที่มีการระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง ส่วนลักษณะของชายฝั่งมีป่าชายเลนกระจายอยู่ทั่วไป ลักษณะหาดส่วนใหญ่เป็นหาดโคลน เมื่อนำลงหาดจะยื่นออกไป 5 กม. ที่ปากน้ำมีการขุดร่องน้ำเป็นประจำ

จากการตรวจวัดพบว่า ปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ตรวจพบในระดับสูง มีค่ามากกว่า 2,400 หน่วย ปริมาณออกซิเจนละลาย ฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 1.4 มก./ล และเพิ่มขึ้นเป็น2.4 มก./ล ในฤดูฝนความเค็มของน้ำ ฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 1.7 และฤดูฝนมีค่าเฉลี่ย 6.1 ส่วนในพันส่วน ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจน ฤดูแล้งและฤดูฝนมีค่าเฉลี่ย 0.67 และ 0.44 มก./ล ตามลำดับ ส่วนปริมาณตะกอนแขวนลอยตรวจวัดได้ในระดับสูง ในฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 1,205 มก./ล และมีค่าลดลงในฤดูฝนเท่ากับ 124 มก./ล เนื่องจากบริเวณนี้ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำที่ไหลออกจากแม่น้ำและกระแสน้ำจากด้านจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งพัดพาเอาตะกอนจากแผ่นดินลงมา สังเกตได้จากการเกิดหาดโคลนขึ้น บริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก และจะลดน้อยลง ตามลำดับเมื่อมีระยะห่างออกไป ส่วนคุณภาพน้ำในช่วงฤดูแล้งจะได้รับการปนเปื้อนในระดับที่สูงกว่าช่วงฤดูฝน เนื่องจากน้ำเสียส่วนใหญ่ที่ระบายออกจะไม่ถูกเจือจางด้วยน้ำฝน สำหรับประเด็นที่ปริมาณตะกอนแขวนลอยตรวจพบได้ในระดับสูง อาจมีสาเหตุดินตะกอนจากบริเวณต้นน้ำถูกชะล้างและไหลออกสู่ปากอ่าวในปริมาณที่มากขึ้น การฟุ้งกระจายของดินตะกอนตามชายฝั่งที่เกิดจากอิทธิพลของกระแสลมกระแสคลื่น การกัดเซาะบริเวณชายฝั่งโดยกระแสลมกระแสน้ำที่ค่อนข้างรุนแรงตามแนวชายฝั่ง อาทิบริเวณเขตบางขุนเทียน ที่พบว่าในแต่ละปีมีการกัดเซาะ มากกว่า 263 เมตร
แต่อย่างไรก็ตามปัญหาคุณภาพน้ำในบริเวณอ่าวไทยตอนในโดยเฉพาะปากแม่น้ำเจ้าพระยาและบริเวณใกล้เคียง ในอนาคตอาจมีคุณภาพน้ำที่เหมาะสมต่อกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเป็นผลดีต่อระบบนิเวศน์ชายฝั่งมากกว่าที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน หากระบบบำบัดน้ำเสียทั้งที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการสามารถเปิดดำเนินการได้ทั้งหมด

คุณภาพน้ำบริเวณปากแม่น้ำท่าจีน
แม่น้ำท่าจีนเป็นแม่น้ำที่แยกตัวออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่บ้านปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ไหลผ่านแหล่งชุมชน พื้นที่การเกษตร อุตสาหกรรม และพื้นที่การเพาะเลี้ยงตลอดแนวชายฝั่งลักษณะชายฝั่งเป็นป่าชายเลน จากปากแม่น้ำลงมาทางด้านล่างเป็นหาดโคลนปัญหาคุณภาพน้ำในบริเวณนี้พบว่ามีปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ในระดับสูง ตรวจวัดได้มากกว่า 2,400 หน่วย ทั้งสองฤดู ปริมาณออกซิเจนละลาย ฤดูแล้งและฤดูฝนมีค่าเฉลี่ย 2 และ 4.4 ส่วนในพันส่วน ปริมาณแอมโมเนีย - ไนโตรเจน ฤดูแล้งและฤดูฝน มีค่าเฉลี่ย 0.93 และ 0.65 มก./ล ตามลำดับ และมีค่าสูงเกินกว่าเกณฑ์การใช้ประโยชน์ประเภทที่ 4 (ที่กำหนดให้มีค่าไม่มากกว่า 0.4 มก./ล) ส่วนปริมาณตะกอนแขวนลอย ตรวจวัดได้ในระดับสูงเช่นกัน ฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 183 มก./ล และมีค่าลดลงเหลือ 57 มก./ล ในช่วงฤดูฝน

คุณภาพน้ำบริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง
แม่น้ำแม่กลองเป็น 1 ใน 4 ของแม่น้ำสายหลักที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภค การคมนาคม การเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม นอกเหนือจากการใช้ประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้ว แม่น้ำแม่กลองเป็นแหล่งรองรับ น้ำเสียและแหล่งน้ำทิ้งจากกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะในเขตเมืองตามริมแม่น้ำซึ่งมีการระบายของเสียและขยะมูลฝอย ปัจจุบันเทศบาลเมืองสมุทรสงครามยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียรวม น้ำเสียส่วนใหญ่จึงถูกระบายลงสู่แหล่งน้ำ จากการตรวจวัดพบว่าการปนเปื้อนของปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมด ในฤดูแล้งที่ระยะใกล้ฝั่งและระยะห่างฝั่งมีค่าเฉลี่ย 5.4 มก./ล และลดลงเหลือ 4.5 มก./ล ในฤดูฝน ความเค็มของน้ำ ฤดูแล้งและฤดูฝน มีค่าเฉลี่ย 5.5 และ 14.6 ส่วน ในพันส่วน ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจน ฤดูแล้งและฤดูฝนมีค่าเฉลี่ย 0.93 และ 0.15 มก./ล ตามลำดับ ปริมาณตะกอนแขวนลอย พบในระดับน้อย ฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 28 มก./ล และมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 44 มก./ล
ส่วนปริมาณโลหะหนักชนิดต่าง ๆ บริเวณปากแม่น้ำสายหลักทั้ง 4 สาย พบว่าการปนเปื้อนของโลหะยังอยู่ในปริมาณน้อยทั้งสองฤดู

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งภาคตะวันออกของอ่าวไทย
ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของอ่าวไทย ประกอบด้วยจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด พื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านนี้มีความสำคัญทั้งในด้านทรัพยากรชายฝั่งทะเล การประมง การท่องเที่ยว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง แหล่งอุตสาหกรรมและแหล่งชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสียและส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง จากผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำที่สถานีระยะ 100 และ 500 เมตร ในฤดูแล้งและฤดูฝนพบว่าโดยทั่วไปเกือบทุกสถานีมีคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งส่วนใหญ่มีความเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ประเภทที่ 1-7 แต่ก็มีพื้นที่บางพื้นที่ที่คุณภาพน้ำไม่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ของกิจกรรมแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะค่าการปนเปื้อนของปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ที่ตรวจพบมากกว่า 1,000 หน่วย

พื้นที่เพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติ (Click)
คุณภาพน้ำเพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติครอบคลุมพื้นที่บริเวณอุทยาแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาขนาดย่อม สลับกับหาดทรายและหาดหิน ชายฝั่งทะเลมีแหล่งชุมชน บังกะโล และรีสอร์ท กระจายอยู่ทั่วไปเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณนี้พบว่าปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ในปริมาณน้อย ที่สถานีใกล้ฝั่ง ในฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 30 หน่วย และฤดูฝน มีค่าเฉลี่ย 112 หน่วย ยกเว้นบริเวณหาดทรายแก้ว (เกาะเสม็ด) ที่สถานีห่างฝั่งในช่วงฤดูฝนมีค่าเกิน 1,000 หน่วย ซึ่งสาเหตุพบที่ค่ามากน่ามีผลกระทบการไหลของกระแสน้ำได้รับการปนเปื้อนจากน้ำเสียจากแหล่งชุมชนบนฝั่งจากอ่าวบ้านเพไหลผ่านเข้ามาในบริเวณนี้ ส่วนปัญหาความขุ่นของน้ำจากการตรวจวัดปริมาณตะกอนแขวนลอยพบว่าช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 82 มก./ล

