วิทย์กาย: สีสรรพ์

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

สีสรรพ์

        สี หมายถึง ความรู้สึกในการมองเห็น เนื่องจากคลื่นแสงในแถบสี มากระตุ้นประสาท เรามองเห็นสีของวัตถุได้จาก 2 ทาง คือ
  • สี ที่เกิดจากการสะท้อนของวัตถุ เมื่อแสงตกกระทบวัตถุทึบแสง
  • สี ที่เกิดจากการส่งผ่านเนื้อวัตถุพุ่งสู่ตาเรา เมื่อวัตถุเดินทางผ่านวัตถุโปร่งแสง หรือ โปร่งใส สามารถแสดงทิศทางของแสงตก แสงสะท้อน แสงทะลุ ผ่านวัตถุต่าง ๆ กันดังนี้

วัตถุโปร่งใสวัตถุโปร่งแสงวัตถุทึบแสง

        เราอาจกล่าวย่อ ๆ ได้ว่า วัตถุโปร่งใสยอมให้แสงผ่านอย่างมีระเบียบ วัตถุโปร่งแสงยอมให้แสงผ่านได้บางส่วนและไม่มีระเบียบ และวัตถุทึบแสงไม่ยอมให้แสงผ่านไปได้เลย

        1. สีของวัตถุทึบแสง เรามองเห็นวัตถุมีสีต่าง ๆ ได้ เนื่องจากปัจจัย 3 ประการ คือ

  • แสงกระทบวัตถุ
  • แสงจากวัตถุสะท้อนสู่นัยน์ตา
  • ตัวสีที่อยู่ในวัตถุนั้น ๆ ซึ่งเกิดจากมีการดูดกลืนบางสี และคายสีบางสีออกมากระทบนัยน์ตาเรา

             การที่วัตถุแต่ละสีดูดกลืนสีหลาย ๆ สีเอาไว้และคาย (ปล่อย) บางสีกระทบนัยน์ตาเรานี่เอง ทำให้เห็นสีของวัตถุแตกต่างกันออกไป เช่น เราเห็นดอกกุหลาบมีสีแดงและใบมีสีเขียว ก็เพราะดอกไม้ดูดสีทุกสีไว้ แต่ปล่อยสีแดงออกมา ส่วนใบจะดูดสีทุกสีไว้ ยกเว้นสีเขียวซึ่งจะถูกปล่อยออกมา วัตถุสีดำมีการดูดกลืนทุก ๆ สีไว้ และสีขาวจะปล่อยทุก ๆ แสงสีออกมา ตามที่เราเห็นใบไม้มักมีสีเขียว เนื่องจากมี คลอโรฟิลล์อยู่ในใบ ถ้าเราเอาคลอโรฟิลล์ออกจากใบไม้ ใบย่อมไม่เป็นสีเขียวแน่ ๆ ดังนั้น เมื่อใบไม้แก่ลงจะออกเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาล ก็เนื่องจากคลอโรฟิลล์เสื่อมสภาพหรือสลายตัวไปตามอายุของใบไม้นั้นเช่นเดียวกับพริกขี้หนูที่มีหลายสี ก็เนื่องจากในครั้งแรกยังมีคลอโรฟิลล์อยู่ภายใน พริกขี้หนูจึงมีสีเขียวและจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดง ก็เพราะคลอโรฟิลล์สลายตัว คงเหลือแต่แคโรตีน ที่ให้สีส้มหรือแดง

          2. สีของวัตถุโปร่งใสและวัตถุโปร่งแสง   วัตถุโปร่งใสสีและโปร่งแสงสี จะยอมให้แสงสีทะลุผ่านได้แต่แตกต่างกันที่ปริมาณของแสงที่ทะลุผ่านออกมา วัตถุโปร่งแสงจะให้ปริมาณน้อยกว่าวัตถุโปร่งใส และวัตถุโปร่งใสสีต่างๆ จะยอมให้แสงสีมากกว่า 1 สีผ่านทะลุไปได้ เช่น วัตถุโปร่งใสสีเขียว นอกจากจะยอมให้แสงเขียวผ่านได้แล้วยังอาจมีแสงสีน้ำเงินและเหลืองผ่านไปได้ด้วย

แสงสีที่ทะลุแผ่นโปร่งใส
สีน้ำเงิน

แสงสีที่ทะลุแผ่นโปร่งใส
สีเขียว


           เกรตติง คือ แผ่นแก้วหรือพลาสติกโปร่งใสผิวหน้าเรียบ ที่ทำให้เกิดรอยขีดเป็นช่องแคบเล็ก ๆ หลาย ๆ ช่องขนานกัน ระยะระหว่างช่องห่างเท่ากัน เพื่อใช้ในการแยกแถบสีให้เห็นชัดเจน
             แสงขาว ผ่านเกรตติงจะแยกเป็น "สเปกตรัม" (แถบสีต่าง ๆ จากการแยกแสง) ของสี 6-7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง


         แสงสีต่าง ๆ มีผลต่อการมองเห็นสีของวัตถุอย่างไร

         วัตถุอาจเปลี่ยนสีได้เมื่ออยู่ในแสงสีอื่น ๆ ที่มิใช่แสงขาว หากเป็นวัตถุดำจะดูดกลืนสีทุกสีไว้หมด ส่วนวัตถุสีขาวจะสะท้อนได้ทุกแสงสี ดังนั้น เมื่อนำวัตถุสีขาวมาอยู่ในแสงสีแดงจะเห็นวัตถุสีขาวเป็นสีแดง เมื่อนำไปอยู่ในแสงสีเขียวจะเห็นเป็นสีเขียว ส่วนวัตถุดำไม่ว่าจะนำไปอยู่ในแสงสีอะไรก็ยังมองเห็นเป็น    สีดำ เพราะจะดูดกลืนแสงสีนั้นไว้หมด

             แสงขาว ผ่านเกรตติงจะแยกเป็น "สเปกตรัม" (แถบสีต่าง ๆ จากการแยกแสง) ของสี 6-7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง

            แสงสีต่าง ๆ มีผลต่อการมองเห็นสีของวัตถุอย่างไร

             วัตถุอาจเปลี่ยนสีได้เมื่ออยู่ในแสงสีอื่น ๆ ที่มิใช่แสงขาว หากเป็นวัตถุดำจะดูดกลืนสีทุกสีไว้หมด ส่วนวัตถุสีขาวจะสะท้อนได้ทุกแสงสี ดังนั้น เมื่อนำวัตถุสีขาวมาอยู่ในแสงสีแดงจะเห็นวัตถุสีขาวเป็นสีแดง เมื่อนำไปอยู่ในแสงสีเขียวจะเห็นเป็นสีเขียว ส่วนวัตถุดำไม่ว่าจะนำไปอยู่ในแสงสีอะไรก็ยังมองเห็นเป็น   สีดำ เพราะจะดูดกลืนแสงสีนั้นไว้หมด

สีของวัตถุ
ในแสงสีขาว 
สีของวัตถุ
ในแสงสีเขียว

สีของวัตถุ
ในแสงสีน้ำเงิน 

สีของวัตถุ
ในแสงสีแดง
สีขาว
สีเขียว
สีแดง
สีน้ำเงิน
สีดำ
สีเขียว
สีเขียว
สีแดงเข้ม
สีเขียวเข้ม
สีดำ
สีน้ำเงิน
สีเขียวเข้ม
สีม่วงแดง
สีน้ำเงิน
สีดำ
สีแดง  
สีดำ
สีแดง
สีดำ
สีดำ

สีที่เห็นจากวัตถุจะเห็นเป็นสีอะไรขึ้นกับหลายสาเหตุ ได้แก่
    - แสงสีที่มากระทบ
    - 1แสงสีที่วัตถุสะท้อนออกมา
    - แสงสีที่วัตถุดูดกลืนไว้

              วัตถุสีเข้ม สะท้อนแสงได้น้อยกว่าสีอ่อน ยิ่งมีสีอ่อนมากยิ่งสะท้อนได้ดี จนถึงวัตถุสีขาว
สะท้อนแสงได้ดีที่สุด และวัตถุสีดำแทบจะไม่สะท้อนแสงเลย
              ตัวอย่าง   การนำแสงสีต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ในการมองเห็นสีของวัตถุ
               1.นักแสดงผิวคล้ำควรใช้ไฟสีแดงส่องกระทบที่ผิว เพื่อให้เห็นผิวมีสีอ่อนลงและนวลน่ามองขึ้น
               2.การใช้แสงสีต่าง ๆ ส่องกระทบเครื่องประดับและเครื่องตกแต่งร้านอาหาร คลับบริการต่าง ๆ ช่วยในการหลอกตาลูกค้าได้ดี

   การดูดกลืนแสงสีของวัตถุสีต่าง ๆ

             วัตถุสีต่าง ๆ กัน จะดูดกลืนแสงได้ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับ
                1.ชนิดของวัตถุ
                2.ผิวของวัตถุ
                3.ปริมาณแสงที่ตกกระทบ

              เมื่อวัตถุดูดกลืนแสงไว้แล้วจะทำให้วัตถุมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น วัตถุสีดำดูดกลืนแสงได้มากที่สุด อุณหภูมิจึงเพิ่มขึ้นมากที่สุด ส่วนวัตถุสีขาวจะมีลักษณะตรงกันข้าม
             อาจกล่าวได้ว่า วัตถุที่สะท้อนแสงได้มากจะมีอุณหภูมิเพิ่มได้ช้า จากหลักการนี้เรานำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลายประการ เช่น ในขณะอยู่กลางแดดจ้าคนที่สวมเสื้อขาวจะรู้สึกร้อนได้ช้ากว่าคนสวมเสื้อดำ สีของยานพาหนะในเมืองร้อนควรทาสีอ่อน ๆ ไว้ดีกว่าสีทึบ ๆ รังผึ้งหม้อน้ำรถยนต์ควรเคลือบสีดำเพื่อดูดกลืนความร้อนจากเครื่องยนต์มาเก็บไว้เป็นการช่วยระบายความร้อนได้เร็วขึ้น บ้านเรือนและหลังคาบ้านควรทาสีอ่อนเพื่อให้รู้สึกเย็นสบายในเวลากลางวัน

      การผสมสี  

       สีที่พบในชีวิตประจำวัน อาจแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ คือ
                  1.สีของแสง เกิดจากความยาวคลื่นที่มากน้อยแตกต่างกันของแสง
                  2.สีของวัตถุ  เกิดจากตัวสีที่กระจายอยู่ในวัตถุ (สารที่มีสีอยู่ในวัตถุ)

       การผสมสี อาจทำได้โดย 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ
                  1.การผสมแสงสี เป็นการเอาแสงที่มีสีไปรวมกันบนฉากสีขาว
                  2.การผสมตัวสี เป็นการนำเอาสารที่มีสี (อาจได้จากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ขึ้นก็ได้)
มาผสมกัน  การผสมแสงสีต่าง ๆ จะทำให้ได้สีใหม่ที่อ่อนกว่าสีเดิม และสำคัญที่ฉากรับซึ่งต้องใช้ฉากสีขาวจริง ๆ มิฉะนั้นอาจทำให้สีใหม่ที่ได้เพี้ยนไปจากเดิม

การผสมแสงสีการผสมตัวสี
แสงสีปฐมภูมิเป็นแสงบริสุทธิ์ที่ไม่สามารถแยกออกเป็นแสงสีอื่นใด และไม่อาจนำแสงสีอื่นใดมาผสมกันให้เป็นสีเหล่านั้นได้ ได้แก่ แสงสีแดง, น้ำเงิน และเขียว ที่มีอยู่ในสเปกตรัมของแสงอาทิตย์ หากนำมารวมกันได้แสงสีขาว
แสงสีเติมเต็มเป็นแสงสีคู่หนึ่งคู่ใดที่นำมาผสมกันแล้วให้แสงสีขาว เช่น
แสงสีแดงม่วง เป็นสีเติมเต็มหรือสีตรงข้ามของ สีเขียว
แสงสีเหลือง    เป็นสีเติมเต็มหรือสีตรงข้ามของ สีน้ำเงิน
แสงสีฟ้า         เป็นสีเติมเต็มหรือสีตรงข้ามของ สีแดง
แสงสีทุติยภูมิคือ สีที่ได้จากการนำสีปฐมภูมิมาผสมกัน ได้แก่ เหลือง แดงม่วง และฟ้า

การผสมตัวสีต่าง ๆ จะทำให้ได้สีใหม่ที่เข้มกว่าเดิม
ตัวสีปฐมภูมิ ได้แก่ สีฟ้า แดงม่วง และเหลือง หากนำมาผสมกันจะได้สีดำ
ตัวสีเติมเต็มเป็นตัวสีคู่หนึ่งคู่ใดที่ผสมกันแล้วได้สีดำ เช่น
แดงม่วงและเขียวเป็นคู่สีเติมเต็ม หรือคู่สีตรงข้าม
เหลือง และน้ำเงิน เป็นคู่สีเติมเต็ม หรือคู่สีตรงข้าม
ฟ้าและแดงเป็นคู่สีเติมเต็ม
หรือคู่สีตรงข้าม
ตัวสีทุติยภูมิคือ สีที่ได้จากการนำตัวสีปฐมภูมิมาผสมกันในอัตราส่วน 1:1 ได้แก่ สีแดง เขียวและน้ำเงิน

          การผสมตัวสีเสมือนการลดแสงสะท้อนของตัวสีเหล่านั้น เช่นนำสีแดงและฟ้า (น้ำเงินเขียว)
มาผสมกัน ได้สีดำ ซึ่งไม่มีการสะท้อนแสงสีออกมาเลย แต่การผสมแสงสีเป็นการเพิ่มการสะท้อนแสงสี เช่น นำคู่สีเติมเต็มมาผสมกัน ได้แสงขาว
          สำหรับคำว่า แม่สี ของช่างทาสีจะแตกต่างจากคำว่า (ตัว) สีปฐมภูมิ างเล็กน้อย กล่าวคือ แม่สีของช่างทาสีเป็นสีทางปฏิบัติ สีปฐมภูมิเป็นสีทางทฤษฎี ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายมีสีผิดเพี้ยนจากกันเล็กน้อย เช่น สีแดงม่วงทางปฐมภูมิจะตรงกับ สีแดงของแม่สีทางช่าง สีฟ้าทางปฐมภูมิจะตรงกับสีน้ำเงินของแม่สี ส่วนสีเหลืองมีลักษณะตรงกันทั้งปฐมภูมิและแม่สี สีในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้ว เราหาซื้อตัวสีปฐมภูมิทางทฤษฎีไม่ได้เลย

          นัยน์ตามองเห็นสีได้อย่างไร

          การมองเห็นวัตถุเกิดจากมีแสงสะท้อนจากวัตถุเข้าสู่เลนส์ตา ก่อให้ เกิดภาพจริงหัวกลับบนเรตินา แล้วประสาทตาจะถ่ายทอดสัญญาณส่งไปที่สมอง และสมองจะเปลี่ยนสัญญาณ และทำการรับรู้ว่ามีภาพเกิดขึ้น

          ที่ชั้นของเรตินา หรือจอรับภาพ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

          1.ชั้นรงควัตถุ เป็นชั้นที่มีวัตถุที่มีสี
          2.ชั้นเส้นประสาท มีเซลล์ประสาท 2 ชนิดอยู่รวมกัน คือ เซลล์รูปแท่ง (Rod cell) และเซลล์รูปกรวย (Cone cell) เซลล์รูปแท่งรับภาพขาว-ดำ ไวแสงแม้ในที่สลัว เป็นตัวบอกให้รู้ว่าบริเวณนั้นสว่างหรือมืด ส่วนเซลล์รูปกรวย ทำงานได้เฉพาะในที่ที่มีแสงสว่างมาก ๆ เท่านั้น รับภาพเป็นสีต่าง ๆ ในขณะแสงสลัว ๆ เรารับภาพเป็นขาวดำเท่านั้น เนื่องจากเซลล์รูปกรวยไม่ทำงาน
          ในตาคนจะมีเซลล์รูปแท่งมากกว่าเซลล์รูปกรวยประมาณ 4 เท่า สัตว์ที่หากินกลางคืนจะมีเซลล์รูปแท่งมากกว่าเซลล์รูปกรวยมากมาย เช่น นกฮูก ค้างคาว

           การเห็นวัตถุว่ามีสีเกิดจาก

          1.มีแสงสะท้อนจากวัตถุผ่านเลนส์ตกสู่เรตินา
          2.ที่เรตินามีเซลล์ประสาทรับสีอยู่ ได้แก่ เซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยมี 3 ชนิด คือ ชนิดที่ไวต่อแสงสีแดง ไวต่อแสงสีเขียวและไวต่อแสงสีน้ำเงิน เมื่อมีแสงสีอื่น ๆ นอกจากแสงสี 3 สีนี้ ตกกระทบ 
เรตินา เซลล์รูปกรวยมากกว่า 1 ชนิดจะทำงานพร้อมกัน หากเซลล์รูปกรวยทั้ง 3 ชนิดถูกกระตุ้นด้วยแสงสีน้ำเงิน เขียว และแดงพร้อม ๆ กัน โดยมีความเข้มของแต่ละสีเท่า ๆ กัน จะให้เห็นภาพเป็นสีขาว
           บริเวณโฟเวีย เป็นแอ่งเล็ก ๆ มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นมาก ทำให้บริเวณนี้รับภาพสีได้ดี

            ฟิล์มส
            คือ วัตถุโปร่งใสที่เคลือบด้วยสารไวแสงจำพวกเกลือเงินเฮไลด์ ที่ไวต่อแสงสีต่าง ๆ 3 ชั้น แต่ทั้ง 3 ชั้นรวมกันแล้วหนาไม่เกิน 0.02 มม. ดังรูป

ภาพแสดงชั้นของฟิล์ม

              ฟิล์มแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
              1.ฟิล์มโพสิทีฟ (Positive) - มีสีตรงกับวัตถุ , สีเหมือนวัตถุ
              2.ฟิล์มเนกาทีฟ (Negative) - เป็นสีตรงข้ามกับวัตถุ หรือมีสีเป็นสีเติมเต็มกับวัตถุ

       ตาบอดส
       สาเหตุ เกิดจากกรรมพันธุ์ เซลล์รูปกรวยผิดปกติ มีความไวต่อแสงสีใดสีหนึ่งผิดปกติ ทำให้มองเห็นสีผิดไปจากคนปกติ ผู้ชายมีโอกาสตาบอดสีมากกว่าผู้หญิง โดยที่ส่วนใหญ่มักจะตาบอดสีแดง รองลงมาคือบอดสีเขียว พบผู้ป่วยตาบอดสีน้ำเงินน้อยมาก

       ตัวอย่างคนตาบอดสี     เช่น
       ตาบอดสีแดง มองวัตถุสีเหลืองเป็นสีเขียว มองวัตถุสีขาวเป็นสีน้ำเงินเขียว มองวัตถุสีฟ้าเป็นสีฟ้า (น้ำเงินเขียว) และเห็นวัตถุสีเขียวเป็นสีเขียว
         อาจมีผู้ป่วยบางรายตาบอดสีแดงและเขียว ทั้งนี้เกิดจากเซลล์รูปกรวยสีแดงและเขียวผิดปกติทั้งคู่ เขาจะไม่เห็นสีเขียว แดง ม่วงแดง ฟ้า แต่เห็นสีน้ำเงินและเหลืองเป็นปกติ

ฟิล์ม Positiveวัตถุฟิล์ม Negative

    ตัวอย่าง ฟิล์ม Positive ได้แก่ ฟิล์มสไลด์ ฟิล์มภาพยนตร์
    ตัวอย่าง ฟิล์ม Negative ได้แก่ ฟิล์มถ่ายรูปทั่ว ๆ ไป (ทั้งสีและขาวดำ)


           สีเคลือบผิว
             เคลือบ เพื่อให้น่าดู น่าใช้ และทนทานมากขึ้น เพราะช่วยรักษาผิวของวัตถุ
          องค์ประกอบของสีเคลือบผิว
             1.ตัวสี หรือ ผงสี ส่วนใหญ่เป็นฝุ่นหรือผงของสี เป็นตัวทำให้เกิดสีต่าง ๆ และไม่ละลายในสิ่งนำสี
             2.สิ่งนำสี ประกอบด้วย
                 - ตัวยึดเกาะ ทำให้สีติดกับวัตถุที่จะทาไม่ระเหยเมื่อตั้งทิ้งไว้
                 - ตัวทำละลาย เป็นของเหลวที่ระเหยได้ ทำหน้าที่เจือจางสี และสามารถละลายได้ในตัว
ยึดเกาะ ทำให้สีเหลวกว่าเดิมเพื่อง่ายต่อการทาหรือพ่นสี เช่น น้ำมันสน (สีน้ำมัน) น้ำ (สีพลาสติก)
            นอกจากนี้ ยังอาจมีการเติมสารอื่นลงไป เพื่อเพิ่มคุณภาพของสี เช่น ตัวทำใหสีทนทานต่อแดดฝน รวมทั้ง UV สารป้องกันเชื้อรา ฯลฯ  

ชนิดของสีเคลือบผิว
1.สีน้ำ
2.สีพลาสติก ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย
3.สีน้ำมัน ใช้น้ำมันเป็นตัวทำละลาย เช่น น้ำมันสน ลินสีด อะซิโตน ทินเนอร์ น้ำมันก๊าด ฯลฯ
- สีจะแห้งช้าหรือเร็วขึ้นกับตัวทำละลายที่ใช้เป็นสารเคมีที่ระเหยได้ช้าหรือเร็ว
- การทาสี มีข้อดี คือ อุปกรณ์มีน้อยชิ้น แต่ข้อเสีย คือ ผู้ทาสีต้องชำนาญและผสมสีให้เข้ากันด้วยดี มิฉะนั้นสีจะไม่เรียบ ดูไม่สวยงาม

- การพ่นสี มีข้อดี คือ พ่นได้ทุกซอกทุกมุม ได้สีเรียบเสมอกัน แห้งเร็ว แต่มีข้อเสียตรงที่เครื่องมือราคาแพง และเกิดอันตรายในการสูดละอองสีเข้าไปในลมหายใจ
- การทาสีบริเวณพื้นขรุขระ ควรใช้สีที่แห้งช้า เพื่อให้สีที่ทาลงไปเข้าสู่ทุกซอกทุกมุมของผิวพื้นก่อน
- โรคที่อาจเกิดขึ้นจากสีทา คือ โรคพิษสารตะกั่ว จะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ เม็ดเลือดแดงลดลง ก่อให้เกิดโรคโลหิตจางตามมา
- ในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่หมึกพิมพ์ มีสารพิษพวกตะกั่ว ปรอท สารหนู โครเมียม ปะปนอยู่ จึงไม่ควรเผากระดาษ สิ่งตีพิมพ์ภายในบ้าน และไม่นำกระดาษพิมพ์ไปห่ออาหาร เพราะอาจเป็นหนทางนำโรคพิษสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งเชื้อโรค เชื้อราต่าง ๆ ด้วย

           สีย้อม (Dye)
            สีย้อม ที่อยู่ในอุณหภูมิพอเหมาะและเข้มข้นมากพอ จะละลายหรือกระจายได้ในตัวกลาง
ทำให้ตัวกลางมีสีเกิดขึ้น ตัวกลางที่ใช้อาจเป็นกระดาษ ผืนผ้า อาหาร
ขี้ผึ้ง สิ่งทอ หนัง ฯลฯ
           
สีย้อมแบ่งตามแหล่งที่มาได้เป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ สีย้อมธรรมชาติ และสีย้อมสังเคราะห์

           ตัวอย่างสีย้อมจากธรรมชาติ

สีย้อมธรรมชาติแหล่งที่มาจากธรรมชาติ
สีดำผลมะเกลือ รากชะพลู ใบสมอ เปลือกสมอ
สีเหลืองหัวขมิ้น แก่นขนุน
สีกากีใบสัก ขมิ้นชัน
สีแสดก้านดอกกรรณิการ์
สีแดงรากยอ ใบผงคำแฝด ครั่ง(สัตว์)

              สีย้อมสังเคราะห์ พบโดยนายเปอร์ติน (W.H. Perkin) ชาวอังกฤษ

สีย้อมสังเคราะห์แหล่งที่มาสังเคราะห์
สีดำคาร์บอน
สีม่วงเมธิลไวโอเลต
สีน้ำเงินโคบอลต์ออกไซด์ , เมทธิลลีนบลู
สีแดงไอออนออกไซด์ (FeO)
สีเหลืองแคดเมียมออกไซด์ (CdO)
สีขาวเลตซัลเฟต (PbSO4)

                ข้อเปรียบเทียบระหว่างสีย้อมธรรมชาติ และสีย้อมสังเคราะห์ มีดังนี้

สีย้อมธรรมชาติสีย้อมสังเคราะห์
1.ความสดใสน้อย1.ความสดใสมาก
2.สีตกง่าย, ซีดจางไว2.สีไม่ตก, ทนทาน
3.มีจำนวนสีให้เลือกน้อย3.มีจำนวนสีให้เลือกมากกว่า

4.ขบวนการย้อมยุ่งยาก    

4.ขบวนการย้อมง่าย

                การใช้ผ้าต้มด้วยสารละลาย Na2CO3 (โซเดียมคาร์บอเนต) จะช่วยกำจัดขี้ผึ้ง , ไขมัน ออกจากผ้า ทำให้ผ้าสะอาดขึ้น
                การใช้ผ้าต้มด้วยสารละลาย NaHClO
2 (โซเดียมไฮโปคลอไรด์) จะช่วยกำจัดสีออก ทำให้ผ้าขาวขึ้น

                กรรมวิธีในการย้อมสี มี 2 วิธี คือ
                   1.ย้อมโดยตรง
                   2.ย้อมโดยใช้มอร์แดนท์
                สีย้อมบางชนิดติดสีเส้นใยชนิดหนึ่ง แต่ไม่ติดสีเส้นใยอีกชนิดหนึ่ง เช่น ติดขนฝ้าย ลินิน แต่ไม่ติดขนใยไหมหรือขนสัตว์ จึงต้องใช้สารเคมีบางชนิด ช่วยให้สีย้อมติดบนเส้นใยได้ "สารเคมีที่ช่วยให้ติดเส้นใยได้ เรียกว่า มอร์แตนท์ "
                มอร์แตนท์ที่ควรรู้จัก ได้แก่ สารส้ม เกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์)
                เรานำผ้าก่อนย้อมสีต้มรวมกับมอร์แตนท์ก่อน ทำให้มอร์แตนท์จับเส้นใยก่อนเมื่อนำผ้านั้นไปย้อมสี สีย้อมจะติดที่มอร์แตนท์ หากเราใช้มอร์แตนท์ต่างชนิดกันกับผ้าและสีย้อมชนิดเดียวกัน จะให้สีหลังการย้อมแตกต่างกัน เช่น ใช้สารส้มเป็นมอร์แตนท์ย้อมผ้าและสีย้อมที่เหมือนกับใช้เกลือแกงเป็นมอร์แตนท์ จะให้สีย้อมออกมาไม่เหมือนกัน
                ผ้าบาติกหรือผ้าปาเต๊ะ เป็นการย้อมโดยเขียนลวดลายลงบนผ้าด้วยขี้ผึ้งร้อน ๆ ก่อนนำไปย้อม บริเวณที่เขียนลายไว้ มีขี้ผึ้งปิดผิวหน้าไว้ทำให้ย้อมไม่ติดสี เมื่อย้อมสีแล้วก็นำผ้าไปต้มในน้ำร้อน เพื่อให้เทียนไขหรือขี้ผึ้งหลุดออก
                สีในชีวิตประจำวัน มีอิทธิพลต่อความเชื่อ และความรู้สึกของมนุษย์มาตั้งแต่โบราณ เช่น เชื่อว่าสีดำเป็นสีแห่งความทุกข์โศก สีแดงแสดงความกล้าหาญ สีทองแสดงถึงเกียรติยศ สีเขียวแสดงถึงความชุ่มชื้น สดใส สีฟ้าแสดงความสะอาด สบายตา
                การใช้ประโยชน์ของสี
                - คนผอมควรใส่เสื้อผ้าลวดลายดอกโต ๆ หรือลายขวาง หรือใส่ชุดที่มีสีอ่อนๆ ในขณะที่คนอ้วน ควรใส่เสื้อผ้าสีทึบ ๆ หลีกเลี่ยงผ้าลายตั้งและดอกดวงใหญ่ ๆ
                - ไฟจราจร (แดง , เขียว, เหลือง)
                - ตามขอบถนน ทาสีขาวสลับแดง คือ ห้ามจอด , ขาวสลับเหลือง คือ จอดได้ชั่วคราว, ขาวสลับดำ คือ จอดได้ตลอด
                - ห้องเล็ก ๆ แคบ ใช้สีอ่อน ๆ เย็นตาทา ช่วยทำให้รู้สึกห้องกว้างขึ้น
                - สีในห้องอาหาร ควรใช้สีชมพูทา เพราะจะทำให้ดูน่ารับประทานขึ้น

   
คัดสรรมาฝากโดย อาร์ม EZ Team
วันที่ 25/08/2548 เวลา 18:37:00
เข้าชมบทความนี้แล้ว 4547 ครั้ง ได้รับการโหวต 61 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 4547 คน ตอบ 2 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 2
วันที่ 20/7/2549 9:38:19
โดย คุณ กี้
IP : 125.24.90.***
 

ควาย เจ๋อ

โพสต์เมื่อ : 20/7/2549 9:38:19
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 1
วันที่ 17/7/2549 14:00:44
โดย คุณ
IP : 203.151.24.***
 

ควย

โพสต์เมื่อ : 17/7/2549 14:00:44
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 4547 คน ตอบ 2 คน ) 1 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด