สืบเนื่องจากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรายวิชา สังคมวัฒนธรรมไทย และรายวิชาสัมนาเพศและวัฒนธรรม ครั้งสมัยยังเรียนในระดับปริญญาตรี หัวข้อหนึ่งที่ผมสนใจก็คือประวัติศาสวตร์จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเรียนรู้เรื่องราวนอกเหนือจากการสรรเสริญคุณงามความดีของ กษัตริย์ ในอดีต จากพระราชพงศวสดารที่ถูกเขียนขึ้นอย่างบิดเบือนอันเนื่องมาจากนัยยะทางการเมืองสมัยนั้น จนมาพบกับงานเขียนอันสุดแสนวิเศษอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ ในเรื่องความเป็นมาของคำสยาม งานเขียนของจิตร ได้นำเสนอภาพประวัติศาสตร์จากชนชายขอบ ที่พยายามต่อสู้กับรัฐเพื่อสร้างตัวตนขึ้นมา จากการเหยียดของคนเมือง คนที่อ้างตนเองว่ามีอารยะ งานเขียนจะเน้นวิธีทางปรัชญาประวัติศาสตร์มาซ์กซิส การสร้างจุดยืนระหว่างจุดยุบและจุดแยก และไสตน์การเก็บข้อมูลโดยอาศัยวิชานิรุกติศาสตร์มาอธิบายได้น่าสนใจ จิตร ภูมิศักด์จึงนับเป็นนักประวัติศาสตร์โพสโมเดิร์นที่ผมคลั่งไคล้มาก
แต่ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เกี่ยวข้องอะไรกับประวัติศาสตร์เกย์ ในประเทศไทย ตอบได้เลยว่าไม่ใช่โดยตรง แต่วันหนึ่งผมแวะเข้าไปหอสมุดกลาง จุฬา ได้ไปพบ วิทยานิพนธ์เล่มหนึ่ง ซึ่งผมจะนำมาเป็นประเด็นในการอภิปรายหน้าชั้นเรียนในคลาสนั้น คลาสวิชา สังคม วัฒนธรรมไทย วิทยานิพนธ์นี้อยู่ในภาคประวัติศาสตร์ของอักษร จุฬา ซึ่งผมแปลกใจมาก จากสิ่งที่เคยรู้มาในอดีตว่าวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์จะต้องเขียนถึงเรื่องราวอันเก่าแก่ของกษัตริย์ในสมัยนั้นสมัยนี้ หรือความเก่าแก่ปรัมปราของคนในยุคโบรษณ แต่วิทยานิพนธ์เล่มนี้แปลกที่เขียนเรื่องราวไว้แค่40กว่าปีเท่านั้นเอง ที่สำคัญเป็นเรื่องที่ผมเหลือเชื่อ เพระาเป็นเรื่องวาทกรรม เกย์ ในประเทศไทย ปี2500 -2543 งานเขียนแบบนี้พบเห็นไม่บ่อยนักที่จุฬา แต่อาจพบในธรรมศาสตร์เสียมากกว่า ที่สำคัญงานเขียนชิ้นนี้ใช้นักปรัชญาประวัติศาสตร์ที่ผมชื่นชอบอย่างมิเชล ฟูโกต์ สำนักฝรั่งเศษปลายบูรพาทิศ ไสตน์การเขียนประวัติศาสตร์โพสแบบนี้ผมเห็นมีแต่อาจารย์นิธิ เท่านั้นที่ชอบเขียนแต่นิสิตป โทผู้นี้เก่งจริงๆครับทั้งในเรื่องการเก็บข้อมูล การใช้เอกสาร ที่ผมแทบไม่อยากเชื่อว่า หนังสือพิมพ์ หรือหนังสือเกย์ก็เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้
ปฐมบทแห่งคำนิยาม เกย์ หรือกระเทย เริ่มขึ้นไม่นานนัก แต่การรักร่วมเพศนี้มีมานานแล้ว วิทยานิพนธ์เล่มนี้เท้าความสมัยโรมมัน ที่ทหารโรมัน มีการรักร่วมเพศกันอย่างเอิกเริก ในยุโรปก็ปรากฎมาในหลายๆสังคม แต่ในสังคมไทยแล้วที่พอจะปรากฎ ก็สมัยรัชการที่ 1 ที่พระอนุชา กรมหลวงรักเรศมีพฤติการณ์ส่อไปในทางรักร่วมเพศ เป็นที่โจทย์จันไปทั่วราชสำนัก สร้างความเสื่อมเสียให้กับราชวงศ์ยิ่งนัก โดยพระองค์โปรดละครดึกดำบรรพ์ และมีการเรียกตัวแสดงมาร่วมเสพสังวาส จนเป็นเหตุให้ร 1ทรงกริ้วอย่างเหลือล้น แต่หลักฐานที่ไม่แน่ชัดชวนให้คิดในสมัยอยุธยาที่พระมหากษัติริย์ผู้มีพระนามเกรียงไกรทั้วหล้า ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้เคร่งครัดในประเพณีใรราชสำนักแบบเทวราชาพระองค์หนึ่ง ทำไมถึงแต่ตั้งชาวต่างประเทศเชื้อสายกรีก ฝรั่งเศษ ผู้หนึ่งขึ้นมาเป็นมหาเสนาบดี มีอำนาจตัดสินพระทัยแทนพระองค์ในพระราชกรณียกิจได้ จนทำให้ฝ่ายขุนนางไม่พอใจการกระทำของพระองค์ถึงกับบุกทลายพระราชวังอันสวยงาม ที่สร้างไว้อย่างหรูหรานี่คือเกร็ดประวัติศาตร์หนึ่งที่ผู้เขียนต้องการที่จะนำเสนอไว้
ในสังคมไทยปรากฎคำว่ากะเทย ไว้ในพจนานุกรม แปลว่าสัตว์สองเพศ หรือผู้มีอวัยวะสองเพศ หรือไม่มีเพศ หรือสำคัญตนผิดไปจากร่างกายที่เป็น เช่นร่างชาย แต่มีจิตใจปและการกระทำเป็นหญิง ส่วนความเข้าใจเรื่อง
จากความขัดแย้งในบทบาทและการยอมรับของกระบวนการเลี้ยงดูในครอบครัว แต่ในปัจจุบันการ วิวัฒนาการเกย์ยิ่งซับซ้อนขึ้น จากการศึกษา ในหนังสือเบิกทวาร และงานเขียนระดับปรมาจารย์ทางประวัติศาสตร์อย่างอาจารย์นิธิ เผยให้เห็นว่า เกย์มีคำศัพท์ที่หลากหลายและมีการใช้คำเฉพาะกลุ่ม ซึ่งได้สร้างวัฒนธรรมของตนขึ้นมา ให้แตกต่างกับวัฒนธรรมหลัก ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีการเรียกเกย์ หลายแบบ และแตกต่างกับกะเทย คำนิยามเกย์ในปัจจุบันจึงประกอบด้วย เกย์คิง ซึ่งมีบทบาทเป็นฝ่ายกระทำ พฤติกรรมอาจกระตุ้งกระติ้ง หรือไม่ก็ได้ ซึ่งแล้วแต่ละบุคคล เกย์ควีน หมายถึงผู้ถูกกระทำ อาจกระตุ้งกระติ้งหรือไม่ก็ได้แล้วแต่บุคคล โบทคือผู้ที่ปฏิบัติการมีเพศสัมพันธ์ได้ทั้งกระทำและถูกกระทำ คิงรุก คือเกย์ที่มีลักษณะเหมือนผู้ชายทุกประการหรือใกล้เคียงที่สุด ชอบมีเพศสัมพันธ์เป็นผู้กระทำ คิงรับคล้ายกับคิงรุกแต่เป็นผู้ถูกกระทำ ไบรับหมายถึงสามารถมีอะไรกับผู้หญฺงได้ แต่หากผู้ชายจะชอบเป็นฝ่ายรับมากกว่า ไบรุก แสดงบทบาทเป็นผู้กระทำทั้งหญิงและชาย ไบโบท หมายถึงผู้หญิงและผู้ชายก็ได้และถ้าผู้ชายเป็นได้ทั้งผู้กระทำ และถูกกระทำ สาวเสียบ หมายถึงคนที่กระตุ้งกระติ้งไปทางผู้หญิงมาก แต่เป็นฝ่ายกระทำผู้ชาย กะเทยหมายถึงผู้ชายที่มีจิตใจเป็นหญิง ทั้งพฤติการ นิสัย การกระทำ และอยากเป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์(รวมไปถึงการมีบุตรได้จริงๆ)นอกจากนั้นยังมีการนิยามศัพท์เฉพาะขึ้นใช้ในกลุ่มเกย์เช่น เล่นบาส คือการออรัลเซ็กส์ ข้างหน้าหอยสังข์ข้างหลังหอยแครง คือมีเพศสัมพันธ์ได้ทั้งหญิงและชาย ล้างตู้เย็นคือการทำความสะอาดทวารด้วยลิ้น และอื่นๆอีกมากมาย โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มจะเขจ้าใจคำเหล่านี้
ข้อสังเกตหนึ่งที่ผมเห็นคือศัพท์เฉพาะทั้งหลายแหล่จะบ่งบอกถึงการมีเพศสัมพันธ์หรือการแบ่งประเภท นอกเหนือจากการพรรณนาด้วยความงามทางภาษา เช่นฉันรักเธอ ก็ใช้คำว่าเล่นกัน ซึ่งอาจารย์นิธิให้ความเห็นว่า มันเป็นการแสดงกริยาที่ไม่มีความลึกซึ้ง ทำให้คนมองภาพย์ลักษณ์เกย์โดยทั่วไปว่า เป็นความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย เป็นเพียงแค่การตอบสนองทางเพศที่หลากหลาย หรือหมกมุ่น ไม่จีรังยั่งยืน ทำให้เกย์ที่มีความปรารถนาในรักแท้อาจจะถูกมองได้ว่าเป็นแบบนั้นไปทั้งหมด หรือเหมารวม แต่ผมกับค้นพบว่ายิ่งสังคมที่ซับซ้อนขึ้น หรือเป็นสังคมเมืองขึ้น วาทกรรมเกย์ หรือการนิยามจำแนกหรือประเภทจะมากขึ้นตามลำดับ ความคิดที่ซับซ้อนของมนุษย์ในกลุ่มเกย์กับสร้างวัฒนธรรมของตนเองตามระบบความคิดอย่างลึกล้ำจนคนทั่วไปแทบตามไม่ทัน และที่สำคัญการสื่สารที่กว้างขวางเข้าถึง กำลังจะขมวดลักษณะเกย์ทั้งในชนบท และสังคมเมืองให้ไม่แตกต่างกันมากนัก เรียกได้ว่าโลกาภิวัฒน์ได้กลืนกลายวัฒนธรรมเกย์ให้มีหน้าตาที่คล้ายๆกันนั่นเอง