ฤดูฝนมีค่าเฉลี่ย 83 มก./ล ความโปร่งใสของน้ำสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ช่วงฤดูแล้ว มีค่าเฉลี่ย 1.2 เมตร ฤดูฝน มีค่าเฉลี่ยที่ระดับ 2.9 เมตร ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่น ๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็ม ของน้ำอยู่ในระดับปกติ และปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่าง ๆ ตรวจพบในประมาณน้อยทั้งที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง คุณภาพน้ำบริเวณนี้จึงเหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการสงวนรักษาธรรมชาติ

แต่อย่างก็ตาม ถึงแม้คุณภาพน้ำทะเลในบริเวณนี้ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เมื่อเทียบกับสถิติข้อมูลในปี พ.ศ. 25414 จะเห็นว่าคุณภาพน้ำในบริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตโดยเฉพาะค่าการปนเปื้อนของปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม ที่มีค่าสูงขึ้นถึงแม้จะยังไม่เกินค่ามาตรฐานก็ตาม ซึ่งอาจมีผลกระทบจากการที่ชุมชนบริเวณนี้และพื้นที่ข้างเคียงมีการขยายตัวของชุมชน การท่องเที่ยว อย่างรวดเร็ว ทำให้มีน้ำเสียจำนวนมากลงสู่แหล่งน้ำ รวมทั้งปัญหาของการฟุ้งกระจายของตะกอนแขวนลอยที่เกิดจากการขุดร่องน้ำในบริเวณกลุ่มบริษัท TPI และปัญหาพังทลายของชายฝั่งที่เกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำทำให้พื้นที่บริเวณนี้ได้รับผลกระทบจากดินตะกอนเหล่านั้น

พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติอื่น ๆ นอกจากแหล่งปะการัง (Click)
บริเวณอ่างคุ้งกระเบนมีลักษณะเป็นอ่าวที่มีท้องอ่าวค่อนข้างตื้น มีหญ้าทะเลอยู่หนาแน่น มีกระชังเพาะเลี้ยงปลาเก๋าตามธรรมชาติ รอบอ่าวเป็นหาดโคลน ด้านที่ติดหาดมีป่าชายเลนตลอดแนว ด้านหลังเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งจำนวนมาก แต่จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณนี้พบว่าปัญหาปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ในช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 80 หน่วย และมีค่าเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน เป็น 1,200 หน่วย นอกจากนี้ยังพบปัญหาความขุ่นของน้ำค่อนข้างมาก กล่าวคือในบริเวณอ่าวมีความโปร่งใสของน้ำที่สามารถมองเห็นได้น้อยเพียง 70 เซนติเมตร (ซม.) ในช่วงฤดูแล้ง และลดลงเหลือ 40 ซม. ช่วงฤดูฝน ซึ่งสอดคล้องกับการตรวจวัดปริมาณตะกอนแขวนลอย ที่พบว่าฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 191 มก./ก และลดลงเหลือ 78 มก./ล ช่วงฤดูฝน ซึ่งจะเห็นว่าปริมาณตะกอนที่พบค่าสูงจะพบในฤดูแล้ง สาเหตุอาจเนื่องมาจากอ่าวคุ้งกระเบนเป็นอ่าวที่ตื้นการกระจายตัวของตะกอนจึงเกิดได้ยาก
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่น ๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรม-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็มของน้ำ ปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่าง ๆ ที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่งมีคุณภาพน้ำเหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

พื้นที่เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง (Click)
พื้นที่เพาะเลี้ยงชายฝั่งส่วนใหญ่จะปรากฎอยู่บริเวณป่าชายเลนและปากแม่น้ำต่าง ๆ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ของธาตุอาหาร สภาพความเค็มที่เหมาะสม สำหรับชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก จากสถิติการประมง แห่งประเทศไทย ในปี 2539 มีพื้นที่ทำการเพาะเลี้ยงกุ้ง หอยนางรม และหอยแมลงภู่ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ในบริเวณนี้มากกว่า 83,8005 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่บริเวณอ่าวชลบุรี อ่างศิลา ศรีราชา จังหวัดชลบุรี และของแบคทีเรียเหล่านี้ ผลการตรวจวัดปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 1,100 หน่วย และมีค่าเพิ่มขึ้นเล็ดน้อยในช่วงฤดูฝน เท่ากับ 1,200 หน่วย ค่าสูงสุดตรวจพบที่อ่าวชลบุรี เกาะลอย ปากแม่น้ำประแสร์ ปากน้ำจันทบุรี แหลมงอบ ปากน้ำเวฬุและแหลมงอบ ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตเจน ตรวจพบว่ามีค่าน้อยมากทั้งสองฤดู ส่วนปัญหาความขุ่นของน้ำพบว่ามีการปริมาณตะกอนแขวนลอย อยู่ในระดับสูง โดยฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 154 หน่วย และเพิ่มขึ้นในฤดูฝน เป็น 173 มก./ล ค่าสูงสุดตรวจพบที่อ่าวชลบุรีทั้งสองฤดู เนื่องจากบริเวณนี้ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำบางปะกง ซึ่งพัดพาเอาตะกอน จากแผ่นดินลงมา ตลอดจนมีการระบายน้ำเสียจากแหล่งชุมชน และจากการเพาะเลี้ยงลงสู่ทะเลโดยตรงในบริเวณดังกล่าว
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่น ๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็มของน้ำอยู่ในระดับปกติ และปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่าง ๆ ตรวจพบในประมาณน้อยทั้งที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง คุณภาพน้ำบริเวณนี้จึงเหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยง

พื้นที่เพื่อการว่ายน้ำ (Click)
ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของอ่าวไทย มีลักษณะชายหาดที่สวยงาม คลื่นสงบ เหมาะสำหรับเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญ โดยเฉพาะหาดพัทยาเป็นแหล่งศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติของประเทศ มีโรงแรมและสถานบริการต่าง ๆ จำนวนมากเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือหาดบางแสนเป็นแหล่งท่องเที่ยวภูมิภาค ที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมไปเล่นน้ำ
จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณหาดบางแสน หาดพัทยา หาดจอมเทียน และหาดแม่รำพึง ถึงแหลมแม่พิมพ์ พบว่าปัญหาคุณภาพน้ำบริเวณนี้มีความสกปรกของปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ในระดับที่ค่อนข้างสูงในบางช่วงของหาด เช่น บริเวณปากคลองพัทยา สวนรุกชาติเพและปากคลองแกลง ซึ่งตรวจวัดเกิน 2,400 หน่วย เนื่องจากในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำมากทำให้การบำบัดน้ำเสียไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด รวมทั้งน้ำฝนจะชะล้าง สิ่งสกปรกต่าง ๆ จากแหล่งกำเนิดมลพิษต่าง ๆ ในบริเวณนั้นไหลลงสู่ทะเลทำให้เกิดการปนเปื้อนส่งผลกระทบต่อการว่ายน้ำโดยเฉพาะบริเวณหาดบางแสน หาดพัทยา สวนรุกชาติ ที่น้ำทะเลค่อนข้างขุ่นเนื่องจากปริมาณตะกอนในระดับค่อนข้างมากกล่างคือโดยช่วยฤดูฝนมีค่า 96 มก./ล และมีค่าลดลงฤดูแล้ง เหลือ 54 มก./ล
แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าบริเวณหาดท่องเที่ยวในบริเวณนี้จะมีปัญหาในเรื่องของการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด และความขุ่นแต่ปัญหาที่พบจะเกิดในช่วงฤดูฝนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นฤดู การท่องเที่ยวกลับพบว่าคุณภาพน้ำในช่วงนี้อยู่ในระดับที่ดีกว่าช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นได้จากระดับการปนเปื้อน มีค่าลงจากที่เคยตรวจวัดได้มากว่า 3,5006 หน่วย ในช่วงปี 2541 แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันการจัดการเรื่องปัยหาน้ำเสียในบริเวณนี้ได้ดีกว่าช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้คุณภาพน้ำในบริเวณนี้มีความเหมาะสมสำหรับกิจกรรมการว่ายน้ำ

คุณภาพน้ำทะเลบริเวณเขตนิคมอุตสาหกรรม (Click)
บริเวณที่ใช้ประโยชน์ในการทำการอุตสาหกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึก โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม ครอบคลุมพื้นที่บ้านน้ำตกถึงหาดทรายทอง และปากแม่น้ำระยอง ซึ่งอยู่ติดกับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (TPI) ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึก โรงงานอุตสาหกรรมหนัก โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จากการตรวจวัดพบว่ามีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมสำหรับการใช้ประโยชน์ประเภทที่ 7 ทั้งสองพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมก็ตาม แต่ปริมาณการปนเปื้อนของโลหะหนักชนิดต่างๆในบางพารามิเตอร์และบางสถานีมีค่าสูงกว่าบริเวณพื้นที่ชายฝั่งด้านอื่นๆ

คุณภาพน้ำบริเวณนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
จังหวัดชลบุรีได้รับประกาศเป็นพื้นที่พัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ทำให้มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วมีโรงงานอุตสาหกรรมกระจายอยู่ทั่วไปเป็นจำนวนมากถึง 1,2507 แห่ง โดยเฉพาะบริเวณนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณนี้พบว่า การปนเปื้อนของโลหะหนักอยู่ในปริมาณน้อยโดยสารปรอท (Hg) ตรวจวัดได้มีค่าเฉลี่ย 0.02 มคก/ล ทั้ง 2 ฤดู (คุณภาพน้ำการใช้ประโยชน์ประเภทที่ 7 กำหนดให้มีค่าไม่เกิน 0.1 มคก/ล) สำหรับปริมาณโครเมียมชนิดเฮ็กซาวาเล้นท์ (Cr+6) และ แคดเมียม(Cd) ที่สถานีต่างๆตรวจไม่พบทั้ง 2 ฤดู สำหรับปริมาณโลหะหนักชนิด ทองแดง(Cu) ตะกั่ว(Pb) เหล็ก(Fe) แมงกานีส(Mn) โครเมี่ยม(Cr) และ สังกะสี(Zn) ตรวจวัดได้มีค่าน้อยทั้ง 2 ฤดู ยกเว้นปริมาณการปนเปื้อนเหล็กในน้ำตรวจพบในระดับค่อนข้างมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 190 มคก/ล (มาตรฐานเพื่อการใช้ประโยชน์ประเภทที่ 4 กำหนดให้มีค่าไม่เกิน 300 มคก/ล) โดยค่าสูงสุดพบที่กลางอ่าวอุดม มีค่า 368 มคก/ล ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการติดตามตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของแหล่งที่มาของปริมาณเหล็ก และสถานการณ์การปนเปื้อนโลหะชนิดอื่นบริเวณนี้อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์ชนิดอื่นๆ ตรวจไม่พบว่ามีค่าผิดปกติ โดยอุณหภูมิของน้ำ ช่วงฤดูแล้ง มีค่า 30.3 C0 และลดลงในช่วงฤดูฝน มีค่าเฉลี่ย 29.0 C0 ความเป็นกรดและด่าง ช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนมีค่า 8.19 และ 8.16 ตามลำดับ ปริมาณตะกอนแขวนลอยแม้จะพบในระดับสูงโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน มีค่า 116 มคก/ล ฤดูฝนมีค่าลดลงเหลือ 83 มก/ล) การที่พบตะกอนค่อนข้างสูงน่าจะมีเหตุผลมาจากการก่อสร้างเพื่อขยายท่าเรือพาณิชน์เพิ่มเติมรวมทั้งจำนวนเรือที่แล่นเข้า-ออกทำให้มีการฟุ้งกระจายของตะกอนไปทั่วบริเวณดังกล่าว

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมิกัลไทย จำกัด จังหวัดระยอง
นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมิกัลไทย เป็นพื้นที่ๆมีการพัฒนาสูงทางอุตสาหกรรม และมีความหลากหลายในประเภทอุตสาหกรรม ตั้งแต่อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคโทรนิคส์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมเหล็ก การประกอบรถยนต์ อุตสาหกรรมปุ๋ย และปิโตรเคมี และท่าเทียบเรือน้ำลึก แต่จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณนี้ในช่วงฤดูฝน และ ฤดูแล้งที่สถานีใกล้ฝั่งและสถานีห่างฝั่ง พบว่าการปนเปื้อนของสารปรอท(Hg) ตรวจวัดได้ช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 0.01 มคก/ล ฤดูฝนมีค่าเฉลี่ย 0.02 มคก/ล ปริมาณโลหะชนิด โครเมียมชนิดเฮ็กซาวาเล้นท์ แคดเมียม และตะกั่ว ตรวจไม่พบทั้ง 2 ฤดู สำหรับปริมาณโลหะหนักชนิด ทองแดง ตะกั่ว เหล็ก แมงกานีส โครเมียม และสังกะสี ตรวจวัดได้มีค่าน้อยทั้ง 2 ฤดู
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์ชนิดอื่นๆ ตรวจไม่พบว่ามีค่าผิดปกติ โดยอุณหภูมิของน้ำ ช่วงฤดูแล้ง มีค่า 30.4 C0 และลดลงในช่วงฤดูฝน มีค่าเฉลี่ย 30.7 C0 ความเป็นกรดและด่าง ช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนมีค่า 8.08 และ 7.79 ตามลำดับ ส่วนความโปร่งใสของน้ำตรวจพบระดับการมองเห็นได้ต่ำมากซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณตะกอนแขวนลอยที่พบในระดับสูงโดยเฉพาะที่บ้านหนองแฟบช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 72 มก/ล และมีค่าเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน 280 มก/ล ในช่วงฤดูฝน โดยค่าสูงสุดพบบริเวณบ้านหนองแฟบ มีค่าเท่ากับ 751 มก/ล ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่มีกระแสคลื่น และกระแสลมค่อนข้างรุนแรงทำให้มีการฟุ้งกระจายของตะกอนตามแนวชายฝั่งทั่วไป
ส่วนสาเหตุอีกประการหนึ่งน่าจะเกิดจากการพังทลายตามแนวชายฝั่งของจังหวัดระยอง โดยเฉพาะในบริเวณบ้านหนองแฟบถึงหาดแสงจันทร์ ซึ่งอยู่ติดกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด พบว่ามีการพังทลายของชายฝั่งที่รุนแรง1(Erosion) ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการที่กระแสน้ำทำให้ตะกอนจำนวนมากไหลลงสู่ทะเล ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ชายฝั่งอย่างมาก

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย
ชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ไปจนถึง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปจนถึง จังหวัดนราธิวาส ลักษณะพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นที่ราบค่อนข้างกว้างสลับกับทิวเขาต่อเนื่องกันลงไปตลอดพื้นที่ในแถบนี้จึงมีความสมบูรณ์ด้านทรัพยากรต่างๆ แหล่งท่องเที่ยว และแหล่งชุมชน การใช้ประโยชน์ที่ที่ดินด้านนี้มีทั้งภาคการเกษตรกรรม กสิกรรม อุตสาหกรรมการประมง การท่องเที่ยว และแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ส่วนด้านอุตสาหกรรมยังมีไม่มาก บริเวณที่มีการทำอุตสาหกรรมที่ชัดเจนคือ เทศบาลนครสงขลา และหาดใหญ่ ได้รับการกำหนดให้เป็นเมืองหลักของการพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเมืองท่าของภาคใต้ จากผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งด้านนี้พบว่าแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างของคุณภาพน้ำค่อนข้างชัดเจนตามกิจกรรมการใช้ประโยชน์แต่ละพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ยังมรความเหมาะสมสำหรับกิจกรรมการใช้ประโยชน์ในประเภทต่างๆซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งภาคใต้ตอนบน
ชายฝั่งทะเลภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วยจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย ทั้งด้านการเพาะเลี้ยง การท่องเที่ยว การประมง การเกษตรกรรม และแหล่งชุมชนกระจายอยู่ทั่วไปตามแนวชายฝั่ง ส่วนกิจกรรมในด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่บริเวณนี้ยังมีค่อนข้างน้อยมาก จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำพบว่าส่วนใหญ่มีการปนเปื้อนของปริมาณแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มสูงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นที่ตั้งของแหล่งชุมชน แหล่งเพาะเลี้ยง และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมทั้งปัญหาความขุ่นของน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงในบริเวณเพชรบุรีและหัวหิน8 ที่เกิดโดยการกระทำของคลื่น อันมีปัจจัยมาจากการสร้างกำแพงกันคลื่นบนชายหาด และการก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลงไปในทะเลโดยมนุษย์ เป็นผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ และส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งดังกล่าว

พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง
คุณภาพน้ำเพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง ครอบคลุมบริเวณพื้นที่รอบเกาะสมุย ลักษณะทั่วไปของเกาะมีชายหาดรอบเกาะสลับกับแนวโขดหิน โดยมีอ่าวเฉวง หาดละไม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ นอกจากนี้ยังพบแนวปะการังน้ำตื้น และหญ้าทะเล ที่อยู่ในสภาพดีปานกลาง กระจายอยู่โดยทั่วไปตามชายฝั่งรอบเกาะ ซึ่งจากธรรมชาติที่สวยงามทำให้ในแต่ละปีจึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมไปเที่ยวจำนวนมาก
จากผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณ ท่าเรือหน้าทอน อ่าวบางรัก อ่าวเฉวงกลาง อ่าวเฉวงน้อย หาดละไม อ่าวบางน้ำจืด และท่าเรือเฟอร์รี่อ่าวหน้าไทร พบว่ามีการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด พบในระดับน้อยมาก โดยฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 24 หน่วย และฤดูฝน มีค่าเฉลี่ย 18 หน่วย ซึ่งอาจเป็นผลจากเป็นเกาะ การระบายหรือการไหลเวียนของกระแสน้ำมีการถ่ายเทดี ยกเว้นบริเวณท่าเรือหน้าทอน ที่มีลักษณะเป็น อ่าวปิดคุณภาพน้ำในบริเวณนี้จึงไม่ดีนัก มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ที่จุดตรวจใกล้ฝั่งในช่วงฤดูฝน มีค่ามากกว่า 2,400 หน่วย ซึ่งน่าจะมีผลจากบริเวณกลางหาดเป็น ที่ตั้งของแหล่งชุมชน ร้านอาหาร และมีการระบายน้ำเสียลงสู่ทะเลโดยตรง สำหรับปริมาณตะกอนแขวนลอยในช่วงฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 25 มก/ล. และเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูฝนคือ 72 มก/ล. โดยค่าสูงสุดพบที่บริเวณท่าเรือหน้าทอน ในช่วงฤดูฝนคือ 72 มก/ล. โดยค่าสูงสุดพบที่บริเวณท่าเรือหน้าทอนในช่วงฤดูฝนคือ 89 มก/ล. สำหรับความโปร่งใสของน้ำสามารถมองเห็นได้มากกว่า 2 เมตร
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่นๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็ม ของน้ำอยู่ในระดับปกติ และปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่างๆ ตรวจพบในปริมาณน้อยทั้งที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง คุณภาพน้ำบริเวณนี้เหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการสำหรับการอนุรักษ์ และกิจกรรมเพื่อการว่ายน้ำ

พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่นๆนอกเหนือจากปะการัง
พื้นที่การอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติ มีทั้งส่วนที่เป็นอุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ชายฝั่งทั่วไปตั้งแต่ ด้านล่างปากแม่น้ำปราณบุรี หาดสามพระยา หาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ่าวบางสน อ่าวสะพลี ปากชุมพร หาดภราดร หาดทรายรี บ้านบ่อคา ปากน้ำหลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งลักษณะของชายฝั่งเป็นที่ราบ มีภูเขาเตี้ยๆตามแนวชายฝั่ง ป่าชายเลน หาดทราย และแหล่งชุมชน สลับกันเป็นช่วงๆ
จากการตรวจวัดในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน พบว่าคุณภาพน้ำบริเวณนี้เหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการสำหรับการอนุรักษ์ และกิจกรรมเพื่อการว่ายน้ำ แม้ว่าจะพบการปนเปื้อนของปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียทั้งหมดบ้าง โดยในช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 1,200 หน่วย และฤดูฝน มีค่าลดลงเหลือ 640 หน่วย โดยพบที่ปากแม่น้ำปราณบุรี ปากน้ำชุมพร ปากน้ำหลังสวน ทั้งสองฤดู เนื่องจากเป็น ปากแม่น้ำทำให้ได้รับการปนเปื้อนจากความสกปรกของชุมชนที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น สำหรับปริมาณตะกอนแขวนลอยในช่วงฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 103 มก/ล. และ มีค่าลดลงในช่วงฤดูฝน เท่ากับ 89 มก/ล. ค่าสูงสุดที่พบจะอยู่บริเวณปากแม่น้ำ และบ้านบ่อคา สำหรับความโปร่งใสของน้ำสามารถมองเห็นได้มากกว่า 1.1 เมตร
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่นๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็ม ของน้ำอยู่ในระดับปกติ และปริมาณสารอาหาร และโลหะหนักชนิดต่างๆ ตรวจพบในปริมาณน้อยทั้งที่สถานีใกล้ฝั่ง และห่างฝั่ง

พื้นที่เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
พื้นที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ของภาคใต้ตอนบนส่วนใหญ่อยู่ที่บริเวณ ปากคลองบางตะบูน และปากคลองบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี หาดสำเร็จ อ.ท่าชนะ เรื่อยลงมาจนถึง ปากคลองดอนสัก จ. สุราษฎร์ธานี มีการเพาะเลี้ยงหอย และการเพาะเลี้ยงกุ้ง เกือบตลอดแนวชายฝั่ง เนื่องจากคุณภาพน้ำเอื้ออำนวย และเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยง มีธาตุอาหารจากแม่น้ำลำคลองหลายสายที่ไหลลงสู่อ่าว เช่น แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำตาปี คลองท่าทอง และปากคลองดอนสัก เป็นต้น จึงทำให้มีพื้นที่เพาะเลี้ยงรวมกันไม่น้อยกว่า 54,0119 ไร่ ในทางกลับกันการเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนมากเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำทะเล จากการระบายน้ำที่เกิดขึ้นจากการเพาะเลี้ยง และน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากแหล่งชุมชน ลงสู่ทะเลโดยตรง ทำให้คุณภาพน้ำในบริเวณนี้เปลี่ยนแปลงไป
จากผลการตรวจวัด พบว่าปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด มีค่าอยู่ในระดับสูง ช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ยมากกว่า 3,000 หน่วย โดยค่าที่ตรวจพบสูงสุดที่ปากคลองบ้านแหลมที่สถานีใกล้ฝั่ง มีค่า 24,000 หน่วย ในช่วงฤดูฝนมีค่าลดลงเหลือ 1,100 หน่วย ซึ่งสาเหตุที่ตรวจพบน่าจะเกิดจากน้ำเสียจากชุมชนบ้านแหลมและพื้นที่ใกล้เคียงที่ระบายลงสู่แหล่งน้ำบริเวณนั้น ปริมาณตะกอนแขวนลอยในฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 193 มก./ล. ซึ่งค่าสูงสุดตรวจพบที่ปากแม่น้ำตาปี ที่สถานีห่างฝั่ง มีค่า 922 มก./ล. ฤดูฝนมีค่าลดลงเล็กน้อยเหลือ 138 มก./ล. ซึ่งสอดคล้องกับความขุ่นของน้ำที่สามารถมองเห็นได้เพียง 0.4 ม. ทั้งสองฤดู ทั้งนี้อาจเนื่องจากการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณ จ.เพชรบุรี และการขุดลอกคูคลองบริเวณปากแม่น้ำตาปี รวมทั้งน้ำเสียที่เกิดจากการทำนากุ้งมีการระบายลงสู่แหล่งน้ำทำให้คุณภาพน้ำมีความขุ่นมาก ส่วนปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจน ฤดูแล้งและฤดูฝน ตรวจพบมีค่าเฉลี่ย 0.08 และ 0.06 มก./ล. ตามลำดับ
คุณภาพน้ำพารามิเตอร์ชนิดอื่นๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็มของน้ำอยู่ในระดับปกติ และปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่างๆ ตรวจพบในปริมาณน้อยทั้งที่ใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง คุณภาพน้ำบริเวณนี้จึงยังคงเหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยง

พื้นที่เพื่อการว่ายน้ำ
พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ตอนบนที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเพื่อไปพักผ่อนเพื่อชมทัศนิยภาพและว่ายน้ำ พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณหาดปึกเทียน หาดชะอำ หัวหิน อ่าวมะนาว บ้านทุ่งประดู่ และบางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีหาดทรายสวยงามทอดตัวลงในทะเล ส่วนบนฝั่งเป็นทิวสนสลับกับแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ มีสถานที่พักตากอากาศจำนวนมาก แต่ปัจจุบันพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านนี้มักประสบปัญหาน้ำเสียจากแหล่งชุมชนต่างๆ น้ำเสียจากทางด้านการเกษตร การเพาะเลี้ยงชายฝั่ง รวมทั้งการก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำในทะเล อาทิ การถมที่ดิน ท่าเรือประมง เขื่อนป้องกันทราย เป็นต้น ทำให้เป็นตัวขัดขวางทางเดินของกระแสน้ำ จึงทำให้ชายหาดในหลายจุดเกิดปัญหาการพังทลายและการกัดเซาะบริเวณชายฝั่ง เช่น หาดเจ้าสำราญ หาดชะอำ หาดหัวหิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อแหล่งทรัพยากร แหล่งท่องเที่ยว และระบบนิเวศน์อื่นๆ รวมทั้งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ
จากผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวพบว่า การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง ช่วงฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 230 หน่วย ช่วงฤดูฝนมีค่าเฉลี่ย 300 หน่วย โดยตรวจพบค่าสูงสุดที่สถานีใกล้ฝั่งช่วงฤดูแล้ง บริเวณหาดสมบูรณ์ และสถานีห่างฝั่งช่วงฤดูฝนหน้าพระราชวังไกลกังวล คือ 2,400 หน่วย ซึ่งสาเหตุที่การปนเปื้อนของแบคทีเรียมากน่าจะมีผลมาจากสารความสกปรกที่กระแสน้ำพัดพามาจากแหล่งชุมชนและสะพานปลาหัวหิน ปริมาณตะกอนแขวนลอยช่วงฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 116 มก./ล. และฤดูฝนมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 130 มก./ล. ส่วนความโปร่งใสของน้ำ สามารถมองเห็นระดับน้ำในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนเฉลี่ย 1.2 และ 2.0 ม. ตามลำดับ สำหรับคุณภาพน้ำพารามิเตอร์ชนิดอื่นๆผลการตรวจวัดพบว่ามีค่าอยู่ในระดับปกติ

พื้นที่เพื่อการกีฬาทางน้ำ
พื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการกีฬาทางน้ำในอดีตก็เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชายหาดสวยงาม มีน้ำทะเลใสสะอาด แต่เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบให้บริเวณหาดเจ้าสำราญ กลายสภาพเป็นหาดหิน โดยมีการนำหินมาถมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยกระแสน้ำในช่วงลมมรสุม ส่วนอ่าวประจวบฯมีลักษณะเป็นอ่าวปิด การระบายน้ำภายในอ่าวจึงไม่ดี ทำให้ชายหาดกลายสภาพเป็นหาดทรายสีดำปนโคลน เนื่องจากการระบายน้ำเสียจากแหล่งชุมชนลงสู่แหล่งน้ำดังกล่าว จึงทำให้พื้นที่ส่วนนี้ไม่เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในการว่ายน้ำ
จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณนี้พบว่า การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง ช่วงฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 520 หน่วย ช่วงฤดูฝนมีค่าเฉลี่ย 120 หน่วย โดยตรวจพบค่าสูงสุดที่สถานีใกล้ฝั่งช่วงฤดูแล้ง บริเวณหาดเจ้าสำราญและปากคลองวาฬ คือ 2,400 หน่วย ซึ่งสาเหตุที่การปนเปื้อนของแบคทีเรียมากน่าจะมีผลมาจากมวลสารความสกปรกที่กระแสน้ำพัดพามาจากแหล่งชุมชนและแหล่งเพาะเลี้ยงที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ปริมาณตะกอนแขวนลอยที่หาดเจ้าสำราญและอ่าวประจวบฯ ช่วงฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 60 มก./ล. และฤดูฝนมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 119 มก./ล. ยกเว้นที่ปากคลองวาฬ พบว่ามีปริมาณตะกอนสูงมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่สถานีใกล้ฝั่งมีค่าถึง 1,110 มก./ล. และในช่วงฤดูฝนมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 3,070 มก./ล. ซึ่งมีสาเหตุมาจากมีการขุดลอกร่องน้ำบริเวณปากคลอง ส่วนความโปร่งใสของน้ำ สามารถมองเห็นระดับน้ำในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนเฉลี่ย 30 ซม. และ 60 ม. ตามลำดับ ซึ่งถือว่าน้ำค่อนข้างมีความขุ่นมาก ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์ชนิดอื่นๆผลการตรวจวัดพบว่ามีค่าอยู่ในระดับปกติ

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งภาคใต้ตอนล่าง
ชายฝั่งทะเลภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วย จ.นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบกว้างต่อเนื่องจากด้านบนลงมา ชายฝั่งบริเวณนี้ส่วนใหญ่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างมาก ป่าไม้ แหล่งน้ำ แร่ธาตุ แหล่งท่องเที่ยว การประมงและการเพาะเลี้ยง พื้นที่ในแถบนี้กิจกรรมการใช้ประโยชน์จึงเน้นการท่องเที่ยว การเพาะเลี้ยง แหล่งชุมชน และด้านการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสงขลาและหาดใหญ่ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ได้กำหนดให้เมืองหลักของการพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเมืองท่าของภาคใต้ ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทั้งแหล่งอุตสาหกรรมและการบริการต่างๆ ซึ่งกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น แหล่งน้ำ สัตว์น้ำ การเพาะเลี้ยงชายฝั่ง และคุณภาพน้ำสรุปผลการสำรวจได้ดังนี้

พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติ
พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติของชายฝั่งทะเลภาคใต้ตอนล่างอยู่ในบริเวณปากแม่น้ำปากพนัง ลักษณะของชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นดินโคลนมีป่าชายเลนหนาแน่นและสมบูรณ์มากและระยะที่ประมาณ 6 กม. จากปากแม่น้ำที่เป็นที่ตั้งของอำเภอปากพนัง มีอาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น มีท่าเทียบเรือหลายแห่ง ชุมชนปากพนังไม่มีระบบน้ำเสียรวม ฉะนั้นน้ำเสียทั้งหมดจึงถูกระบายลงสู่แม่น้ำโดยตรง ทำให้น้ำในบริเวณปากแม่น้ำได้รับมวลสารความสกปรกจากแหล่งชุมชนอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำบริเวณนี้ ส่วนพื้นที่บริเวณ เช่น หาดเทพา จ.สงขลา และบ้านสาระวัน จ.นราธิวาส บริเวณด้านนี้ลักษณะชายฝั่งไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากธรรมชาติมากนัก
จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณปากแม่น้ำปากพนัง พบว่ามีการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ในฤดูแล้งที่ระยะใกล้ฝั่งและระยะห่างฝั่งมีค่ามากกว่า 1,600 หน่วยและในฤดูฝนมีค่าลดลงเหลือ 920 หน่วย ส่วนคุณภาพน้ำบริเวณหาดเทพาและหาดสาระวัน การปนเปื้อนของปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรียมีค่าต่ำมากทั้ง 2 ฤดู เฉลี่ย 8 หน่วย ปริมาณการปนเปื้อนของตะกอนแขวนลอยในฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 30 มก./ล. และฤดูฝนมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 146 มก./ล. ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์ชนิดอื่นๆผลการตรวจวัดพบว่ามีค่าอยู่ในระดับปกติและเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติ

พื้นที่เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
พื้นที่ชายฝั่งทะเลของภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะชายฝั่งที่เป็นป่าชายเลนที่มีความสมบูรณ์ของธาตุอาหารสูง ความเหมาะสมของน้ำทะเล เป็นปัจจัยที่ทำให้บริเวณอ่าวนครศรีธรรมราช อ.ปากพนัง อ.หัวไทร ปากคลองท่าสูง อ.ท่าศาลา เป็นพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงจำนวนมาก มีการส่งเสริมการลงทุนให้เกษตรกรทำเพาะเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนาและเชิงพัฒนา ทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ คือ 57,10210 ไร่ รองจากจังหวัดจันทบุรี นอกเหนือจากบริเวณนี้แล้วที่บ้านหัวเกาะ อ.ระโนด จ.สงขลา อ.ปานะเระ ปากน้ำสายบุรี จ.ปัตตานี ก็มีพื้นที่เพาะเลี้ยงเช่นกัน ซึ่งจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เกษตรกรรรมและป่าชายเลน เพื่อนำมาใช้ในการเลี้ยงกุ้งเป็นจำนวนมาก น้ำทิ้งและตะกอนเลนที่ปล่อยจากนากุ้งทำให้เกิดการเพิ่มตะกอนดินในแหล่งน้ำ ส่งผลต่อทรัพยากรพืชและสัตว์ที่มีความหลากหลาย รวมทั้งยังทำให้ชายหาดบริเวณนี้กลายเป็นหาดโคลนโดยเฉพาะ อ.ปากพนัง เมื่อนำลงต่ำสุดทางด้านตะวันออก พบว่าหาดจะยื่นออกไปจากฝั่งประมาณถึง 6.3 กม. นอกจากนี้การเพาะเลี้ยงยังมีผลกระทต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง11 อาทิ การเพิ่มของปริมาณสารอาหาร ความขุ่นของน้ำ ปริมาณตะกอนแขวนลอย เป็นต้น
จากผลการตรวจวัดน้ำทะเลในพื้นที่มีการเพาะเลี้ยงพบว่าปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด มีค่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ทั้งสองฤดู โดยฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 700 หน่วย โดยค่าที่ตรวจพบสูงสุดที่ปากคลองท่าสูงที่สถานีห่างฝั่ง มีค่ามากกว่า 2,400 หน่วย ส่วนช่วงฤดูฝนมีค่าลดลง เหลือ 420 หน่วย ปริมาณตะกอนแขวนลอย ช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 52 มก./ล ฤดูฝนมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 103 มก./ล ซึ่งค่าสูงสุดตรวจพบที่ อ.ปานะเระ ช่วงฤดูฝนที่สถานีห่างฝั่ง มีค่าเท่ากับ 175 มก./ล ส่วนความโปร่งใสของน้ำที่สามารถมองเห็นมีค่าเฉลี่ย 1.5 และ 1.2 เมตร สำหรับปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตเจน ตรวจไม่พบค่าทั้งสองฤดู
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่น ๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็มของน้ำอยู่ในระดับปกติ และปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่าง ๆ ตรวจพบในประมาณน้อยทั้งที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง คุณภาพน้ำบริเวณนี้จึงเหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยง

พื้นที่เพื่อการว่ายน้ำ
พื้นที่เพื่อกิจกรรมการว่ายน้ำในชายฝั่งทะเลภาคใต้ตอนล่าง บริเวณหาดขนอม หาดไนเพลา หาดหินงาม จ.นครศรีธรรมราช หาดมหาราช หาดสมิหลา จ.สงลาและหาดนราทัศน์ จ.นราธิวาส ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวนิยมมาว่ายน้ำมากนัก เนื่องจากลักษณะของชายฝั่งที่เป็นหาดทรายที่ค่อนข้างลาดชัน บางแห่งเป็นหาดทรายปนโคลน และบางแห่งประสบกับปัญหาการพังทลายของชายฝั่ง โดยเฉพาะบริเวณหาดสมิหลา จ.สงขลา มีการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะจากธรรมชาติเอง
จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำพบว่าการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด มีการปนเปื้อนน้อยมาก โดยที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง ช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 20 หน่วย ฤดูฝนมีค่าเฉลี่ย 50 หน่วย ปริมาณตะกอนแขวนลอยช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 58 มก./ล และฤดูฝนมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 123 มก./ล ส่วนความโปร่งใสของน้ำที่สามารถมองเห็นในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน เฉลี่ย 1.7 เมตร เท่ากันทั้งสองฤดู ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ความสามารถในการมองเห็นและมีตะกอนค่อนข้างมากน่าจะมีเหตุมาจากการกัดเซาะบริเวณชายฝั่งและบริเวณใกล้เคียง สำหรับคุณภาพน้ำพารามิเตอร์ชนิดอื่น ๆ ผลการตรวจวัดพบว่ามีค่าอยู่ในระดับปกติ

พื้นที่บริเวณแหล่งอุตสาหกรรม
บริเวณที่มีการประกอบการด้านอุตสาหกรรมใหญ่จะอยู่บริเวณทะเลสาปสงขลา จ.สงขลา ซึ่งได้รับการกำหนดให้เป็นเมืองหลักของการพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเมืองท่าของภาคใต้ อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นการแปรรูปและบรรจุผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การประมง และแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติกลางทะเล ส่วนพื้นที่อีกแห่งหนึ่งที่ได้รับบทบาทให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมคือเมืองปัตตานี ประกอบด้วยท่าเรือ โรงงานขนาดเล็กและขนาดกลาง อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นประเภทผลิตภัณฑ์และการบรรจุอาหารทะเล
จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำเขตอุตสาหกรรมบริเวณปากแม่น้ำปัตตานี พบว่าปัญหาการปนเปื้อนของปริมาณโคลิฟอร์มแบคทีเรีย มีค่าที่ตรวจวัดได้ในระดับสูงมากกว่า 16,000 หน่วย เนื่องจากการระบายน้ำทิ้งจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จากชุมชน ท่าเรือประมง เป็นต้น ปริมาณตะกอนแขวนลอยในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนมีค่าต่ำ คือ 24 และ 43 มก./ล ตามลำดับ ออกซิเจนละลาย มีค่าเฉลี่ย 6.3 และ 7.5 มก./ล ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์ เช่น ปริมาณธาตุอาหารและโลหะหนักชนิดต่าง ๆ ผลการตรวจวัดพบว่ามีน้อยมาก ในส่วนของคุณภาพน้ำในบริเวณทะเลสาปสงขลาได้มีการนำเสนอไว้ในส่วนของรายงานคุณภาพน้ำลุ่มน้ำภาคใต้แล้ว จึงมิได้นำมาพิจารณาในส่วนของคุณภาพน้ำทะเล ส่วนสถานีหาดสมิหลาซึ่งอยู่ใกล้ทะเลสาปสงขลา ได้นำเสนอไว้ในพื้นที่มีการใช้ประโยชน์เพื่อการว่ายน้ำ

คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน
ชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนอง ถึง จังหวัดสตูล ลักษณะของชายฝั่งค่อนข้างแตกต่างจากด้านอ่าวไทย บริเวณที่ราบชายฝั่งด้านนี้มีลักษณะแคบ บางแห่งมีภูเขาจรดชายฝั่ง ทำให้เกิดหน้าผาสูงชัน ชายฝั่งมีลักษณะเว้าแหว่งมากและมีเกาะต่าง ๆ อยู่มากมาย ตลอดแนวชายฝั่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติภาพที่สมบูรณ์มากทั้งใต้น้ำและชายฝั่ง อาทิ แหล่งปะการัง หญ้าทะเล ป่าชายเลน และหาดทรายที่ขาวสะอาด แต่ก็ส่วนที่หาดทรายเป็นหาดทรายปนโคลน กิจกรรมการใช้ประโยชน์หลัก ๆ คือ การท่องเที่ยว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และเป็นแหล่งชุมชน จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำชายฝั่งอันดามันตั้งแต่จังหวัดระนองถึงจังหวัดตรัง พบว่ามีคุณภาพน้ำโดยทั่วไปส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์เพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติ แหล่งปะการัง การว่ายน้ำ การเพาะเลี้ยงสัตว์ชายฝั่ง

พื้นที่เพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติ
พื้นที่การใช้ประโยชน์เพื่อการสงวนรักษาธรรมชาติครอบคลุมพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติไนยาง เกาะภูเก็ตที่มีชายหาดทรายยาว 13 กม. เป็นแนวปะการังที่สวยงาม เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวช่วงสั้น ๆ บริเวณชายฝั่งเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานของ จ.ภูเก็ต และมีโรงแรม รีสอร์ท เพียงไม่กี่แห่งเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ทำให้น้ำทะเลในบริเวณนี้ได้รับการปนเปื้อนจากน้ำเสียแหล่งกำเนิดต่าง ๆ น้อยมาก จากผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณนี้พบว่าการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดต่ำมาก โดยช่วงฤดูแล้ง มีค่า 30 หน่วย แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงฤดูฝน เท่ากับ 130 หน่วย ส่วนความโปร่งใสของน้ำสามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่ระดับกว่า 7.5 เมตร ช่วงฤดูแล้ง และสามารถมองเห็นความโปร่งในของน้ำลดลงช่วงฤดูฝน เท่ากับ 2.7 เมตร ปริมาณตะกอนแขวนลอย ฤดูแล้งมีค่าเท่ากับ 14 มก./ล และมีค่าเพิ่มขึ้นในฤดูฝน เท่ากับ 50 มก./ล
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่น ๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็มของน้ำอยู่ในระดับปกติ และปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่าง ๆ ตรวจพบในปริมาณน้อยทั้งที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง คุณภาพน้ำบริเวณนี้จึงเหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการสงวนรักษาธรรมชาติ

พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง
พื้นที่การใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง ครอบคลุมบริเวณพื้นที่รอบเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ลักษณะทั่วไปของเกาะมีชายหาดรอบเกาะสลับกับแนวโขดหิน สองฝั่งระหว่างเกาะพีพีดอน เป็นเวิ้งอ่าวคู่ที่มีความสวยงามติดอันดับโลก (อ่าวต้นไทรและอ่าวโล๊ะดาลัม) ตรงกลางเกาะเป็นที่ตั้งของชุมชน บังกะโล โรงแรมและรีสอร์ท ค่อนข้างหนาแน่น ด้านแหลมตรงมีหาดทรายขาวสะอาด และแนวปะการังน้ำตื้นที่อยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์กระจายอยู่โดยทั่วไปตามชายฝั่งรอบเกาะ ซึ่งจากธรรมชาติที่สวยงามทำให้ในแต่ละปีจึงมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมไปเที่ยวจำนวนมาก
คุณภาพน้ำโดยรวมของเกาะพีพีพบว่าบริเวณกลางเกาะ มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดอยู่ในระดับที่น้อยมาก โดยฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ยเพียง 40 หน่วย ส่วนฤดูฝน มีค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือ 70 หน่วย ส่วนตอนบนของเกาะด้านแหลมตรงหรือปลายสุดของเกาะค่อนข้างมีปัญหาการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มที่ตรวจพบเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง คือมากกว่า 2,400 หน่วยในฤดูแล้ง ทั้งนี้อาจมีความเป็นไปได้จากที่บริเวณดังกล่าวเป็นทางที่กระแสน้ำไหลผ่านรวมทั้งอิทธิพลการขึ้นลงของระดับน้ำทะเลที่มากมวลสารความสกปรกจากฝั่งและจากทางด้านอ่าวโล๊ดาลัม จึงไหลออกสู่ทะเลทำให้การปนเปื้อนของแบคทีเรียมีค่าสูงในบางจุดของเกาะ รวมทั้งปริมาณตะกอนแขวนลอยที่ตรวจพบในช่วงฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 40 มก./ล และเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูฝน คือ 70 มก./ล โดยค่าสูงสุดพบที่แหลมตรงในช่วงฤดูฝน คือ 180 มก./ล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแหล่งปะการัง สำหรับความโปร่งใสของน้ำสามารถมองเห็นได้มากกว่า 4 เมตร
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่น ๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็มของน้ำอยู่ในระดับปกติ และปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่าง ๆ ตรวจพบในประมาณน้อยทั้งที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง คุณภาพน้ำบริเวณนี้ยังคงเหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการสำหรับการอนุรักษ์และกิจกรรมเพื่อการว่ายน้ำ

พื้นที่เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่น ๆ นอกจากแหล่งปะการัง
พื้นที่การใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติ ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลในบริเวณหาดบางเบน จ.รอนอง หาดประพาส บางสัก ท้ายเหมือง เขาปิหลาย อุทยานแห่งชาติอ่างพังงา จ.พังงา (จุดสำรวจแหลมสัก) หาดนพรัตน์ธารา จ.กระบี่ ลักษณะสภาพชายฝั่งแต่ละพื้นที่จะเป็นป่าชายเลนสลับกับส่วนที่เป็นหาดทรายเป็นส่วนใหญ่ โดยบริเวณอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เป็นพื้นที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศสูง ในทะเลมีแหล่งหญ้าทะเลที่มีสภาพสมบูรณ์12 บนชายหาดท้ายเหมืองเป็นที่เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้มักมีนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวแบบเชิงอนุรักษ์เข้ามาชมความงามตามธรรมชาติในบริเวณนี้ค่อนข้างมาก
จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำตลอดทั้งพื้นที่พบว่ามีปริมาณการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ในช่วงฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 60 หน่วย และฤดูฝนมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 440 หน่วย ค่าสูงสุดพบมีค่าเกินระดับความเหมาะสมเพื่อการอนุรักษ์ที่บริเวณเขาปิหลาย จังหวัดพังงา เนื่องจากจุดที่เก็บอยู่ใกล้กับแหล่งชุมชนและฟาร์มอนุบาลกุ้ง ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีค่าแบคทีเรียมากกว่า 2,400 หน่วย ส่วนปริมาณตะกอนแขวนลอยบริเวณหาดนพรัตน์ธารา ตรวจพบในระดับที่สูง โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน มีค่า 632 มก./ล ในฤดูแล้งกลับมีค่าลดลงเหลือ 32 มก./ล ซึ่งสาเหตุเนื่องจากเป็นช่วงลมมรสุมเข้าทำให้มีคลื่นลมค่อนข้างแรง ประกอบกับเป็นหาดทรายที่ตื้นจึงง่ายต่อการฟุ้งกระจายของตะกอนทราย สำหรับความโปร่งใสของน้ำที่สามารถมองเห็นได้อยู่ในระดับ 2.5 เมตร
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่น ๆ อาทิ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็มของน้ำ ปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่าง ๆ ที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่งมีคุณภาพน้ำเหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติ

พื้นที่เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งด้านฝั่งอันดามันถ้าเทียบสัดส่วนกับพื้นที่ทางภาคตะวันออกจะเห็นว่าการเพาะเลี้ยงถือว่ายังมีไม่มาก จากสถิติการประมง พบว่ามีพื้นที่ทำการเพาะเลี้ยงกุ้ง ปลา และสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ในภาคนี้ ประมาณ 56,13313 ไร่ โดยจังหวัดพังงามีการเพาะเลี้ยงมากที่สุด 11,670 ไร่ รองลงมาคือ จ.ระนอง สตูล กระบี่ ตรัง และ จ.ภูเก็ต มีน้อยที่สุด 1,921 ไร่ พื้นที่การเพาะเลี้ยงจะกระจายอยู่ทั่วไปตามแนวชายฝั่งบริเวณป่าชายเลนเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ของธาตุอาหาร สภาพความเค็มที่เหมาะสม สำหรับชายฝั่งทะเลด้านนี้พื้นที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งที่ค่อนข้างชัดเจน เช่น อ่าวพังงา บ้านแหลมยาว จ.กระบี่ อ่าวบางโรง จ.ภูเก็ต บ้านบ่อม่วง จ.ตรัง
จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณนี้ปัญหาพบการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด มีค่าเฉลี่ยเพียง 410 หน่วย สองฤดู โดยค่าสูงสุดที่ตรวจพบมีเพียงครั้งเดียวในช่วงฤดูแล้งที่บ้านแหลมยาว จ.กระบี่ มีค่า 2,400 หน่วย ปริมาณตะกอนแขวนลอย มีค่าต่ำทั้งสถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง เฉลี่ย 20 มก./ล ทั้งสองฤดู ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตเจนและไนเตรด-ไนโตรเจน ตรวจไม่พบทั้งสองฤดู เช่นกัน
ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์อื่น ๆ อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็มของน้ำอยู่ในระดับปกติ และปริมาณสารอาหารและโลหะหนักชนิดต่าง ๆ ตรวจพบในประมาณน้อยทั้งที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง คุณภาพน้ำบริเวณนี้ยังคงเหมาะสมเพื่อการใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยง


จากลักษณะที่มีชายฝั่งเวิ้งเว้าแหว่งตลอดแนวชายฝั่งและมีเกาะต่าง ๆ อยู่มากมาย ท้องทะเลมีน้ำใสสะอาดมีหาดทรายที่สวยงาม มีปะการังสวยงามและสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสวยงามมีนักท่องเที่ยวทั้งชายไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมากนิยมมาท่องเที่ยว โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลฝั่งตะวันตก จ.ภูเก็ต ที่ได้รับสมญานามว่าไข่มุกแห่งอันดามัน มีหาดที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เช่น หาดป่าตอง หาดกะรน หาดกะตะ และหาดอื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีหาดที่มีนักท่องเที่ยวไปว่ายน้ำบ้างแต่ไม่มาก คือ หาดปากเมง จ.ตรัง เนื่องจากมีลักษณะที่เป็นหาดทรายผสมกับโคลน บนหาดมีเปลือกหอยมวนพลูที่ถูกคลื่นซัดมาเกยอยู่บนหาดจำนวนมาก ด้านในก็เป็นทิวสนและสวนมะพร้าวสลับกับบ้านชาวประมงและร้านอาหาร จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณนี้พบว่าการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมดที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่งในฤดูแล้งมีค่าเฉลี่ย 360 หน่วย และช่วงฤดูฝนมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 780 หน่วย ซึ่งค่าสูงสุดที่พบอยู่ในช่วงฤดูฝนบริเวณหาดกมลา หาดป่าตอง หาดกะรน หาดปากเมง ช่วงกลางที่มีคลองระบายน้ำที่ได้รับมวลสารความสกปรกจากกิจกรรมต่าง ๆ ไหลลงสู่ชายฝั่ง ส่วนความโปร่งใสของน้ำสามารถมองเห็นระดับน้ำในช่วงฤดูแล้งการมองเห็นจะเห็นได้ดีกว่า คือ 4.5 เมตร ส่วนช่วงฤดูฝน ลดลงเหลือ 2.7 เมตร ซึ่งสอดคล้องกับการตรวจวัดค่าการปนเปื้อนของตะกอนแขวนลอยที่มีค่าไม่สูงมากนัก ช่วงฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 17 มก./ล และในฤดูฝนเพิ่มเป็น 53 มก./ล ซึ่งสาเหตุที่พบตะกอนสูงขึ้นในช่วงฤดูฝนน่าจะมีผลมาจากช่วงเดือนกรกฎาคม มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านในช่วงนี้ค่อนข้างมีคลื่นลมแรงจึงมีผลกระทบต่อชายฝั่งในแง่ที่ก่อให้เกิดการพังทลายของชายฝั่งที่ค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณหาดบางเทา ที่เป็นอ่าวเปิดการกัดเซาะจึงมีมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาสภาพคุณภาพน้ำโดยทั่วไปแล้วคุณภาพน้ำบริเวรพื้นที่พื้นที่เหล่านี้มีความเหมาะสมสำหรับการใช้ประโยชน์เพื่อการว่ายน้ำและอื่น ๆ ได้

พื้นที่เพื่อการกีฬาทางน้ำอื่น ๆ
จากลักษณะพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เป็นหาดหินสลับกับหาดทรายของหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต และลักษณะที่เป็นหาดทรายปนโคลน ของหาดชาญดำริ จ.ระนอง และหาดสำราญ จ.ตรัง ทำให้สภาพของชายหาดบริเวณนี้ไม่ค่อยสวยงามรวมทั้งน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งที่ไม่สะอาด จึงทำให้นักท่องเที่ยวไม่นิยมไปว่ายน้ำกัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปก็เพื่อชมวิวหรือการนั่งเรือออกไปท่องทะเล และการตกปลา
จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำพบว่าการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด บริเวณหาดชาญดำริที่สถานีใกล้ฝั่งและห่างฝั่ง มีค่าในระดับสูง เฉลี่ยมากกว่า 2,000 หน่วย ทั้งสองฤดู ซึ่งน่าจะเกิดจากได้รับมวลสารความสกปรกที่กระแสน้ำพัดพาจากแหล่งชุมชนที่ระบายลงแม่น้ำระนอง จึงมีการปนเปื้อนสูง ส่วนปริมาณตะกอนแขวนลอย พบว่ามีค่าต่ำ โดยฤดูแล้ง มีค่าเฉลี่ย 22 มก./ล และฤดูฝน มีค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือ 32 มก./ล สำหรับคุณภาพน้ำในบริเวณหาดสำราญ จ.ตรัง พบว่าปัญหาการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม มีค่าต่ำมาก เนื่องจากพื้นที่หาดค่อนข้างอยู่ห่างจากแหล่งชุมชน จึงมีค่าเฉลี่ยเพียง 25 หน่วย ทั้งสองฤดู ความโปร่งใสของน้ำในช่วงฤดูแล้งสามารถได้ที่ระดับ 1 เมตร ช่วงฤดูฝนมองเห็นที่ระดับ 60 เซนติเมตร ส่วนคุณภาพน้ำพารามิเตอร์ชนิดอื่น ๆ ผลการตรวจวัดมีค่าอยู่ในระดับปกติ

สรุป
จากผลการสำรวจคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2542 ส่วนใหญ่คุณภาพน้ำมีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานเพื่อการใช้ประโยชน์ตามกิจกรรมของแต่ละพื้นที่ แต่ก็มีในหลายพื้นที่ เช่น บริเวณปากแม่น้ำ บริเวณปากคลองของชายฝั่งทะเลฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน มีการปนเปื้อนความสกปรกในระดับที่เป็นอันตรายต่อการอุปโภค บริโภคและการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ อันเป็นผลมาจากการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ การขยายตัวของแหล่งชุมชนอย่างรวดเร็ว โดยไม่คำนึงถึงการจัดการน้ำเสียให้ถูกต้องก่อนจะระบายลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ปัญหาคุณภาพน้ำนี้ยังคงเป็นปัญหาที่ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกสาขาอาชีพ ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ ต้องตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและเพื่อร่วมกันป้องกันและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

   
คัดสรรมาฝากโดย bank003 (ภาสกร สกุลศิลปกร) บทความทั้งหมดของคุณ bank003
วันที่ 30/06/2549 เวลา 10:28:35
เข้าชมบทความนี้แล้ว 5186 ครั้ง ได้รับการโหวต 11 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 5186 คน ตอบ 1 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 1
วันที่ 5/7/2551 15:11:37
โดย คุณ เบื่อ
IP : 58.8.92.***
 



โพสต์เมื่อ : 5/7/2551 15:11:37
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 5186 คน ตอบ 1 คน ) 1 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด