ศาสนาคริสต์

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

   ศาสนาคริสต์  มีแหล่งกำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ ประเทศอิสราเอล หลักธรรมที่สำคัญของศาสนาคริสต์คือ ต้องมีความรักและศรัทธาต่อพระเยซูอย่างสุดชีวิต ให้รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเองและช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ถึงแม้จะเป็นศัตรูก็ให้ทำดีด้วยทุกประการ

                ก่อนสมัยพระเยซูประสูติ ชนชาติยิวซึ่งในสมัยโบราณเรียกกันว่า "ฮิบรู" (Hebrew) เป็นชนผิว ขาวเผ่า เสมิติคสาขาหนึ่ง มีอาชีพร่อนเร่เลี้ยงสัตว์อยู่ในทะเลทรายอาระเบีย เคยอพยพ เข้าไปตั้งถิ่นฐาน อยู่ทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสอยู่ระยะหนึ่ง จนถิ่นที่อพยพเข้าไปอยู่เกิด ความแห้งแล้ง จึงพากันอพยพต่อไป พวกหนึ่งได้เข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า "ปาเลสไตน์ " อีกพวกหนึ่งเข้าไป อาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ (เมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสต์กาล)
          ดินแดนที่เรียกว่า "ปาเลสไตน์" (Palestine) ซึ่งฮิบรูพวกหนึ่งอพยพ เข้าไปอาศัยอยู่ครั้งนั้น มีเนื้อที่ประมาณ 25,000 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บนฝั่ง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศเหนือจรดประเทศซีเรีย ทิศใต้จรดประเทศอียิปต์ ทิศตะวันออกจรดแม่น้ำจอร์แดน ทิศตะวันตกจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อพวกฮิบรูอพยพมาสู่ดินแดนนี้ใหม่ ๆ บริเวณดังกล่าวเป็นอาณาจักร ของพวกเจริญที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มาก่อนช้านานแล้ว (ประมาณ 1,500 ปี) เรียกว่า "คานาอัน" (Canaan) ของชนเผ่า "เคนันไนท์" (Cananite
          พวกเคนันไนท์ เป็นชนเผ่าเสมิติคอีกสาขาหนึ่งซึ่งเจริญขึ้น เพราะได้รับอารยธรรมจากอียิปต์และ บาบิโลเนีย สามารถสร้าง บ้านเมืองใหญ่โต มีป้อมปราการล้อมรอบ เรียกว่า "นครเยรูซาเลม" (Herusalem)
          พวกฮิบรูที่อพยพเข้ามาภายหลังตอนแรก ๆ ต้องอาศัยพวกเคนันไนท์อยู่นอกำแพงเมือง พวกเคนันไนท์ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม เรียกผู้อพยพมาอยู่ใหม่เหล่านี้ว่า "ฮิบรู" (Hebrew) แปลว่า "พวกข้างโน้น"ต่อมาพวกฮิบรูเริ่มเจริญขึ้นเพราะได้รับ ขนบธรรมเนียม ประเพณีและอารยธรรมจากพวกเคนันไนท์ได้เข้าปะปนกับเจ้าของถิ่นเดิม จนกลายเป็นพวกเดียวกัน ระยะนี้พวกฮิบรู มีความเป็นอยู่ที่ แตกต่างกันแบ่งออกได้เป็น 2 พวก คือ พวกที่อยู่ทางเหนือ ใกล้ชิดกับพวกเคนันไนท์มาก มีขนบประเพณีและ วิธีการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกันกับพวกเคนันไนท์ ส่วนพวกที่อยู่ทางใต้ยังคนร่อนเร่เลี้ยงสัตว์ ใช้ชีวิตแบบเดิมและรักษา ขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมอยู่
          สังคมของพวกฮิบรู ด้านการปกครอง สมัยที่ยังร่อนเร่พเนจรอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ มีหัวหน้าใหญ่เป็นผู้นำ เรียกว่า "พาทริอาร์ค" (Patriarch) แปลว่า "พ่อหมู่" เป็นผู้ควบคุม พ่อหมู่หรือหัวหน้าหมู่มีอำนาจเหนือผู้คนและทรัพย์สินของลูกหมู่ทุกคน ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้นำการเดินทาง แม่ทัพ ตุลาการ ผู้สอนศีลธรรมจรรยา และเป็นตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าเบื้องบนด้วย ด้านศาสนา พ่อหมู่อธิบายว่าตนทำทุกอย่างตามบัญชาพระผู้เป็นเจ้า การที่ลูกหมู่ผู้ใดจะได้รับทุกข์สุขขึ้นอยู่กับการกระทำของพวกเขาเอง ถ้าเขาเหล่านั้นเชื่อมั่นในพระเจ้าและกระทำความดี พระเจ้าจะบันดาลให้พบดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และอยู่อย่างเป็นสุข ถ้าไม่เชื่อในพระเจ้าและประพฤติชั่วกันมาก ๆ พระเจ้าจะทรงลงโทษให้ได้รับทุกข์
          พวกฮิบรูมีความเป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยมา จนกระทั่งถึงสมัยพ่อหมู่มีนามว่า "ยาคอบ" ยาคอบเป็นคนแรกที่ประกาศและ ปฏิบัติตนเป็นผู้ยึดมั่นในพระเจ้าอย่างเคร่งครัด ท่านผู้นี้เรียกชื่อตนเองในขณะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาว่า "อิสราเอล" (Israel) แปลว่า "มั่นคงต่อพระเจ้า" นอกจากนี้ยังได้แบ่งพวกฮิบรูออกเป็น 12 กลุ่ม แล้วแต่งตั้งบุตร 12 คนของเขาเป็นหัวหน้า ปกครองกลุ่ม ๆ ละ 1 คน พวกฮิบรูจึงเรียกชื่อพวกตนเองว่า "อิสราเอลไลท์" (Israelite) แปลว่า "ลูกของอิสราเอล" นับแต่นั้น .......... ต่อมาโจเซฟบุตรชายคนหนึ่งของยาคอบ มีโอกาสเข้าไปรับราชการในราชสำนักของกษัตริย์อียิปต์ทำความดีความชอบ ที่โปรดปรานของฟาโรห์จนได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี ระยะนั้นพวกฮิบรูได้พากันอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ เป็นจำนวนมาก พวกฮีบรูมีร่างกายแข็งแรง ขยันขันแข็งในการทำงานและมีความทรหดอดทนต่อความยากลำบาก เมื่อสิ้นบุญใจเซฟแล้ว ฟาโรห์องค์ต่อมาได้เกิดไม่ไว้ใจเกร่งว่าพวกฮิบรูจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จึงแยกฮิบรูให้ไปอยู่รวมกลุ่มกันต่างหาก จากพวกตนลดฐานะลงเป็นทาสและเกณฑ์แรงงานไปใช้ในการก่อสร้างพีระมิด พวกฮบรูยิ่งได้รับความทุกข์ยากลำบาก ปริมาณประชากรกลับยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนฟาโรห์ต้องมีคำสั่งให้ประหารชีวิตเด็กเกิดใหม่เป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตาม ครั้งนั้นปรากฏว่าทารกชาวฮิบรูผู้หนึ่งรอดตายจากคำสั่งประหาร เพราะมารดานำเด็กใส่แพลอยน้ำ ทารกนั้นเป็นเด็กชาย เจ้าหญิงอียิปต์องค์หนึ่งพบเข้าและนำไปอุปการะ ตั้งชื่อว่า "โมเสส" (Moses) แปลว่า "ผู้รอดตายจากน้ำ"
         เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นเป็นผู้มีสติปัญญาดีและได้รับการศึกษาสูงเยี่ยงเจ้าชายองค์หนึ่ง โมเสสมีจิตเมตตา สงสารพวกฮิบรูที่เป็นทาสถูกเกณฑ์แรงงานสร้างพีระมิดให้ฟาโรห์ และถูกผู้คุมทำทารุณกรรมต่าง ๆ ถึงกับสังหาร ผู้คุมชาวอียิปต์ที่ทารุณนั้น และลาออกจากตำแหน่ง หน้าที่ราชการ มาเป็นหัวหน้าวางแผนพาพวกฮิบรูหลบหนี จากอียอิปต์ไปสู่ประเทศปาเลสไตน์ เป็นผลสำเร็จดินแดนแห่งนี้พวกฮิบรูถือว่าเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญา แห่งพระเจ้า ที่ทรงประทาน ให้แก่พวกเขา ที่ปาเลสไตน์ โมเสสได้รับการยกย่องนับถือจากประชาชน ที่ตนพา หลบหนีจาก ประเทศ อียิปต์ตลอดจนพวกอิสราเอลไลท์ ที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า ณ ดินแดนแห่งนี้ โมเสส ได้วางรากฐานที่สำคัญให้แก่สังคมฮิบรู คือ
          1) จัดทำกฎหมายและกำหนดระเบียบการปกครองพวกอิสราเอลไลท์ขึ้น กฎหมายและระเบียบการปกครองดังกล่าว มีสารที่สำคัญ คือให้ถือว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดของชาวอิสราเอลไลท์ พระเจ้าทรงมอบหน้าที่ให้ผู้แทนของพระองค์ (ซึ่งได้มาโดยการเลือกตั้ง) เรียกว่า "ยัดซ์" (Judge) แปลว่า "ผู้วินิจฉัย" ทำหน้าที่เป็นตุลาการพิพากษาคดี แผ่นดินทั้งหมด เป็นสมบัติของพระเจ้า ห้ามซื้อขาย ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับข้อห้ามทางศาสนาจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก ผู้กระทำผิด ทางอาญาเช่นไร จะต้องได้รับโทษตอบแทนในทำนองเดียวกัน (ตาต่อตาฟันต่อฟัน)
           2) ด้านศาสนา กำหนดให้มีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว คือ "ยาเวห์" หรือ ยะโฮวา" (Yaveh,Yahoveh) พระเจ้าทรง ประทานกฎแห่งความประพฤติ (ศีล) แก่ประชาชน 10 ประการ เรียกว่า "บัญญัติ 10 ประการ" (Ten Commanments) เมื่อ โมเสสถึงแก่กรรม ปรากฏว่าพวกฮิบรูมีความสามัคคีและมีกำลังเข้มเข็งขึ้น โจชัว คนสนิทของโมเสสสามารถยกกำลังแย่งชิงดินแดน ของพวกเคนันไนท์ได้
           นับแต่เริ่มอพยพเข้ามาอยู่ในปาเลสไตน์จนยึดอาณาจักรคานาอันของพวกเคนันไนท์ได้ พวกอาราเอลไลท์ ไม่เคยมีกษัตริย์ปกครอง จึงไม่สามารถรวมพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ทั้งหมด เมื่อตั้งบ้านเมืองใต้ก็ถูกรุกราน จากศัตรูใกล้เคียงพวก ฟิลิสติน (Philistine) ซึ่งอพยพจากเกาะครีต (Crete) เข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบชายทะเล ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปาเลสไตน์ พวกอามอไรท์และฮิตไตท์จากทางเหนือ ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีกษัตริย์ปกครอง พวกอิสราเอลไลท์ได้พร้อมใจกันเลือกหัวหน้ากลุ่มที่เข้มแข็งในการสงครามผู้หนึ่ง ชื่อ "ซอล" (Saul) ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรก เมื่อประมาณ 1050 ปี ก่อนคริสต์กาล
           สมัยที่พระเจ้าซอล ปฐมกษัตริย์ปกครองพวกอิสราเอลไลท์ พระองค์มิได้สร้างบ้านเมืองและพระราชวังเป็นที่ประทับ ยังคงประทับในกระโจมซึ่งพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายได้โดยสะดวก ตอนต้นสมัยแห่งรัชกาลของพระองค์ทรงทำสงครามชนะ พวกฟิลิสติน แต่ปลายรัชกาลทรงประสบความปราชัย ต่อมาทรงมีพระสติวิปลาสถึงกับพระชนม์พระองค์เองหลังจาก พระเจ้าซอลสิ้นพระชนม์แล้ว พวกอิสราเอลไลท์ได้เลือกอดีตข้าราชสำนักของพระเจ้าซอลผู้สามารถในการสงคราม และกล้าหาญที่ถูกพระเจ้าซอลเนรเทศ ขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าดาวิด (David) พระเจ้าดาวิดทรงครองราชย์ อยู่ระหว่าง 1705-993 ปีก่อนคริสต์กาล สมัยของพระองค์นับได้ว่า เป็นสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ ของพวกอิสราเอลไลท์ ทรงตีได้นครเยรูซาเลมของพวกเคนันไนท์และสถาปนาอาณาจักรยูดาห์ (Udah) ขึ้น ณ บริเวณเนินสูงยูเดีย และสมัยนี้เองที่พวกฮิบรูหรืออิสราเอลไลท์ เรียกตัวเองว่า "ยูดาย" หรือ "ยิว" (Jew)
          สิ้นรัชสมัยพระเจ้าดาวิด พระเจ้าโซโลมอน โอรสพระเจ้าดาวิดทรงทำให้อาณาจักรยูดาห์มั่งคั่ง และรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ทรงสร้างวัดและโบสถ์วิหารงดงามขึ้นในอาณาจักรยูดาห์ ทรงทำนุบำรุงศาสนาประจำชาติของยิวให้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็น อย่างมาก
          อย่างไรก็ตาม ปลายรัชกาลพระเจ้าโซโลมอนทรงปล่อยให้ลัทธิศาสนาฟินิเชียนและอียิปต์ ซึ่งบูชารูปเคารพและนับถือเทพเจ้า หลายองค์ เข้ามาเผยแผ่ทางภาคเหนือ ทำให้ประชาชนทางเหนือพากันรับนับถือเทพเจ้าของลัทธิศาสนาอื่นมากขึ้น ประชาชนทาง ใต้ซึ่งเคร่งครัดในลัทธิศาสนาเดิมของตน ต่างพากันชิงชังพวกฝ่ายเหนือ ขณะเดียวกันพวกฝ่ายเหนือซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจ ดีกว่าพวกทางใต้ ก็ไม่พอใจที่กษัตริย์ของตนทำนุบำรุงศาสนาแต่เฉพาะทางใต้ ดังนั้น เมื่อพระเจ้าโซโลมอนสิ้นพระชนม์ เมื่อ 953 ปีก่อนคริสต์กาล อาณาจักรของพวกฮิบรู จึงแตกแยกออกเป็น 2 อาณาจักรคือ
          1. อาณาจักรทางเหนือ เรียกว่า "อิสราเอล" (Israel) มีเมืองสมาเรีย (Samaria) เป็นเมืองหลวง
          2. อาณาจักรทางใต้ เรียกว่า "ยูดาห์ (Udah) มีเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง
          หลังแตกแยกกันแล้วความขัดแย้งเรื่องศาสนาทำให้สองอาณาจักรเป็นศัตรูกันอย่างรุนแรง จนถึงกับยกกำลังเข้าทำสงครามกัน ทั้งสองอาณาจักรจึงเสื่อมโทรมลงตามลำดับ จนกระทั่งประมาณ 722 ปีก่อนคริสต์กาลอาณาจักรอิสราเอลก็สูญเสียเอกราชแก่พระเจ้าซาร์กอนที่ 2 กษัตริย์อัลซีเรียที่มารุกราน ประชากรถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเกือบทั้งหมด และอีกประมาณ 10 ปีต่อมา อาณาจักรยูดาห์ก็เสียเอกราชแก่พระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์แคเดีย ผู้ปกครองอาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ เมื่อประมาณ 586 ปีก่อนคริสต์กาล ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยและนครเยรูซาเลมถูกทำลาย
           พวกยิวที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ณ กรุงบาบีโลเนียตกเป็นเชลยอยู่ประมาณ 50 ปี จึงได้รับอิสราภาพ เมื่อพระเจ้าโซรัสมหาราชกษัตริย์เปอร์เซียทรงตีกรุงบาบีโลเนียได้เมื่อ 536 ปีก่อนคริสต์กาล พระเจ้าไซรัสมหาราช ทรงปลดปล่อยยิวให้กลับถิ่นเดิม ยิวได้กลับไปฟื้นฟูครเยซาเลมขึ้นหม่จนมีฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนายิวนับแต่นั้น
           อิสราภาพของยิวยืนนานอยู่เพียงชั่วสมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเรืองอำนาจเท่านั้น ต่อมาเมื่อจักรวรรดิเปอร์เซีย ต้องสูญเสีย อำนาจแก่กรีก ยิวก็ต้องตกอยู่ในอำนาจการปกครองของกรีกและเมื่อกรีกสูญเสียอำนาจแก่โรมัน ยิวก็อยู่ใต้อำนาจการปกครอง ของจักวรรดิโรมันต่อมา ยิวต้องตกทุกข์ยากและถูกกดขี่บีบคั้นจากชาติต่าง ๆที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาปกครองตน ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน ท่ามกลางความเว้เหว่ประชาชนยิวต่างรอคอยกาลเวลาที่พระเจ้าของตน จะส่งเมสไซอามาช่วยปลดปล่อยสู่อิสราภาพ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ผู้มีพระนามว่า "พระเยซูคริสต์" (Jesus Christ)

 

                บัญญัติสิบประการ

หมายถึงพันธสัญญาที่พระองค์ทรงกระทำกับพวกเขา บัญญัติสิบประการเป็นบัญญัติที่สำคัญสำหรับชาวคริสต์ด้วย แม้ว่าบัญญัติสำคัญที่สุดคือบัญญัติแห่งความรัก แต่บัญญัติสิบประการเป็นหลักการที่เป็นรูปธรรมเพื่อการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แม้ว่าจะเป็นหลักการที่กว้างก็ตาม บัญญัติสิบประการมีดังนี้

.............1.จงนมัสการพระเจ้าแต่ผู้เดียว

.............2. อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมควร

.............3.วันพระเจ้าให้ถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์

.............4.จงนับถือบิดามารดา

.............5.อย่าฆ่าคน

.............6.อย่าล่วงประเวณี

.............7.อย่าลักทรัพย์

.............8.อย่านินทาว่าร้ายผู้อื่น

.............9.อย่าคิดโลภในประเวณี

.............10.อย่าคิดโลภในสิ่งของของผู้อื่น


บัญญัติข้อที่ 4

..........จงนับถือบิดามารดา ประเพณีของอิสราเอลไม่แตกต่างจากประเพณีชนชาติต่าง ๆ ในโลกซึ่งให้ความนับถือบิดามารดาและ บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ของตน แต่ก็จริงสำหรับทุกเผ่าพันธุ์เช่นเดียวกันว่า มีผู้ที่อกตัญญูต่อบุพการีของตนในลักษณะต่าง ๆ บัญญัติข้อนี้มีไว้เพื่อย้ำให้เห็นความสำคัญและกล่าวโทษผู้ที่กระทำผิดในเรื่องนี้ว่า "ผู้ใดทุบตีบิดามารดาของตน จะถูกปรับโทษ ถึงตาย
.........."ผู้ใดด่าแช่งบิดามารดาของตน ต้องถูกปรับโทษถึงตาย"

.......... ."นัยน์ตาที่เยาะเย้ยบิดาและดูถูกไม่ฟังมารดา จะถูกแห่งหุบเขาจิกออก และแร้งกินเสีย

..........ในพันธสัญญาเดิมมีบทสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่มาก โดยเฉพาะในหนังสือสุภาษิตซึ่งล้วนสอนให้ปฏิบัติต่อบิดามารดา ด้วยความเคารพ

.........."บุตรของเราเอ๋ยจงรักษาบัญญัติของพ่อเจ้า และอย่าละทิ้งคำสั่งสอนของแม่เจ้า มัดมันไว้ในใจของเจ้าเสมอผูกมันไว้ที่คอของเจ้า เจ้าจะเดินมันจะนำหน้า ถ้าเจ้านอนลงมันจะเฝ้าเจ้า และเมื่อเจ้าตื่นมันจะพูดกับเจ้า"

..........ในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูก็ทรงย้ำเรื่องนี้เช่นเดียวกัน แต่ก็อาจมีความสงสัยในท่าทีและคำสอนขของพระองค์ในบางครั้ง เมื่อพระองค์บอกกับผู้ที่อยากติดตามพระองค์ซึ่งขออนุญาตกลับไปฝังศพบิดามารดาก่อนว่า

.........."ปล่อยให้คนตายฝังคนตายเองเถิด" หรือ "ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยาและพี่น้องชายหญิง แม้กระทั่งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นเป็นศิษย์ของเราไม่ได้"

..........คำว่า "ชัง" ในที่นี้มีความหมายว่า ถือเป็นเรื่องรอง ไม่ได้หมายความว่าให้ "เกลียดชัง" ตามความหมายของอักษร เช่นเดียวกับเรื่องของคนที่ขออนุญาตไปฝังศพ ซึ่งหมายถึงขอไปเลี้ยงดูบิดามารดาจนท่านถึงแก่กรรมก่อน ซึ่งพระเยซูก็คงไม่ให้ห้าม เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำก็ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ แต่ทรงบอกเช่นนั้นเพื่อให้ผู้นั้นเห็นว่า การติดตามพระองค์นั้นสำคัญกว่าทุกสิ่ง ที่เหลือพระเจ้าจะทรงจัดการให้เอง

..........เซนต์ปอลเองก็สอนเรื่องนี้หลายครั้งเช่นเดียวกันว่า "จงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำ อย่างนั้นเป็นการถูก จงให้เกียรติแก่บิดาของเจ้า นี่เป็นพระบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและ มีอายุยืนนานบนแผ่นดินโลก"

..........แต่ท่านก็สอนบิดามารดาเช่นเดียวกันว่า "อย่างยั่วยุบุตรของตนให้เกิดโทสะ แต่จงอบรมบุตรของตนด้วยการสั่งสอนและ การเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า

..........การนับถือบิดารมารดาและบรรพบุรุษเป็นหน้าที่สำคัญเพราะพวกเขาคือผู้ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันประกอบด้วยคุณค่า ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อการดำเนินชีวิตในทุก ๆ ด้าน บุตรคือผู้สืบทอดเจตนารมณ์ต่าง ๆ ด้วยการรับและปฏิบัติตาม ซึ่งก็อาจมีการ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขของกาลเวลา การเน้นความเคารพต่อบิดามารดาเป็นการตอกย้ำความสำคัญของอุดมคติ คุณธรรมและคุณค่าต่าง ๆ ของอดีต เพื่อไม่ให้ลืมอดีต ลืมรากฐานชีวิตดั้งเดิมของตนเอง หันไปหาสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่มีคุณค่า ที่แท้จริงและไม่อาจต่อเนื่องกับประเพณีเดิมได้ ดำเนินชีวิตไปอย่างไม่มีรากเหง้า


บัญญัติข้อที่ 5

..........อย่าฆ่าคน บัญญัติข้อนี้มาจากความเชื่อที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดแก่ชีวิตมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ เหนือชีวิตนี้ชีวิตมีค่าสูงสุดซึ่งมนุษย์ยอมสละทุกสิ่งเพื่อจะได้อยู่ยืนาน เมื่อลมหายใจเข้าออกมาจากพระเจ้า ทุกขณะในชีวิต จึงเป็นชีวิตในพระเจ้า
...................."พระองค์ทางเป็นผู้ประทานชีวิต ลมหายใจ และสิ่งสารพัดแต่คนทั้งปวงต่างหากพระองค์ได้ทรงสร้างมนุษยชาติ ....................สืบสายโลหิตอันเดียวกันให้อยู่ทั่วโลก และได้ทรงกำหนดเวลาและเขตแดนให้เขาอยู่ เพื่อเขาจะได้แสวงหาพระเจ้าและ ....................มุ่งหวังจะคลำหาให้พบพระองค์ ที่จริงพระองค์ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากทุกคนเลย ด้วยว่า "เรามีชีวิต เป็นอยู่และไหว ....................ตัวอยู่ในพระองค์ ตามที่กวีบางคนในพวกท่านได้กล่าวไว้ว่า "แท้จริงเราทั้งหลายเป็นเชื้อสายของพระองค์" ................
..........เมื่อชีวิตเป็นสิ่งประเสริฐเช่นนี้ ความตายจึงเป็นสิ่งตรงกันข้าม อิสราเอลมองว่าถ้าชีวิตเป็นสิ่งที่ดีความตายก็เป็นสิ่งชั่วร้าย บางครั้งก็มองว่า ความตายเป็นการลงโทษของพระเจ้า แต่ก็ถือด้วยว่าเป็นกฎ "ธรรมชาติ" หรือกฎที่มาจากพระเจ้าที่มนุษย์ต้องตาย พระเจ้าเท่านั้นไม่รู้ตายพระองค์ทรงเป็น "พระเจ้าทรงชีวิต
..........มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ทำลายชีวิตทั้งของตนเองและของผู้อื่น พันธสัญญาเดิมกำหนดโทษในเรื่องนี้ไว้หนักมาก เมื่อทำให้ผู้อื่น ตายตัวเองก็ต้องตายด้วย นอกจากการฆ่าแล้วยังรวมความไปถึงการเบียดเบียนด้วย ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น


บัญญัติข้อที่ 6

................อย่าล่วงประเวณี การผิดประเวณีเป็นความผิดของทั้งชายและหญิงเท่ากัน อย่างไรก็ดีก็ยังมองว่าเป็นความผิดของหญิง มากกว่า หญิงมักจะถูกประฌามและกล่าวโทษมากกว่าชาย (ซึ่งเป็นลักษณะของสังคมส่วนใหญ่ในโลกแม้ในปัจจุบัน) แต่ก็ไม่ได้ หมายความว่า ฝ่ายชายจะไม่ผิด เพราะโทษที่กำหนดไว้ในนั้นมีสำหรับหญิงและชายหนักพอ ๆ กัน

................ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลในยุคแรกซึ่งเริ่มจากอาบราฮัมนั้น บุรุษอาจมีภรรยาได้หลายคน อาบราฮัมไม่มีบุตรกับ นางซาราห์ จึงรับเอานางฮาการ์ซึ่งเป็นคนใช้ชาวอียิปต์มาเป็นภรรยาอีกผู้หนึ่งเพื่อจะได้ทายาทสืบตระกูล (ดู ปฐก.6) ต่อมาได้มี ประเพณีผัวเดียวเมียเดียวโดยการอ้างถึงการสร้างโลก ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างอาดัมและอีฟขึ้นมา

................................"ไม่ควรที่ผู้ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น"

................ในอีกตอนหนึ่งเกี่ยวกับการสร้างโลก (ซึ่งดูเหมือนสะท้อนประเพณีความเชื่อของอิสราเอล ในยุคที่หนังสือปฐมกาล เขียนขึ้นมา) บอกว่า

................................"ผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน" พระองค์ทรงอวยพรให้มีลูกหลานเต็มแผ่นดิน ด้วยเหตุนี้การแต่งงานจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หย่าร้างมิได้

................................"เราเกลียดการหย่าร้าง และการที่ใครกระทำการทารุณต่อภรรยาของตน"

................อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าในพันธสัญญาเดิมมีการหย่าร้าง แต่โดยมีเงื่อนไขว่าฝ่ายภรรยาเป็นหมัน เพราะถือว่า การมีบุตรเป็น พระพรของพระเจ้า หรือว่ามีการผิดประเวณี

................การล่วงประเวณีเป็นความผิดหนัก และมีโทษหนักเท่ากับการฆ่าคนทีเดียว และไม่ได้หมายถึงการล่วงประเวณีระหว่าง ชายและหญิงเท่านั้น แต่ระหว่างชายกับชาย หรือระหว่างคนกับสัตว์ ไม่ว่าชายหรือหญิงอีกด้วย

................"ถ้าผู้ใดร่วมประเวณีกับภรรยาของเพื่อนบ้าน ให้ขว้างผู้ร่วมประเวณีทั้งชายและหญิงนั้นให้ตาย ผู้ใดเข้านอน กับภรรยาบิดาตน ผู้นั้นได้เปิดของลับของบิดาตนให้ขว้างทั้งสองนั้นเสียให้ตาย ที่เขาต้องตายนั้นเขาเองรับผิดชอบ ผู้ใดเข้านอนกับลูกสะใภ้ให้ขว้างทั้งสองนั้นให้ตายเพราะเขาผิดประเวณีต่อญาติสนิท ที่เขาต้องตายนั้นเขาเองรับผิดชอบ ชายใดเข้านอนกับผู้ชายกระทำอย่างกับผู้หญิง ทั้งสองคนกระทำผิดในสิ่งที่พึงรังเกียจให้ขว้างทั้งสองคนนั้นเสียให้ตาย ที่เขาต้องตายนั้นเขาเองรับผิดชอบชายใดได้ภรรยและได้มารดาของของนางมาเป็นภรรยาด้วย นี่เป็นเรื่องอธรรม ให้เผาทั้งชายนั้นและหญิงทั้งสองนั้นเสียด้วยไฟ เพื่อว่าจะไม่มีความอธรรมในหมู่พวกเจ้า ถ้าชายใดสมสู่กับสัตว์เดรัชฉาน ให้ขว้างชายคนนั้นเสียให้ตายและเจ้าจงขว้างสัตว์เดรัชฉานนั้นเสียให้ตาย ถ้าหญิงใดเข้าใกล้สัตว์เดรัชฉานนั้นเสียให้ตาย ที่เขาต้องตายนั้น เขาเองรับผิดชอบ "

................ในพระวรสารมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหญิงที่ถูกจับได้ขณะที่ผิดประเวณี ชาวยิวนำมาถามพระเยซูว่าจะลงโทษตามกฎ ของโมเสสหรือไม่ พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า

................................"ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่ผิดก็ให้เอาหินขว้างเขาก่อน"

................แล้วพระองค์ก็เงียบไปโดยก้มลงเขียนอะไรบางอย่างบนพื้นดิน จนกระทั่งชาวยิวเหล่านั้นค่อย ๆ จากไป คงเหลือแต่สตรี ผู้นั้น พระเยซูตรัสกับนางว่า

................................"เราจะไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน ไปเถิดแล้วอย่าทำบาปอีก"

................เรื่องนี้ยืนยันคำสอนข้ออื่น ๆ ซึ่งพระเยซูทรงสอนบนภูเขา พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อทำให้กฏหมายเดิมสมบูรณ์ และทรง แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อคนบาป ทั้งนี้ก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่าสิ่งที่ผิดก็ยังผิด บาปก็คือบาป


บัญญัติข้อที่ 7

...............อย่าลักทรัพย์ บัญญัติข้อนี้ไม่ได้หมายถึงแต่การขโมยของผู้อื่น แต่รวมถึงการเบียดเบียน การกดขี่ การเอาเปรียบผู้อ่อนแอกว่า ผู้ที่ยากจนกว่า หรืออีกนัยหนึ่งเป็นเนื่องเกี่ยวกับความยุติธรรม ส่วนที่เกี่ยวกับการลักทรัพย์โดยตรง พระคัมภีร์กล่าวถึงความโลภในทรัพย์สินของผู้อื่นและของโลกโดยทั่วไป การลักทรัพย์มีโทษหนักเบาตามกรณี หนังสือห้าเล่มแรกได้กำหนดกฎเกณฑ์และการลงโทษเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้มาก

...............เกี่ยวกับบัญญัติข้อนี้มีเรื่องที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ซึ่งมนุษย์แต่ละคนมีแม้ว่าในท้ายที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นของพระเจ้า พระเจ้าตรัสว่า

..............."เจ้าจะขายที่ดินของเจ้าให้ขาดมิได้ เพราะว่าที่ดินนั้นเป็นของเรา เพราะเจ้าเป็นแขกเมือง และเป็นผู้อาศัยอยู่กับเรา"

.....
บัญญัติข้อที่ 8

...............อย่านินทาว่าร้าย ซึ่งรวมถึงการมุสาการเป็นพยานเท็จทำให้ผู้อื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง การหลอกลวงทุกชนิดทั้งด้วย การปฏิบัติและคำพูด

..............."คนไร้ค่าคือคนชั่วร้ายที่เที่ยวไปด้วยวาจาคดเคี้ยว ตาของเขาก็ขยิบ เท้าของเขาก็ขยับ นิ้วของเขาก็ชี้ไป ประดิษฐ์ความ ชั่วร้ายด้วยใจตลบแตลงหว่านความแตกร้าวอยู่เรื่อยไป "

...............การกล่าวเท็จโยงไปถึงจิตใจและความคิดที่ชั่วร้ายความอิจฉาริษยา ความมุ่งร้ายต่อผู้อื่น ดังตัวอย่างของกาอินที่ฆ่าอาแบล น้องชายพระเจ้าทรงถามถึงอาแบล กาอินก็โกหกว่าไม่ทราบ หรือพี่น้องของโยเซฟที่อิจฉาโยเซฟและขายให้กับ พ่อค้าอียิปต์แล้วไปโกหกยากอบผู้บิดาว่า โยเซฟถูกสัตว์ป่ากัดกิน และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งได้รับการกล่าวโทษและประฌาม เช่นเดียวกับที่ พระเยซูทรงประฌามพวกฟาริสี คัมภีราจารย์ เพราะความหน้าซื่อใจคดของพวกเขา พระองค์เปรียบเทียบคนเเหล่านี้กับหลุมศพที่ งดงามแต่ภายนอก คนเหล่านี้ไม่พูดความจริงและไม่ปฏิบัติ "จริง" เซนต์ปิเตอร์สอนว่า

..............."ที่ท่านทั้งหลายได้ชำระจิตใจของท่านให้บริสุทธิ์แล้วด้วยการเชื่อฟังความจริง จนมีใจรักเพื่อนพี่น้องอย่างจริงใจ ท่านทั้งหลายจงรักกันมากด้วยน้ำใสใจจริง" ทั้งนี้เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทรงเป็น "หนทางความจริง และชีวิต"

.....
บัญญัติข้อที่ 9 และ 10

...............ในหนังสือห้าเล่มแรกรวมอยู่ด้วยกันคือ

..............."อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขาหรือโคลาของเขาหรือสิ่ง ๆ ซึ่งเป็นของเพื่อนบ้าน"

...............ทั้งสองข้อนี้เกี่ยวกับข้อหกและข้อเจ็ด แต่เน้นที่จิตใจของผู้กระทำผิดซึ่งมีความโลภมากมักได้ของของผู้อื่น แม้ว่าจะยังไม่ได้ ลงมือกระทำก็ตาม พระเยซูเองก็เน้นเรื่องนี้ พระองค์ทรงสอนว่า

..............."ความคิดชั่วร้าย การผิดผัวผิดเมีย การล่วงประเวณี การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การใส่ร้าย ก็ออกมาจากใจ"

...............พันธสัญญาเดิมสอนว่า "พระเจ้าทรงทอดพระเนตรจิตใจ" ผู้เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าและเข้าใกล้ พระองค์ได้คือที่มีจิตใจบริสุทธิ์เท่านั้น พระองค์ทรงหยั่งทราบในใจของมนุษย์และทรงทดลองใจของมนุษย์ พระเยซูตรัสว่า

..............."เจ้าทั้งหลายดูทำทีเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงทราบใจของท่านทั้งหลาย ด้วยว่าสิ่งที่เป็นที่นับถือ ท่ามกลางมนุษย์ก็ยังเป็นที่เกลียดชังจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า"

...............ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์เป็นความสัมพันธ์ "ทางใจ" พระองค์ทรง "ดลใจ" มนุษย์โดยพระจิตของพระองค์ ทรง "เปิดใจ" ทำให้มนุษย์เชื่อดังที่พระองค์ทรงเปิดจิตใจของสาวกสองคนที่กำลังสนทนากันเรื่องพระเยซู โดยไม่ทราบว่าผู้ที่ร่วม เดินทางกับพวกเขานั้นคือ พระเยซูผู้กลับคืนชีพแล้ว ผู้ที่จะเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้ต้องเป็นผู้มีใจบริสุทธิ์ เหมือนเด็กน้อย ผู้ยังมีแต่ความซื่อและบริสุทธิ์รัก

..............."ทุกคนที่รักก็บังเกิดจากพระเจ้าและรู้จักพระเจ้า ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้าเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นความรัก"

...............ผู้ที่รักคือ ผู้ที่มีพระจิตของพระเจ้า เขาเกิดใหม่และเป็นบุตรของพระเจ้าด้วย

...............เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะกล่าวถึงเรื่องพระตรีเอกภาพอันเป็นรหัสธรรมอันสำคัญและลึกซึ้งนี้แต่เพียงสั้น ๆ เหตุผลของ มนุษย์คงไม่สามารถ "เข้าถึง" ได้จนสามารถ "อธิบาย" ได้อย่างเห็นแจ้ง เช่นเดียวกับไม่สามารถกระทำได้กับรหัสธรรมอื่น ๆ พระเยซูได้ทรงเปิดเผยให้ทราบถึงพระบิดาและพระจิต แต่พระองค์ไม่เคยเอ่ยคำว่า "สาม" พระองค์ตรัสถึงความเป็นหนึ่งเดียว กับพระบิดาและกับพระจิต พยานความเชื่อของพระศาสนจักรนับแต่บรรดาสาวกทำให้เชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นหนึ่งเดียว ทรงเป็น พระเจ้าเดียวเป็นสามพระบุคคล (One God,Three Persons) เท่าเทียมกันทุกประการ ทรงมีธรรมชาติเดียว คือ ธรรมชาติ หรือ ความเป็นพระเจ้าไม่ทรงมีเบื้องต้นและปั้นปลาย ทรงเป็นอยู่แต่นิรันดร สัจธรรมนี้ พระเยซูคริสต์ได้ทรงเปิดเผยและ ถูกถ่ายทอดมาด้วยภาษามนุษย์ ซึ่งมีขีดจำกัดและอยู่ในเงื่อนไขของกาลเวลาและสถานที่ และเป็นข้อจำกัดของธรรมชาติมนุษย์ของ แต่มนุษย์ก็สามารถข้ามพ้นขีดจำกัดนี้ได้โดยการดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งพระเจ้า วิถีแห่งความรัก ด้วยจิตวิญญาณแห่งพระเจ้าผู้ประทับ อยู่กับผู้ที่มีหัวใจรัก นี่คือวิถีชีวิตของพระเยซูคริสต์เอง ผู้ทรงเป็น "บุตรหัวปี" ของพระเจ้าแต่ทรงกำเนิดแต่นิรันดรภาพ ความรู้แจ้งในสัจธรรมข้อนี้ก็จะเกิดขึ้นจากการร่วมชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า

 

นิกาย

..........ศาสนาคริสต์ แบ่งออกเป็น 3 นิกายสำคัญคื

นิกายโรมันคาทอลิค
..........นิกายโรมันคาทอลิคมีประวัติความเป็นมา ตั้งแต่เปโตรได้รับการสถาปนาจากพระเยซูให้เป็นผู้ดูแลพระศาสนจักร เราอาจกล่าว ได้ว่า ท่านเป็นสันตะปาปาคนแรกที่ทุกคนต้องยอมรับนับถือและมีศรัทธาเชื่อฟังอย่างเดียว ในฐานะที่เป็น “ผู้ดูแลฝูงแกะ” ของ พระเจ้า ความคิดแบบนี้ได้สืบทอดกันต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พระสันตะปาปาจึงมิได้อยู่ในฐานะ นักบวชเท่านั้นแต่เป็นประมุข สูงสุดของศาสนจักรที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่ง นิกายโรมันคาทอลิคจึงเป็นนิกายที่มุ่งมั่น ให้สัตบุรุษมีศรัทธาและปฏิบัติตาม พระศาสนจักร เพราะพระศาสนจักรเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแห่งสวรรค์ และเป็นองค์กรที่สามารถนำประชาชนไปสู่การบรรลุ เป้าหมายตามภาระกิจที่พระเจ้าได้มอบไว้ มนุษย์จะรอดพ้นจากทุกข์ และบาปกำเนิด (original sin) ที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ได้นั้น ต้องอาศัยคำสอนของพระเจ้าซึ่งปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล และอีกหนทางหนึ่งก็คือ การปฏิบัติตามศีลศักดิ์สิทธิ์ (Sacrament) อันเป็นสื่อสัมพันธ์โดยองค์พระบุตรของพระเจ้า ได้มอบจิตของพระองค์ดำรงอยู่กับศาสนจักรนี้ โดยให้พระศาสน จักรเป็นเครื่องหมายและเครื่องมอสำหรับความรอดต่อไป และเป็นเครื่องหมายของอาณาจักรพระเจ้าซึ่งจะมาปรากฏอีกครั้งหนึ่งใน วาระสุดท้าย ศีลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งปรากฏออกมา ในรูปของพิธีกรรมจึงเป็นเครื่องเตือนสติ และเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้า สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง การรับศีลศักดิ์สิทธิ์และการศึกษาพระคัมภีร์จึงมีความเท่าเทียมกัน และเป็นคู่กันในชีวิตคริสต์ คาทอลิค ชาวคริสต์คาทอลิค จำเป็นต้องอ่านพระคัมภีร์ให้มาก และรับศีล ศักดิ์สิทธิ์ให้มากครั้งตามโอกาสอันควร ทั้งนี้เพื่อการปฏิรูปชีวิตให้ดีขึ้น

...นิกายโปรเตสแตนท์
..........นิกายนี้มีกำเนิดมาจากความคิดเห็นที่แตกแยกกันในเรื่องความเชื่อและคริสตชน โดยเรียกพวกที่ไม่ใช่คาทอลิค หรือออร์ธอด็อกซ์ว่า“โปรเตสแตนต์” (Protestant) ซึ่งแปลว่า “ประท้วง” อาจารย์เสรี พงศ์พิศ (2531 : 71-74) ได้กล่าวถึงนิกายนี้ว่า เป็นกุล่มที่แยกตัว ออกมาจากพระศาสนจักร คาทอลิคประมาณศตวรรษที่ 14-15 โดยเริ่มจากกลุ่มใหญ่ที่มี การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อนิกายเล็กๆ ในภายหลัง กลุ่มที่เป็นตัวเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อนิกายเล็กๆ ในภายหลัง กลุ่มที่เป็น ตัวเคลื่อนไหวนี้มี 3 กลุ่ม คือ นิกายลูเธอร์รัน (Lutheran) กลุ่มคริสตรจักรฟื้นฟู (Reformed Christianity) และ นิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ (Church of England)

เหตุแห่งความแตกแยกของคริสต์ศาสนา

สาเหตุที่ทำให้เกิดแตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆ และแยกตัวออกจากศาสนาจักรโรมันคาทอลิคนั้นสรุปได้เป็น 3 ประเด็น คือ

..........1.สืบเนื่องมาจากการประพฤติของนักบวชในสมัยนั้นที่ไม่เป็นไปตามคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลและนิยมที่จะตีความหลักคำสอนไป
ตามใจชอบโดยไม่มีเหตุผล เป็นเหตุให้เกิดศาสนาพาณิชย์ ค้าขายใบบุญ ไถ่บาป เก็บภาษีไร่นา ตลอดจนเรี่ยไรเงินเข้าวัด นักบวชมี
ชีวิตอย่าง หรูหราฟุ่มเฟือย ไม่ถือสันโดษ ศาสนจักรมีนโยบายผูกขาดความรู้ทางศาสนา และการสอนศาสนานั้นมีไว้ให้เฉพาะพวก
นักบวชเท่านั้น

..........2.ความเจริญในทางวิชาการมีมากขึ้น ประกอบกับมีการสร้างเครื่องพิมพ์และตั้งโรงพิมพ์ขึ้นมากมาย ทำให้มีการเผยแพร่ตำราต่างๆอย่างกว้างขวาง การสื่อสารต่างๆ จึงเป็นไปอย่างรวดเร็วพระคัมภีร์ไบเบิลได้ถูกแปลถ่ายทอด เป็นภาษาพื้นเมืองต่างๆ แม้แต่ชาวบ้านก็สามารถอ่านได ทำให้เกิดการเผยแพร่ความรู้ทางศาสนา ซึ่งแต่ก่อนมานั้นนักบวชทำหน้าที่ เป็นสื่อระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ทำให้มีความสำคัญมากต่อเมื่อมีคนสามารถอ่านคัมภีร์ได้แล้ว ความสำคัญของนักบวชลดน้อยลง ความรู้ความเข้าใจในศาสนาของประชาชนกลับมีมากขึ้น จนนักบวชไม่สามารถปิดบังความรู้นั้นไดต่อไปอีกทั้งคนทั่วไปยังสามารถ วิพากษ์วิจารณ์ตีความสำสอนในคัมภีร์ไบเบิลได้

..........3.ความรู้สึกเป็นชาตินิยม (nationalism) มีมากขึ้นในสมัยนี้ แต่ละแคว้นต่างรวมตัวคนในชาติเดียวกัน ปลุกใจให้เกิดความ
.รักชาติรักเผ่าพันธุ์ และพยายามแยกตัวออกเป็นอิสระจากศาสนจักร

...........ด้วยเหตุที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ จึงเกิดเป็นกลุ่มฟื้นฟูศาสนากลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่มคือ
.
.........1.นิกายลูเธอรัน (Lutheran)

............ผู้นำคนสำคัญ คือ มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ.
1483-1546 เกิดที่แซกซอนนี (Saxony) ประเทศเยอรมัน ได้รับการศึกษาสูงจนจบปริญญาเอกและได้ศึกษาเทวศาสตร์ จากสถาบันต่างๆ จากนั้นได้เข้าสู่ชีวิตนักบวชและแสวงบุญทีกรุงโรม ทำหใเห็นสภาพต่างๆ ในศาสนจักร ต่อมาท่านได้ตีความพระคัมภีร์ไบเบิล และวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาศาสนาของยุคกลาง
ความคิดเลยต่อเนื่องมา วิจารณ์พระศาสนจักรซึ่งในขณะนั้นมีการขายในบุญกันมาก ความคิดของมาร์ติน ลูเธอร์ได้รับการสนับสนุน พระศาสนจักรซึ่งในขณะนั้นมีการขายใบบุญกันมาก ความคิดของมาร์ติน ลูเธอร์ได้รับการสนับสนุนจากมหาชน เยอรมันเป็นจำนวนมาก แล้วแพร่หลายออกไปทั่วยุโรป ทำให้พระสันตะปาปาไม่พอพระทัย มาร์ติน ลูเธอร์

...........รับหมายขับออกจากการเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร (excommunication) ในปี ค.ศ. 1521 ตรงจุดน้ำด้นำไปสู่การแตกแยกเป็น
นิกายใหม่ในเวลาต่อมา ชีวิตของลูเธอร์ในระยะนี้ต้องหลบลี้ตลอดเวลา
........... แต่ก็ทำให้ท่านมีเวลาแปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเยอรมัน และได้เขียนเกี่ยวกับพิธีกรรมรวมทั้งศีลสิทธิ์เป็นภาษาเยอรมัน เพื่อให้ชาวบ้านและคนทั่วไปสามารถเข้าใจหลักคำสอนและพิธีกรรม ซึ่งแต่เดิมมาเขียนเป็นภาษาละติน จึงยากแก่การสื่อความหมาย ให้เข้าถึงได้ จึงรู้ได้เฉพาะปัญญาชน นักบวชและนักศาสนาเท่านั้น
...........ผลงานของลูเธอร์นี้ได้สร้างคุณประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่รู้หนังสือ ละตินได้มีโอกาสเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาได้ด้วยตนเอง ซึ่งตรงกับจุดประสงค์ของลูเธอที่ต้องให้บุคคลสามารถรับผิดชอบ ในความเชื่อของตน โดยไม่ต้องอาศัยบุคคลที่ 3 เช่น พระหรือนักบวช
กฎเกณฑ์ต่างๆ ในศาสนาเป็นเพียงสิ่งเปลือกนอก ที่ไม่สำคัญเท่ากับการที่บุคคลนั้นได้เผชิญหน้าต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยตนเอง นิกายนี้จึงได
้ตัดประเพณี พิธีกรรมตลอดจน ศีลศักดิ์สิทธิ์บางเรื่องออกไปเหลือแต่ศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท และสนับสนุนให้บุคคล เอาใจใส่ต่อพระคัมภีร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระวจนะ ของพระเจ้า ที่ทำให้มนุษย์เข้าถึงความรอดส่วนบุคคลภายในโบสถ์ของโปรเตสแตนต์ ์จึงไม่มีรูปเคารพและศิลปกรรม
ที่ตกแต่งดังเช่น โบสถ์คาทอลิคบนแท่นบูชามีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้นที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้ เป็นเพียงเปลือกนอกที่มาจากตัณหาของมนุษย์ และทำให้เราเกิดความยึดถือยึดติดไหม่สามารถเข้าถึงพระเจ้า ได้เพียงเปลือกนอกที่มาจาก
ตัณหาของมนุษย์ และทำให้เราเกิดความยึดถือยึดติดไม่สามารถเข้าถึงพระเจ้าได้
..........
...........
การปกครองทางศาสนาของนิกายน้ำได้แบ่งออกเป็นหมู่ (congregation) ซึ่งประกอบไปด้วยคริสตชนกลุ่มหนึ่ง
ผู้อภิบาล (Pastor) หลายๆ หมู่รวมกันเป็นไซโนด (Synode) หลายไซโนดรวมเป็นกลุ่มไซโนด (General Synlde) มีบิชอป
(Bishop) เป็นผู้นำ นิกายนี้สมาชิกผู้นับถือส่วนมากอยู่ในประเทศเยอรมัน สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย

..........2.กลุ่มคริสตจักรฟื้นฟู (Reformed Christianity)
..........ผู้นำคนสำคัญที่มีความเคลื่อนไหวมากไดแก่ สวิงลี (Ulrich Zwingli) และคาลวิน (John Calvin)
.
..........2.1อูลริช สวิงลี (Ulrich Zwingli) เกิดที่สวิสดเซอร์แลนด์ มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ.
1848-1531 ได้รับแนวความคิดจากลูเธอร์ และปรัชญามนุษยนิยม (Humanism) อูลริชไม่เห็นด้วยกับ
ความคิดที่ว่าพิธีล้างบาป และพิธีลมหาสนิท เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นเพียงคงามเชื่อภายนอกเท่านั้น หาใช่ความเชื่อ
ในพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะพิธีล้างบาปก็คือการปฏิญาณตน และพิธีศีลมหาสนิท หรือมิสซาก็คือการระลึกถึง
วันเลี้ยงมื้อสุดท้าย ของพระเยซูเท่านั้น พิธีเหล่านี้ ไม่ใช่พิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ในตัวของตัวเองดังที่เชื่อกันในสมัยนั้น จนทำให้คนส่วนมากละเลยที่จะศึกษาพระวจนะจากพระคัมภีร์และยึดติดที่ตัวพิะกรรมมากกว่าจะ ปฏิบัติเข้าถึงทาง แห่งความรอดด้วยตนเอง เขาได้ปรับพิธีกรรมให้เรียบง่าย และเน้นที่แก่นแท้ของคำสอน เช่น งานเลี้ยงมื้อสุดท้าย

..........แทนที่จะเน้นว่าขนมปังและเลือดคือพระกายและพระโลหิตแต่จะเน้นที่คำสอนของพระเยซูที่ว่า “จงทำสิ่งนี้ เพื่อระลึกถึงฉัน” งานเลี้ยงอาหารค่ำจึงสำคัญในประเด็นที่เป็นพิธีเพื่อระลึกถึงพระเยซู และความตายที่พระเยซูได้ยอมให้เกิดขึ้นเพื่อการไถ่บาปให้แก่มนุษยชาติ ถ้ามองกันตามรูปแบบของพุทธศาสนาก็คือ ความตายองพระเยซูเป็นการสอนให้มนุษย์ไดรู้จักความหมายของการให้ที่แท้จริง อันเป็นวิถีทางหนึ่งของการถอนความยึดถือในตัวตน ..........
..........แนวคิดของสวิงสีแพร่หลายในสวิสเซอร์แลด์ และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น ทำให้แคว้นต่างๆ ในภูมิภาคแถบนี้ สามารถรวมตัวกันเป็นสหพันธ์โดยมีนิกายเป็นตัวเชื่อม

..........2.2นิกายคาลวิน (Calvinism) ผู้ริเริ่มและบุกเบิกนิกายนี้ คือ จอห์น คาลวิน (John Calvin) หรือคาลแวง เป็นชาวฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาไดสนใจแนวคิดทางศาสนาของลูเธอร์และสวิงลี จึงได้รับคำสอนเหล่านั้นมาปรับปรุง และเริ่มสอนที่ฝรั่งเศลและสวิสคำสอนเของเขาแพร่หลายเข้าไปถึงประเทศอังกฤษ ซึ่งเรียกว่า เปรสไบทีเรียน (Presbyterian)

..........คาลวินมีอิทธิพลมากในหรุงเจนีวา เขาถูกเชิญไปที่นั่นหลายครั้งจนกระทั่งได้อาศัย อยู่ที่เจนีวาจนสิ้นใจในปี ค.ศ. 1564 ผลงานที่สำคัญค้อ หนังสือศาสนาที่ต่อมาได้กลายเป็น หลักเทวศาสตร์ ของ โปรเตสแตนต์ ชื่อ “สถาบันทางศาสนาคริสต์”(The Institutes of the Christian Religion) แต่เดิมเขียนเป็นภาษาละตินแต่ถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสในเวลาต่อมา และถูกพิมพ์ถึง 4 ครั้ง
.......... ในช่วงที่คาลวิน มีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราสามารถเข้าใจศรัทธาของชาวคริสต์ คำสอนของ นักบุญออกัสติน (St. Augustin) อีกทั้งทำให้เราเข้าใจอำนาจของพระเจ้า เข้าใจในเรื่องบาปกำเนิด และชะตาที่ถูกลิขิตโดยพระเจ้า นอกจากนี้คาลวินได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย เจนีวา และทำให้กรุงเจนีวา เป็นศูนย์นัดพบของชาวโปรเตสแตนต์ทั่วยุโรป เราอาจกล่าวได้ว่า แนวคิดของคาลวินมีอิทธิพลต่อกลุ่มฟื้นฟู คริสตศาสนามาก เช่น พวกเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ (Church of England) หรือแองกลิคัน (Anglicanism) พวกเพรสไบทีเรียน (presbyterian) พวกแบติสต์ (Baptist) และโปรเตสแตนต์กลุ่มอื่นๆ เป็นต้น

..........3.นิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ (Church of England)

...........หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แองกลิคัน” (Anglicanism) มีกำเนิดในประเทศอังกฤษ โดยมีสาเหตุมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ต้องการ
ให้พระสันตะปาปา จึงไม่พอพระทัยประกาศตั้งนิกายใหม่ที่เรียกว่า เชิร์ช ออฟ อิง แลนด์ (Church of England) ไม่ขึ้นต่อกรุงโรม และ
ทรงแต่งตั้งโธมัส แคลนเมอร์ (Thomas Cronmer) เป็นอาร์คบิชอป (Archbishop) แห่งแคนเทอเบอรี่ (Canterbury) ในปี ค.ศ. 1533
........... นอกจากนี้หลักคำสอนของลุเธอร์และคาลวิน ได้รับความนิยมอย่างมากในอังกฤษ และต้องการตัดส่วนเปลือกของศาสนาออกไปให้เหลือแต่แก่นแท้ของศาสนาล้วนๆ เช่น การตัดพิธีกรรมบางอย่างที่เกิดจำเป็น การอนุญาติให้ทุกคนอ่างพระคัมภีร์ได้
...........
 อย่างไรก็ตามแม้ว่าคริสตจักรอังกฤาได้แยกตัวออกจากกรุงโรมอย่างเด็ดขาดแล้ว แต่พิธีกรรมความเชื่อการบริหารงานต่างๆ ยังคงคล้ายกับคาทอลิคกรุงโรม

นิกายต่างๆ ในโปรเตสแตนต์

...........กลุ่มฟื้นฟุศาสนาตามที่กล่าวมาในตอนต้นนี้ทั้ง 3 กลุ่ม ได้ทำให้เกิดนิกายเล็กๆ ต่อมาอีกมากมายซึ่งล้วนแต่รับโครงสร้างของ โปรเตสแตนต์ในที่นี้จะกล่าวถึงบางกลุ่มและบางนิกายเท่าน้น คือ

...........1.นิกายเพรสไบทีเรียน (Presbyterian) เป็นกลุ่มที่ต้องการจัดระบบการปกครองของพระเจ้าให้เป็นระเบียบแบบแผน และให้คงที่ตามหลักของลูเธอร์โดยมีบิชอปเป็นประธาน ความเชื่อขิงนิกายนี้มุ่งเน้นศรัทธา เพราะถือว่าพระของพระเจ้าสามารถ ปลดเปลื้อง
ทุกข์ของมนุษย์ได้ ไม่ใช่พระ พระเป็นเพียงผู้ทำพิธีกรรมเท่านั้น นิกายนี้มีผู้นับถือทั่วโลก คนไทยส่วนมากรู้จักนิกายนี้ดีโดยเฉพาะ
ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้สอนศาสนาของนิกายนี้ได้ตั้งโบสถ์และโรงเรียนซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และมี ส่วนเป็นอย่างมากในการตั้งโรงพิมพ์ ศาสนาทูต บางท่านได้รับหน้าที่ถวายความรู้ทางภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์แก่ พระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

...........2.นิกายเมธอดิสต์ (methodism) เกิดขึ้นโดยจอห์น เวสลีย์ (John Wesley : ค.ศ. 1703-1791) เป็นชาวอังกฤษที่มี จุดประสงค์ต้องการให้ผู้นับถือพระเจ้ามีอิสระภาพมากขึ้น สามารถปฏิบัติศาสนาไปตามหลักของเหตุผลให้เหมาะแก่ชีวิตของตน และเหตุผลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องการรวมพวกโปรเตสแตนต์ที่แตกแยกไปเป็นนิกายต่างๆ ให้อยู่ในแบบเดียวกัน สมาชิกของนิกาย นี้มีทั่วโลกแต่ส่วนมากอยู่ในยุโรปและอเมริกา

...........3.นิกายเซเวนเดย์ แอดเวนติสต์ (Seven Day Adventists) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของกลุ่มแอดแวนติสต์ นิกายนี้เน้น
วันสุดท้ายของโลก และการเสด็จมาของพระคริสต์ในวันพิพากษาโลกเพื่อทำลายล้างคนชั่วและทำให้โลกนี้บริสุทธิ์อีกครั้ง สมาชิกผู้นับถือมีทั่วโลกโดยฉพาะในประเทศไทยนั้นนิกายน้ได้ส่งศาสนฑูตเข้ามาเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1918 ศาสนทูตหลายท่าน มีส่วนสร้างความเจริญให้แก่ประเทศไทย เช่น ตั้งโรงเรียน ตั้งสุขศาลา และโรงพยาบาล โรงพยาบาลซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือโรงพยาบาลมิชชัน
ที่สะพานขาว เมื่อเงินพยาบาลเจริญก้าวหน้ามากถึงต้องขยายโรงพยาบาลและเปิดโรงเรียนพยาบาล เพื่อให้ความรู้ทางด้านผดุงครรภ์แก่ นักเรียพยาบาลเจริญรุดหน้าตราบเท่าทุกวันนี้

...........4.นิกายเควกเกอร์ (Quaker) หรือสมาคมมิตรภาพ (Society of Friends) เป็นนิกายที่เกิดในอังกฤษโดย ยอร์ช ฟอกซ์
(George Fox : 1624-1691) แต่แพร่หลายในอเมริกาโดยวิลเลี่ยม เพน (William Penn : 1644-1718) โดยเฉพาะในรัฐ เพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) เป็นดินแดนแห่งแรกที่เพนได้มาตั้งรกรากและทำการเผยแพร่ศาสนา นิกายนี้ต้องการรื้อฟื้น ศาสนาคริสต์แบบดั้งเดิม จึงเนประสบการณ์ตรงในการเข้าถึงพระเจ้าโดยใช้แสงสว่างที่เกิดขึ้นภายใน (inner light) เพราะพระวจนะ ของพระเจ้ามีชีวิตไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรที่ปรากฏในพระคัมภีร์ ผู้เชื่อในพระเจ้าเท่านั้นที่จะได้รับการคัดเลือกจากพระองค์ให้ได้ รับพระวจนะจากพระองค์โดยตรง มนุษย์ทุกคนควรปฏิบัติต่อกันเป็นอย่างดีควรให้บริการและช่วยเหลือมนุษย์และสังคมในทุกๆ ด้าน รวมทั้งต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ ปฏิเสธการที่ทาสและทำทารุณกรรมแก่เพื่อนมนุษย์
...........นิกายนี้ไม่เน้นเรื่องพิธีกรรมหรือศีลศักดิ์ศิทธิ์ที่เน้นสัยลักษณ์ทางวัตถุ เพราะจะทำให้จิตใจของมนุษย์หันเหออกจากสมาธิตามธรรมชาติ การสวดมนต์อย่างเงียบๆ จะช่วยให้มนุษย์ได้รับแสงสว่างภายในได้ดี

...........5.นิกายพยานพระยะโฮวา (Jehovah’s Witnesses) นิกายนี้เกิดจากการรวมกลุ่มของพวกโปรเตสแตนต์ ที่ต้องการปฏิรูปคำสอนให้เป็นไปในแบบเดิม โดยเฉพาะแบบอบ่างในการนมัสการพระเจ้า คือ พระยะโฮวา ทั้งนี้เพราะพวกโปรแตสแตนต์ ส่วนมากได้แตกกลุ่มออกไปเป็นหลายพวกเพราะความสับสนในคำสอน และความไม่ชัดแจ้งของหลักคำสอน ชาร์ล รัสเซลล์ (Charles Russell) ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน ได้ริเริ่มตั้งนิกายนี้ขึ้นมาโดยเริ่มแรกมีการรวมกลุ่มกันที่มลรัฐเพนซิลเวเนีย และขยายตัวออกไปทั่ว มีผู้สนใจกันมาโดยเฉพาะชนชั้นกรรมกรและคนชั้นกลาง ถึงกับมีการตั้งสมาคมเผยแผ่ลัทธิที่เรียกว่า “หอสังเกตการณ์” (Watch Tower) และมีการพิมพ์หนังสือออกเผยแพร่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

...........6.นิกายมอร์มอน (Mormonism) หรือศาสนาจักรของพระเยซูคริสต์แห่งสิทธิชนยุคสุดท้าย (The Church of Jesus
Christ of Latter-Day Saints) ผู้ก่อตั้งคือ โจเซฟ สมิธ (Joseph Smith) ผู้เติบโตท่ามกลางบรรยากาศทางศาสนา แบบกลุ่มฟื้นฟูชีวิต
(Revivalists) ในนิวยอร์ค (New York) หลักคำสอนของศาสนาเหมือนคำสอนทั่วๆ ไปของศาสนาคริสต์ เพียงแต่เพิ่มความเชื่อในคัมภีร์มอร์มอน
(Book of Mornon) ซึ่งกันว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับมาจากมอร์มอน และเชื่อกันว่า คัมภีร์นี้เป็นพระวจนะของพระเจ้าเดิมจารึกในภาษาโบราณ แต่แปลความหมายโดยโจเซฟ สมิธ ออกพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1830 เนื้อหาบางส่วน ในคัมภีร์ ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์อเมริกาที่มีผู้อพยพในยุคแรกๆ เป็นกลุ่มชนที่มาจากปาเลสไตน์ เชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษ ของพวกอเมริกันอันเดียน ความเป็นเชื่อตรงจุดนี้อาจแตกต่างจากนักประวัติศาสตร์ทั่วๆ ไป สมิธิได้รับการยกย่องจากพวกมอร์มอน ให้เป็นประกาศยุคใหม่ของนิกาย และสานุศิษย์ได้ช่วยกันสร้างวิหารขึ้นมาเป็นครั้งแรกในนิวยอร์ค
...........นิกายมอร์มอนแพร่หลายมากในนิวยอร์คและรัฐอื่นๆ เช่น โอไฮโอ (Ohio) มิสซูรี (Missonuri) อิลลินอยส์ (Illinois) และยูทาห์ (Utah) นิกายนี้ส่งเสริมและเผยแพร่ทางด้านศาสนา และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทางด้านการศึกษาและสาธารณกุศล

...นิกายออร์ธอด็อกซ์
...........ความเป็นมาของนิกายนี้ สืบย้อนได้ถึงศตวรรษในคริสตศาสนา อันเป็นช่วงระยะเวลาที่จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกออกเป็นสองอาณาจักร คือ โรมันตะวันตกมีศูนย์กลางที่กรุงโรม (Rome) ใช้ภาษาละตินเป็นภาษากลาง ส่วนโรมันตะวันออกซึ่งนิกายเรียกกันว่า ไบแซนทีน (Byzantine) มีศูนย์กลางที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) มีสหมิตรที่เป้นแนวร่วมเดียวกัน คือ เมืองอาเล็กซานเดรีย (Alexandria) อันติอ็อค (Antioch) และเยรูซาเล็ม (Jerusalem) ใช้ภาษากรีกเป็นภาษากลางสื่อสารทั่วไปอาณาจักรทั้งสองนี้มีการแข่งันกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น
ด้านศาสนา ศิลป วัฒนธรรม และการเมืองแม้นว่าจะนับถือศาสนาคริสต์เหมือนกน แต่มุมมองในด้านความเชื่อต่างกัน เช่น ฝ่ายนิกายออร์ธอด็อกซ์ ไม่บังคับในเรื่องการถือโสดของนักบวช ไม่บังคับในเรื่องการอดอาหาร การไว้หนวดเครา ปฏิเสธการไถ่บาปของบาทหลวงคาทอลิคเพราะเห็นว่า ไม่จำเป็น การไม่ยอมรับในอำนาจของพระสันตะปาปาและการตีความเกี่ยวกับ พระตรีเอกภาพก็ต่างกัน พระสันตะปาปากรุงโรมจึงขับออกจากศาสนจักร กลุ่มออร์ธอด็อกซ์ได้ถือโอกาสประกาศตนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกรุงโรม แล้วแรียกกลุ่มของตนว่า “ออร์ธอด็อกซ์” (Orthodox) ซึ่งมีความหมายว่า “หลักธรรมที่เที่ยงตรง” หรือ “หลักธรรมที่ถูกต้อง” ทั้งนี้เพราะพวกออร์ธอด็อกซ์เชื่อว่า หลักคำสอนที่พวกตนปฏิบัติอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง มีเหตุผลไม่งมงาย พิธีกรรมความเชื่อต่างๆ ล้วนได้อิทธิพลจากกรีก อันเป็นแหล่งที่มรของความเชื่อที่ถูกต้องเป็นเหตุเป็นผล ศาสนจักรของโรมันตะวันออกเจริญรุ่งโรจน์อยู่นาน จนกระทั่งอาณาจักรโรมันตะวันตกล่มสลายตกเป็นของพวกอนารยาชนในระยะเวลาหนึ่ง อาณาจักรโรมันตะวันออกก็สูญเสียให้แก่พวกเตอร์ก (Turk) ในปี ค.ศ. 1453 นับแต่นั้นมาศานาอิสลามได้เข้าไปมีบทบาทแทน

...........แม้นว่ากรุงคอนแสตนติโนเปิลโดยทั่วไปเป็นของพวกเตอร์ก แต่ผู้ถือนิกายออร์ธอด็อกซ์ยังคงมีอยู่บ้าง ส่วนมากแพร่หลายในแถบ ยุโรปตะวันออกและรัสเซีย ทำให้เกิดนิกายออร์ธอด็อก์แบบสลาฟ (Slavic Orthodox) และนิกายออร์ธอด็อกซ์แบบรัสเซีย (Russia Orthodox) ซึ่งแต่เดิมมาทั้งหมดนี้เคยเป็นแบบนิกายกรีก ออร์ธอด็อกซ์ (Greek Orthodox) โดยเฉพาะที่รัสเซียนั้น ศาสนาเจริญ รุ่งเรืองมากอาจเรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรโรมันแห่งที่สาม มีศูนย์กลางที่มอสโคว์ (Moscow) อย่างไรก็ตาม พอสิ้นสุดระบบการปกครอง แบบสมบูรณาญาสิทธิราช เข้าสู่ยุคการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ความรุ่งเรืองของศาสนาได้ลดลงไป แต่ยังไม่ถึงกับศูนย์สลาย เพราะเหตุ ว่าศาสนจักรยังสามารถพิมพ์คัมภีร์ไบเบิลเผยแพร่ได้และบางส่วนได้นำส่วนออกขายต่างประเทศ ประมาณกันว่าใน รัสเซียขณะนั้นมีผู้นับถือ ประมาณ 50 ล้านคน มีนักบวช 35,000 คน ข้อมูลนี้เป็นสถิติที่บันทึกไว้ในหนังสือ ศาสนาของโลก (The World’s Great Religions) ของนิตยสารไลฟ์ (Life) ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1957 นับว่ามีจำนวนผู้นับถือศาสนานี้ไม่น้อยเลยสำหรับสมัยนั้น แต่สำหรับปัจจุบันนี้ เราไม่สามารถทราบจำนวนผู้นับถือศาสนานี้ได้อย่างแน่นอน เพราะเนื่องจากความแปรปรวนทางการเมือง

...........ปัจจุบันนี้ นิกายออร์ธอด็อกซ์มีอิสระภาพในด้านความเชื่อและการปกครองตนเอง โดยไม่ต้องขึ้นต่อสำนักวาติกันของโรม มีปาตริอาร์ค (Patriarch) เป็นประมุข แต่ก็มีออร์ธอด็อกซ์บางกลุ่มที่ยังขึ้นต่อสำนักวาติกันเรียกว่า ออร์ธอด์กซ์คาธอลิค พวกนี้มีพิะกรรมต่างๆ เป็นแบบตะวันออกแต่ระบบการปกครองอยู่ภายใต้การชี้นำของสำนักวาติกัน ประเทศที่นับถือนิกายออร์ธอด็อกซ์ส่วนมากเป็นพวกยุโรป ตะวันออก เช่น โรมาเนีย ฮังการี บูลาเรีย โปรแลนด์ ยูโกสลาเวีย และรัฐเซีย ฯลฯ

...........อย่างไรก็ตาม แม้นว่านิกายออร์ธอด็อกซ์โดยทั่วไป จะปฏิเสธระบบการปกครองและรูปแบบพิธีกรรมของศาสนจักรคาทอลิค แต่ก็ยังคงยอมรับในศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 7 ข้อ เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ทั้งๆ ที่ระเบียบปฏิบัตินั้นอาจแตกต่างกัน ในส่วนปลีกย่อย แต่ในด้านแก่นหรือเนื้อแท้ของพิธียังคงเป็นแบบเดียวกัน

 

วันสำคัญทางศาสนา

วันคริสต์มาส (Christmas)

คริสต์มาส คือการฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้า เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม
คำว่า คริสต์มาส เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christmas ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า
Christes Maesse ที่แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า เพราะการร่วมพิธีมิสซา เป็นประเพณี
สำคัญที่สุด ที่ชาวคริสต์ถือปฎิบัติกันในวันคริสต์มาส คำว่า Christes Maesse พบครั้งแรกในเอกสาร โบราณ เป็น
ภาษาอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1038 และคำนี้ก็แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas คำทักทายที่เราได้ฟังบ่อย ๆ ในเทศกาล
นี้คือ Merry Christmas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ เพราะฉะนั้น คำนี้
จึงเป็นคำที่ใช้อวยพร คนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาล
x’mas

 

วันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day)
..........ในประเทศอเมริกา ทุกวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน จะเป็นวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งชาวอเมริกันจะฉลองขอบคุณ
สรรเสริญพระเจ้าที่อวยพระพรพวกเขาทั้งหลายให้มีความสุขทั้งกายและ ใจตลอดปีที่ผ่านมา และนับเป็นวันสำคัญสำหรับ ครอบครัวที่จะอยู่พร้อมหน้ากัน
ทุกคนเพื่อรับประทานอาหารเย็น รวมทั้งพูดคุยถึงสิ่งที่ ต้องการขอบคุณพระเจ้า
..........ตามความเป็นจริงแล้ว วันขอบคุณพระเจ้านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์เลย แต่เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของ การอพยพตั้งถิ่นฐาน
ครั้งแรก ในอเมริกาในปี ค.ศ. 1620 เริ่มจากชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า พิวริแทน (Puritans) นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์
ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ศาสนาในประเทศอังกฤษซึ่งในยุคนั้นเป็นนิกาย เชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England) ให้เป็นไปตามความเชื่อ
เน้นความเรียบง่ายไม่หรูหรา ผลปรากฏว่าพวกพิวริแทน ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
.จนในที่สุดได้ตัดสินใจ ตั้งศาสนจักรเป็นของตนเอง
เป็นเหตุให้เหล่าขุนนางอังกฤษไม่พอใจและเริ่มทำร้าย ประหัตประหารพวกพิวริแทนจนพวกเขาต้องหนีไปอยู่ ที่ประเทศฮอลแลนด์ซึ่งยังได้รับปัญหา
อีกจากการถูกข่มเหงรังแก สืบเนื่องมาจากศาสนา นอกจากนี้พวกเขา ยังรู้สึกเสียใจที่ลูกหลานไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่ไปพูดภาษาดัทช์แทน ทำให้
พวกเขาคิด ย้ายถิ่นฐานอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้พวกเขานึกถึงการย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนที่ไม่มี ผู้ใดสามารถมายับยั้งหรือขัดขวางการนับถือ
ศาสนาตามความเชื่อแะความศรัทธาของพวกเขา จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศอังกฤษ จากนั้นกลุ่มพิวริแทน พร้อมกับผู้โดยสาร อื่น ๆ ทั้งชายหญิง
และเด็กจำนวน 102 คน บนเรือ เมย์ลาวเวอร์ (Mayflower) ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่โลกใหม่และพวกพิวริแทน เริ่มเรียกตัวเองว่าพิลกริม (Pilgrims)
เนื่องมาจากการท่องหาดินแดนแห่งเสรีภาพทางศาสนานี้
...........ระหว่างการเดินทางโดยเรือในเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดสำหรับการแล่นเรือข้ามมหาสมุทร อย่างไรก็ตามระหว่าง การเดินทางมี
ผู้เสียชีวิตเพียง 1 คนเท่านั้น และมีทารกแรกเกิด 1 คน ฉะนั้นจำนวนผู้โดยสารบนเรือยังคงมีจำนวนเท่าเดิม หลังจาก ใช้เวลาแล่นเรือประมาณ 65 วัน
เรือเมย์ฟลาวเวอร์ มาจอดเทียบท่าที่ พรอวินซ์ทาวน์ฮาร์เบอร์ (Provincetown Harbor) ซึ่งอยู่ในปลายแหลมเคพคอด (Cape Cod)
มลรัฐแมซซาชูเสท

...........ผู้นำกลุ่มพิวรีแทนทั้งหลายทราบดีว่า เพื่อการอยู่รอดในสังคมทุกๆ สังคมจำเป็นต้องมีกฎระเบียบสำหรับความประพฤติ อันเหมาะสม ดังนั้นผู้ชาย
ประมาณ 41 คนที่อยู่บนเรือเมย์ฟลาวเวอร์ประชุมเลือกผู้ว่าการรัฐคนแรก (The first governor) และเซ็นสัญญาเมย์ฟลาวเวอร์
(The Mayflower Compact) ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการข้อแรกสำหรับการปกครอง ตนเองในประเทศอเมริกา หลังจากกลุ่มพิลกริม ได้ใช้ชีวิตบนเรือ
ประมาณ 1 เดือนและส่งผู้ชายกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่งออกไปสำรวจชายฝั่งอ่าวเคพคอด และเมืองพลีมัธ (Plymouth)
...........พวกผู้ช่วยได้พบท่าเรือแห่งหนึ่งซึ่งมีทรัพยากรสมบูรณ์มากเหมาะต่อการเพาะปลูกและการประมงจึงกลับไปที่เรือรายงานสิ่งที่ พวกเขาได้ค้นพบ
อีก 2-3 วัน ต่อมาพวกพิลกริมแล่นเรือเมย์ฟลาวเวอร์ข้ามอ่าวเคพคอดไปยังท่าเรือพลีมัธ และลงเรือเล็กมาเทียบที่ชายฝั่ง บนหินก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่ง
ในภายหลังหินก้อนนี้ได้รับการเรียกขานว่า หินพลีมัธ (Plymouth Rock) ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการตั้งถิ่นฐาน ถาวรครั้งที่สองของชาวอังกฤษในอเมริกา

...........เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ฤดูหนาว (Winter) พวกพิลกริมต้องเผชิญกับการต่อสู้ภัยธรรมชาติ ซึ่งยากที่จะรับมือได้เนื่องจาก ไม่คุ้นเคยและไม่ได้รับการ
ฝึกฝนทนกับความหนาวเย็น การใช้ชีวิตในป่าดงพงไพรอันเต็มไปด้วยโรคต่าง ๆ การทำงานหนัก ตลอดจนอาหารมีไม่เพียงพอ พวกเขาจึงได้รับความทุกข์
ทรมานอย่างมากจนถูกคร่าชีวิตไปกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดฤดูหนาว จำนวนผู้รอดชีวิตเหลืออยู่แค่ 50 คนเท่านั้น ในเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ
อันเป็นฤดูกาลถัดจากฤดูหนาว ชายชาวอินเดียนแดงคน หนึ่งเดินเข้ามาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของพลีมัธ และแนะนำตัวเองอย่างเป็นมิตรซึ่งในเวลาต่อมา
เขาได้นำหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ชื่อแมสซาซอยท์ (Massasoit) นำของกำนัลต่างๆ มามอบให้พวกพิลกริม และยังเสนอความช่วยเหลืออีกด้วย
โดยสมาชิกในเผ่าของแมสซาซอยท์ได้สอนวิธีการล่าสัตว์ จับปลาและปลูกพืชให้กับพวกพิลกริม นอกจากนี้ยังสอนวิธีการใช้ปลา เป็นปุ๋ยสำหรับ
ปลูกข้าวโพด (Corn) ฟักทอง (Pumpkins) และถั่ว (Beans)มีผลให้พวกพิลกริมสามารถเก็บเกี่ยว พืชผลได้อย่างดีมาก

...........ผู้ว่าการวิลเลี่ยม แบรดฟอร์ด (William Bradford) เจริญรอยตามแบบแผนประเพณีเก่าแก่ที่เคยปฏิบัติกันมา ได้กำหนดวันเพื่อขอบคุณ
พระเจ้าในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1621 และยังได้ใช้โอกาสทางศาสนานี้สร้างสายสัมพันธ์ อันดีงามระหว่างพวกพิลกริม และเพื่อนบ้านชาวอินเดียนแดง
เหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ว่าการวิลเลี่ยมจึงเชื้อเชิญหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง นายแมสซาซอยท์ และผู้กล้าของเขาให้มาร่วมงานสังสรรการเฉลิมฉลองวัน
ขอบคุณพระเจ้านี้ ซึ่งพวกอินเดียนแดงรับคำเชิญ ด้วยความยินดี และส่งเนื้อกวางมาร่วมงานเลี้ยง ชายฉกรรจ์พิลกริมทั้งหลายจึงออกไปล่าสัตว์
และกลับมายังที่พักพร้อมกับไก่งวง (Turkey) และสัตว์ป่าอื่นๆ ส่วนผู้หญิงเตรียมอาหารอร่อยๆ ซึ่งทำมาจากข้าวโพด ลูกเเครนเบอรี่ (Cranberry)
ผลสควอช (Squash) และฟักทอง

...........อาหารมื้อเย็นสำหรับขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกเสร็จเรียบร้อยและถูกนำมาเสริฟนอกบ้าน รวมทั้งกองไฟกองใหญ่ที่ก่อขึ้น เพื่อให้ผู้จัด (Hosts)
และแขกผู้มาเยือน (Guests) รู้สึกอบอุ่นถึงแม้ว่าเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงก็ตามรวมจำนวน ของผู้มาร่วมงานเลี้ยงขอบคุณพระเจ้าครั้งแรก
ประมาณ 90 คน และการฉลองนี้ใช้เวลานานถึง 3 วัน ในวันแรกของงานเลี้ยง พวกอินเดียนแดงใช้เวลาหมดไปกับการกิน ส่วนวันที่สองและ
สามพวกเขาใช้เวลาต่อสู้แบบมวยปล้ำ วิ่งแข่ง ร้องเพลงและเต้นรำกับ คนหนุ่มสาวในอาณานิคมพลีมัธนับเป็นงานเลี้ยงที่ประสบความสำเร็จ
อย่างใหญ่หลวง

...........ประเพณีการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าของคนอเมริกันในยุคปัจจุบันมีที่มาจากการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกดังกล่าว ดังนั้นอาหารหลัก
บนโต๊ะอาหารในวันนี้ซึ่งถือเป็นอาหารประจำเทศกาลขอบคุณพระเจ้าจะมีไก่งวงอบยัดไส้ (Roast turkey with stuffing) ผลสควอชขนมปังข้าวโพด
(Corn bread) และซอสแครนเบอร์รี่ (Cranberry sauce) พายฟักทอง (Pumpkin pie) เช่นเดียวกับอาหารที่หาและเก็บเกี่ยวได้ ในยุคสมัยนั้น

...........ทุก ๆ ปีชาวอเมริกันประมาณห้าแสนคน จะเดินทางไปเยี่ยมชมเมืองพลีมัธซึ่งกลายเป็นเมืองนำสมัยที่ยกย่องเทิดทูนอดีตกาล ยุคแรกเริ่มของ
ชาวอเมริกันที่นี่ นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมเรือเมย์ฟลาวเวอร์สองได้ซึ่งเป็นเรือที่สร้างเลียนแบบ แรือเมย์ฟลาวเวอร์จริง เยี่ยมชมหินพลีมัธ
และใช้เวลาเดินชมหมู่บ้านจำลองของพวกพิลกริมในสมัยแรกเริ่ม ซึ่งจะได้เห็นการดำเนินชีวิตจริง ในยุคนั้น ชาวอเมริกันรุ่นใหม่รู้สึกภาคภูมิใจและ
ทนงในบรรพบุรุษที่มี ความกล้าหาญของพวกเขาเหล่านี้ซึ่งมีสิ่ง อำนวยความสะดวกน้อยมากถ้าเทียบกับมาตรฐานการ ดำเนินชีวิตในปัจจุบัน
แต่พวกเขายังรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่ได้รับอันมีคุณค่าอย่างยิ่งหาใดมาเปรียบได้นั่นก็คือ การเก็บเกี่ยวพืชผลที่ดีเสรีภาพในการดำเนินชีวิต
และสักการะบูชาตามความเชื่อและปราถนาของพวกเขาเอง

 

ประวัติพระเยซูคริสต์

ศาสนาคริสต์เหมือนกับศาสนาใหญ่อื่น ๆ คือ มีศาสนาหรือผู้ก่อตั้ง (Founder) ผู้เป็นศาสดา ของศาสนาคริสต์ก็คือ พระจีซัสไครสต์ (Jesus Christ) หรือที่เรียกกันว่า พระเยซูคริสต์

สกุลกำเนิด
          ก่อนที่พระเยซูอุบัติ ประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวที่เป็นมายังกระจัดกระจาย ไม่สามารถ รวมกัน เป็นปึกแผ่นได้ จวบจนถึงสมัยตกอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน มีหัวหน้าซึ่งเป็น นักพรตของศาสนายิว ประจำอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม เมื่อ พ.ศ. 543 หรือ ปีที่ 1 แห่งคริสต์ศักราช (บางตำรากล่าวว่าก่อน คริสต์ศักราช 4 ปี ) พระเยซูไครสต์ได้สมภพขึ้น ในโลกที่ตำบล เบธเลเอ็ม (ฺBethlehem) แคว้นยูดา ในประเทศปาเลสไตน์วันที่ ทรงสมภพไม่มีบันทึกไว้ แน่นอน พระศาสนาจักรได้กำหนดเอาวันที่ 25 ธันวาคม และวันดังกล่าวนี้ชาวคริสต์ถือเป็น วันคริสต์มาส บริเวณที่ทรงสมภพเป็นคอกเลี้ยงสัตว์ โดยเป็นบุตรของโยเซฟ และนางมาเรีย ตระกูลช่างไม้ นางมาเรียนั้นเป็นผู้สืบสกุลมาจาก พระเจ้าเดวิล โดยเป็นธิดาของโยคิมและนาง แอนนา ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าเมื่อโยคิม กับแอนนาสมรสอยู่กิน กันมาเป็นเวลานาน แต่ก็ หามีบุตรไม่ โยคิมจึงได้บวงสรวงงอ้อนวอน พระผู้เป็นเจ้า ขอให้ประทานบุตร ที่ดีให้สักคน หนึ่ง เมื่อได้บวงสรวงเช่นนี้บ่อย ๆ เข้า ในที่สุดโยคิมก็ได้บุตรีสมความมุ่งหมาย ได้ตั้งชื่อว่า มาเรีย นางแอนนาได้นำมาเรียไปถวาย ไว้ที่วัดตั้งแต่ยังเยาว์ เพื่อให้ได้เรียนวิชาศาสนาและ การเย็บปักถักร้อย ต่อมาไม่นา
           บิดามารดาของมาเรียได้ถึงแก่กรรม เมื่อมาเรียโตขึ้นเป็นสาวแล้ว พวกพระที่วัดเห็นว่านางสมควรจะมีสามีได้ แต่นางไม่สมัครใจจะมีสามี แต่ก็สุดวิสัยที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะกฎหมายบ้านเมืองมีอยู่ว่า หญิงสาวจะไม่มีผู้ปกครองไม่ได้ พวกพระเห็นว่าโยเชพซึ่งเป็นคนจน มีอาชีพในทางเป็นช่างไม้ เป็นผู้สมควร จึงแนะนำให้โยเชพไปสู่ขอ นางมาเรียจึงรับหมั่น เมื่อสู่ขอรับหมั้นได้แล้วยังไม่ได้แต่งงานอยู่กินด้วยกัน แต่ปรากฏว่านางมาเรียมีครรภ์แล้ว (อาจจะเป็นด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ได้) ส่วนโยเซพคู่หมั่นของนางก็เป็นคนดีมีความสัตย์ซื่อ ไม่ต้องการที่จะให้ข่าวนี้แพร่หลาย จึงคิดที่จะให้นางมาเรียหลบหนีไปเสียอย่างลับ ๆ แต่เมื่อโยเซฟยังตริตรองด้วยเรื่องนี้ ในค่ำคืนวันนั้นก็ได้มีทูตของพระเจ้ามาสำแดงในฝันว่า
          "โยเซฟ อย่าวิตกในการที่จะรับเอานางมาเรียมาเป็นภรรยาเจ้าเลยเพราะผู้ที่จะปฏิสนธิในครรภ์ของนางเป็นโดยเดชพระวิญญานบริสุทธิ์ นางจะประสูติเป็นชาย แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า .เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วย ..........พลไพร่ของท่านให้รอดจากความผิดของเขา
           ครั้นโยเซฟตื่นขึ้นก็ได้ทำตามของทูตของพระเจ้า โดยได้รับนางมาเรียมา แต่มิได้ร่วมอยู่หลับนอนกับนาง จนนางประสูติบุตรชายแล้ว และได้เรียกนามของบุตรว่า “เยซู”
ชีวิตปฐมวัย
          เมื่อพระเยซูได้สมภพ ณ ตำบลเบธเลเอ็ม แคว้นยูดา ครั้งนั้นเฮโรดเป็นกษัตริย์ผู้ครองกรุงเยรูซาเลมได้พวกนักปราชญ์จากทิศตะวันออก คือ เปอร์เซีย เดินทางมายังกรุงเยรูซาเลม แล้วถามว่า
            “ท่านผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ชาติยูดาที่อยู่ที่ไหน? ..........เพราะว่าเมื่อเราผู้อยู่ในทิศตะวันออกได้เห็นดาวของท่านปรากฎขึ้น เราจึงหวังจะถวายนมัสการท่าน”
            ครั้นกษัตริย์เฮโรดได้สดับเช่นนั้น ก็ทรงหวาดหวั่นสะดุ้งกลัว ไม่สบายพระทัย ทั้งชาวกรุงเยรูซาเลม ก็พลอยหวั่นกลัวด้วยจึงมีรับสั่งให้ประชุมบรรดาปุโรหิตใหญ่กับพวกอาลักษณ์แห่งพลเมือง แล้วตรัสถามว่า
           "ผู้เป็นพระคริสต์นั้นจะบังเกิดแห่งใด
          พวกเขาทูลว่า “ที่ตำบลเบธเลเฮ็ม แคว้นยูดา”
           กษัตริย์เฮโรดได้เชิญพวกนักปราชญ์เข้าเฝ้าเป็นการลับ แล้วได้ตรัสถามถึงที่ดาวนั้นปรากฎแล้วจึงได้ ให้พวกนักปราชญ์เดินทางไปยังตำบลเบธเลเฮ็ม พร้อมทั้งมีรับสั่ง
          “จงไปหากุมารนั้นเถิด เมื่อพบแล้วจงกลับมาแจ้งแก่เรา เพื่อเราจะได้ไปถวายนมัสการท่านด้วย”
           เมื่อพวกนักปราชญ์ได้ฟังคำของกษัตริย์แล้วก็ได้ลาไป และดาวซึ่งเขาได้เห็นในทางทิศตะวันออก นั้นก็ได้นำเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารประทับอยู่นั้น พวกนักปราชญ์ก็เกิดปีติยินดี ครั้นเข้าไป ในอาศัยก็ได้พบกุมารกับนางมาเรียมารดา จึงพากันถวายนมัสการกุมารนั้น แล้วเปิดหีบหยิบเอาของวิเศษ คือ ทองคำ กำยวน มดยอบ ออกมาถวายเป็นเครื่องบรรณาการ แล้วพวกนักปราชญ์เหล่านั้นก็ได้ยินคำห้าม ในฝันมิให้กลับไปเฝ้ากษัตริย์เฮโรด จึงได้กลับไปยังเมืองของตนทางอื่น
           ครั้นพวกนักปราชญ์กลับไปแล้ว ทูตของพระเจ้าได้มาปรากฎแก่โยเซฟในฝันว่า
           “จงลุกขึ้น พากุมารกับมารดาหนีไปยังประเทศอายุมุขโต และคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมารเพื่อประหารชีวิตเสีย”
           ในเวลากลางคืนโยเซฟจึงได้ลุกขึ้นพากุมารกับมารดาเดินทางไปยังประเทศอายุมุขโต (อียิปต์) และได้อยู่ที่นั่นเป็นชั่วคราวก่อน ครั้นกษัตริย์เฮโรดที่กรุงเยรูซาเลมทรงทราบว่า พวกนักปราชญ์ดูหมิ่นก็ทรงกริ้วโกรธยิ่งนัก จึงทรงสั่งให้จับเด็กชายตั่งแต่อายุสองขวบลงมาในตำบลเบธเลเฮ็ม และตำบลใกล้เคียงอื่น ๆ แล้วนำไปประหารชีวิต ยังผลทำให้เด็กชายถูกจับไปประหารชีวิตตายเสียเป็นจำนวนมาก ต่อมาครั้น กษัตริย์เฮโรดพระองค์นี้สิ้นพระชนม์ ทูตของพระเจ้าจึงได้ไปปรากฎในฝันแก่โยเซฟที่ประเทศอายมุขโตว่า
           “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดากลับไปยังแผ่นดินอิสราเอล เพราะผู้ที่แสวงชีวิตของกุมารนั้นตายแล้ว”
           โยเชฟจึงได้พากุมารกับมารดากลับไป.ยังแผ่นดินอิสราเอล โดยได้ไปอาศัยที่เมืองนาซาเรธ (Nazareth) แคว้นกาลิเล พรเยซูได้รับการชุบเลี้ยงดูท่ามกลางความสงบและสะอาด ในคัมภีร์ลูกากล่าวไว้ว่า มีชีวิตอยู่อย่างธรรมดาสามัญ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในชีวิตมีแต่เรื่องของศาสนา เรื่องของธรรมดาและนักพรต เมื่อพระชนมายุได้ 12 พรรษา ได้ไปฟังธรรมในหมู่อาจารย์ ณ วิหารแห่งหนึ่งในกรุงเยรู เป็นเด็กฉลาด ช่างสังเกต ช่างคิด สามารถตอบปัญหาได้อย่างคล่องแคล่ว โดยได้ไต่ถามโยเชฟผู้บิดาและมาเรียผู้เป็นมารดาก็ได้รับ ความแปลกใจว่า ลูกของตนเป็นพูดจามีเหตุผลยิ่งกว่าเด็กสามัญทั่วไป เมื่อมีใครถามปัญหาอะไรกับพระเยซู พระเยซูมักจะตอบว่า ประเดี๋ยวก่อน ฉันจะถามบิดาของฉันดูก่อน คำว่า “บิดา” ในที่นี้พระเยซูหมายถึงพระเจ้า ซึ่งเป็นลักษณะแสดงว่าพระเยซู มีภูมิธรรมน้อยนำไปสู่ความเป็นศาสดา นอกจากนี้พระเยซูยังเจริญรอยตามอาชีพของบิดาคือ มีอาชีพช่างไม้ได้เป็นช่างไม้ช่วยบิดา แม้จะยากจนแต่ก็หาโอกาส ศึกษาใฝ่หาความรู้ เช่น ได้ศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ กฎหมายเฮบรู บทกวี และได้ทรงศึกษา ค้นคว้าพระคัมภีร์ของ ศาสนายิวอย่างละเอียดเป็นพิเศษ ทรงรอบรู้ภาษาต่างชาติหลายภาษา เช่น ภาษาอียิปต์ อาหรับ และ โดยเฉพาะภาษากรีก ยังทรงมีความสามารถพิเศษในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยพลังทางจิตอย่างสูง
รับศีลจุ่มและออกประกาศศาสนา
          เมื่อพระเยซูมีพระชนมายุ 30 พรรษา ได้พบกับโยฮันหรือจอห์น ผู้ให้ศีลจุ่ม (John the Baptist) การรับศึกษาศีลจุ่มหรือแบบติสมาเป็นการใช้น้ำ เป็นเครื่องหมายภายนอกเทลงศีรษะ 3 ครั้ง หมายถึง การชำระล้างบาปมลทินโทษต่าง ๆ อันเป็นเครื่องหมายแสดงว่าผู้เข้าพิธีเป็นผู้เข้าถึงพระเจ้า ทำนองเดียวกับการรับ ไตรสรณคนม์ในพุทธศาสนา พระเยซูได้ขอรับแบบติสมาหรือศีลจุ่มตามลัทธิของโยฮัน ณ บริเวณแม่น้ำจอร์แดน การขอรับแบบติสมานี้ครั้งแรกโยฮันทูลห้ามพระเยซูว่า ..........“ข้าพเจ้าต้องการขอรับแบบติสมาจากพระองค์มากกว่า ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพเจ้าแต่พระเยซูตรัสตอบโต้โยฮันว่า “บัดนี้จงยอมเถิด เพราะว่าควรเราจะกระทำให้ความชอบสำเร็จทั้งสิ้น”
ได้อัครสาวก
..........หลังจากที่พระเยซูได้ออกมาจากหลงอยู่ในป่า ไม่นานก็ได้ทราบว่ากษัตริย์เฮโรดได้มีรับสั่งให้จับตัวโยฮันหรือจอห์น ให้ศีลจุ่มแก่พระองค์ไปประหารชีวิต เนื่องจากสอนศาสนาวิปริตไปจากคัมภีร์เดิม จึงหลบออกจากเมืองนาซาเรธตรงไปยัง แคว้นกาลิเลท่องเที่ยวเทศนาอยู่ตามหมู่บ้านริมทะเล ในขณะทรงดำเนินอยู่ตามชายทะเลนั้นคัมภีร์มัทธายได้แสดงว่า ทรงเห็นพี่น้องชาวประมง 2 คนหนึ่งชื่อซีมอน (
Simon) หรืออีกชื่อว่า เปโตรหรือปีเตอร์ กับน้องชายชื่ออังดรูว์ (Andrew) ทรงถามคนทั้ง 2 ว่า “กำลังทำอะไรคนทั้ง 2 ตอบว่า “กำลังตีอวนจับปลา” พระเยซูตรัสว่า “จงตามเรามา เราจะช่วย ให้ท่านตีอวนจับคน” คนทั้ง 2 ตอบว่า เลื่อมใสก็ตามไป พระเยซูทรงพบพี่น้องชาวประมงอีก 2 คน คือ เจมส์ (James) หรือยาคอบ กับจอห์นหรือโยฮัน (John) กำลังหาปลาอยู่ พระเยซูทรงเรียกให้ตามไป สองพี่น้องก็ตามไป ต่อมานั้นพระเยซูก็ได้พบอัครสาวกต่อไปอีก รวมเป็นอัครสาวก 12 คน คือ

..............................1.ซีมอนหรือเปโตร
..............................2.อังดรูว์
..............................3.เจมส์หรือยาโคโป (ยาคอบ)
..............................4.จอห์นหรือโยฮัน
..............................5.ฟิลิปส์
..............................6.บาร์โธโลยิว
..............................7.มัทธาย (มัทธาย คนเก็บภาษี)
..............................8.โธมัส (โธมา)
..............................9.เจมส์หรือยาโคโป (บุตรอาละฟาย)
..............................10.เลบบายส์ หรืออาดาย
..............................11.ซีมอน (ชาวคานาร้อน)
..............................12.ยูดา (ผู้กบฎ)
           ในระหว่างนั้นกิตติศัพท์ของพระเยซูไขจรขจายเลื่องลือออกไปไกล ในฐานะได้ทรงสนใจความทุกข์ยากเดือดร้อน ของสามัญชน และได้ช่วยเหลือเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เจ็บป่วยต่าง ๆ เป็นผู้ได้รับทุกข์ทรมาน ผู้ที่ถูกผีสิง หรือคนเป็นลมบ้าหมู และคนง่อยให้หายจากโรคภัยนั้น ๆ คราวหนึ่งขณะที่พระเยซูกำลังยืนเทศนาให้คนทั้งหลายฟังอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แคว้นกาลิเล ก็มีทหารโรมันหนึ่งเดินทางมาพบคนชุมนุมกันอยู่ เข้าไปดูเห็นพระเยซูกำลังยืนเทศนาอวดอ้างเกียรติคุณของพระเจ้าอยู่ เกิดความเสื่อมใส ได้ขอร้องให้พระเยซูออกไปช่วยรักษาโรคให้ลูกชายซึ่งกำลังนอนป่วยอยู่ที่บ้าน พระเยซูได้ตรัสสั่งนายทหารโรมันคนนั้นเป็นความว่า
          “ท่านจงกลับไปหาลูกของท่านเถิด ถ้าท่านเชื่อว่าลูกชายของท่านจะหายจากความเจ็บป่วยด้วยอำนาจของพระเจ้า โรคก็จะอันตรธานหายไปเอง”
           นายทหารโรมันคนนั้นก็รีบเดินทางกลับบ้านด้วยความเชื่อ พอถึงบ้านก็เห็นลูกชายหายจากความเจ็บป่วยเป็นปกติ อย่างน่าอัศจรรย์ ผลแห่งการเทศนาและการเข้าใจช่วยเหลือผู้เดือดร้อนตกทุกข์ได้ยากทั้งหลายโดยไม่เลือกหน้าเช่นนี้ จึงได้มีผู้คนแตกตื่นมาเฝ้ารุมล้อมพระองค์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งได้ติดตามไปดูพระองค์เป็นขวัญตา นอกจากชาวแคว้น กาลิเลเองแล้ว ยังมีชาวเมืองชาวแคว้นอื่น ๆ ได้ดั้นด้นมาเฝ้าพระองค์ แม้จะต้องค้างคืนค้างแรมก็ไม่ย่อท้อ
เทศนาบนภูเขา (
Sermon o­n the Mount )
            เย็นวันหนึ่งพระเยซูได้เสด็จขึ้นไปบนยอดเข้าพร้อมกับอัครสาวก 12 คน แต่เช้าตรู่ คงด้วยมีพระประสงค์จะให้ อัครสาวกได้สัมผัสกับรสชาติแห่งความสงบ ในบรรยากาศ ส่วนตัวไกลจากสังคมมนุษย์ แต่ก็ไม่วายที่มีฝูงชนติดตาม พระองค์ไป และบังเอิญวันนั้น ในช่วงเย็นมีฝูงชนติดตามขึ้นมาเฝ้าพระองค์เป็นจำนวนมากมายเป็นพิเศษ พระองค์ จึงเสด็จลงไปยังที่ราบบนภูเขาซึ่งมีหญ้าขึ้นเป็นหย่อม ๆ มีโขดหินระเกะระกะ ทรงถือเป็น โอกาสดีที่จะพยายาม ทำความเข้าใจกับฝูงชนที่มาชุมนุมกันอยู่นั้น เกี่ยวกับลักษณะ คำสอน ของพระองค์โดยพระองค์ได้ตรัสว่า
           “อย่าคิดว่าเรามาทำลายพระบัญญัติและคำสอนของศาสดาพยากรณ์เลย เรามิได้มาทำลาย แต่รามาเพื่อจะให้สำเร็จประโยชน์”
กล่าวคือพระเยซูได้สั่งสอนดำเนินตามคำสอนดั้งเดิมของโมเสสในพระคัมภีร์เก่า เพียงแต่แก้ไขให้ดีประเสริฐลึกซึ้งสมเหตุสมผล มีความหมายยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น
..................โมเสสสอนว่า ห้ามไม่ให้ฆ่ามนุษย์
..................แต่พระเยซูสอนว่า ไม่ใช่แต่ไม่ควรฆ่ามนุษย์เท่านั้น แต่ไม่ควรโกรธใครด้วย ไม่ควรด่า ไม่ควรกล่าวคำหยาบต่อใคร ๆ ด้วย ถ้าผู้ใดโกรธหรือด่า หรือกล่าวคำหยาบ ผู้นั้นจะต้องมีโทษถึงพิพากษา เพราะผู้ที่จะล้างบาปได้นั้นจะต้องทำใจให้บริสุทธิ์
..................โมเสสสอนว่า ให้ทำการแก้แค้นเท่าเหตุที่ตนได้เสียไป
..................แต่พระเยซูสอนว่า การแก้แค้นเป็นสิ่งไม่บังควรทำลาย แม้นใครเขาตบหน้าเราข้างหนึ่ง ก็หันอีกข้างหนึ่งให้เขาตบอีกดีกว่า หรือเขาอยากได้เสื้อชั้นในของเรา เราก็ควรให้เสื้อชั้นนอกแก่เขาด้วยและสอนให้อภัยมีเมตตา แม้แก่ศัตรู
..................โมเลสสอนว่า ห้ามล่วงประเวณีทางกายและวาจา
..................แต่พระเยซูสอนว่า แม้แต่ทางใจ (ความคิด) ก็ห้ามด้วยเช่นกัน
..................โมเลสสอนว่า ไม่ควรทราบสาบาน
..................แต่พระเยซูสอนว่า อย่าสาบานเลยดีกว่า
และคำสอนหนึ่งพระเยซูทรงสอนที่นับถือว่าสำคัญมาก ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็น
“กฎทองคำจองคริสต์ศาสนา” (Golden Rule) ก็คือ
           "จงปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนอย่างที่เราต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเรา”
          นอกจากนี้ก็ทรง สอนว่า ทำบุญไม่ต้องเอาหน้า อย่าสะสมทรัพย์ในโลกนี้ ระวังผู้เป็นประปราชญ์แต่ใจเป็นสุนัข รู้คนด้วย ผลของงานเช่นเดียวกับรู้จักต้นไม้เพราะผลไม้ เป็นต้น
 ผลแห่งเทศนาบนภูเขา
          เมื่อคำสอนเหล่านี้แพร่หลายออกไป ทำให้คนบางกลุ่มบางพวกเห็นว่าคำสอนของพระเยซูหลายเรื่องผิดจากคำสอนเดิมศาสนายิว และยิ่งพระเยซูกล่าวตำหนิผู้นำศาสนายิวว่าทำตนไม่เหมาะสม เป็นพวกหน้าซื่อใจคด จึงทำให้พระองค์มีผู้เกลียดชังมาก ทั้งพวกนักพรตยิวก็พาอิจฉา คำสั่งสอนใหม่ของพระเยซูกล่าวโดยสรุปความลำบากของพระเยซูในการสั่งสอนเกิดจากเหตุ 2 ประการ คือ
....................1.ชาวโรมันผู้มีอำนาจปกครองในเวลานั้นไม่พอใจ
....................2. บรรดานักพรตชาวยิวพากันริษยาความดีของพระเยซู ด้วยเกรงว่าพระเยซูจะประกาศศาสนาชิงเอาสาวกของตนไปเสีย
          ในตอนหลัง ๆ ต่อมาพระเยซูประกาศว่า จะพาคนทั้งหลายไปสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ ในทำนองว่าตนเป็นบุตรพระเจ้า พวกนักพรตชาวยิวยิ่งไม่พอใจ มากขึ้น ได้ตั้งข้อคัดค้านพระเยซูว่า พระเยซูไม่ใช่พระเมสสิอาห์ (Messiah) ที่จะช่วยชาวยิวตามทำนาย เพราะพระเมสสิอาห์นั้นจะต้องเป็น ผู้แกล้วกล้าสามารถเป็นนักรบไม่อ่อนแอ ไม่แต่หากมาเพื่อยุยงชาติชาวยิวให้แตกแยกกัน การที่พระเยซูสอนให้คนมีความเมตตากรุณาเสียสละ และให้อภัย แม้กระทั่งแก่ศัตรู ผิดประเพณีนิยม พวกนักพรตชาวยิวจึงถือเอามาเป็นเหตุสำคัญในการกำจัดการร้าย เป็นกบฏต่ออาณาจักรโรมัน เพิ่มขึ้นจากข้อหาว่าสอน ขัดแย้งต่อคำสอนของโมเสส และบังอาจอ้างตนเป็นบุตรของพระเจ้าและเป็นพระเมสสิอาห์
บั้นปลายชีวิต
           ภายหลังที่พระเยซูได้ประกาศศาสนา ได้มีโอกาสสั่งสอนให้คนเป็นคนดีมีเมตตา มีความรักต่อกันและกัน รวมทั้งได้ อนุเคราะห์ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ผู้เจ็บป่วย ผู้ไม่มีที่พึ่งทางใจ กำลังประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจยิ่ง โดยใช้เวลามาเพียง 3 ปี ชีวิตของพระเยซูก็จะมาถึงซึ่งอวสาน การอวสานของพระเยซูได้เกี่ยวเนื่องกับพิธีกินเลี้ยง (ขนมปังไม่มีเชื้อ) ที่เรียกว่า เทศกาลปัสคาลส์ ( Pascals) เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงวันที่โมเสสพาชาวยิวหนีออกจากอียิปต์พ้นจากความเป็นทาสได้ อันเป็นอาหารมื้อสุดท้าย (the Last Supper) พระเยซูได้ประทับนั่งบนโต๊ะยาวพร้อมอัครสาวก 12 คน ดูเหมือนพระเยซู จะทรงรู้ล่วงหน้าด้วยวิญญาณว่าจะมีคนมาตามจับพระองค์ และมีสาวกคนหนึ่งจะเป็นผู้ทรยศต่อพระองค์ ในขณะรับประทาน อาหารกันอยู่นั้นพระองค์ได้ตรัสปรารภเรื่องนี้ให้สาวกฟัง สาวกจึงได้ทูลถามว่าจะเป็นใครในบรรดาพวกตน พระเยซูจึงได้รับสั่ง
ก็ผู้ที่เอาขนมปังจิ้มในชามเดียวกับพระองค์นั้นแหละจะเป็นทรยศ
” ถึงกับรับสั่งต่อไปว่า “
คนเช่นนั้นเกิดมาก็เสียทีเกิด
” ยูดาสาวกคนที่ 12 ได้ฟังเช่นนั้นคงจะรู้สึกตัวถึงกับถามพระเยซูว่า “
ท่านอาจารย์หมายถึงข้าพเจ้าหรือ
” พรเยซูกับตรัสว่า “
ขนมปังนี้เท่ากับเนื้อร่างกายของพระองค์
” แล้วทรงหยิบแก้วไวน์ขึ้นพร้อมกับรับสั่งว่า
“เท่ากับโลหิตของพระองค์เป็นโลหิตแห่งสัญญา ขอให้ทุกคนจงทานและดื่ม เราจะไม่ได้เสวยร่วมกันอีกจนกว่าได้ร่วมกันใหม่ในอาณาจักรแห่งพระเจ้า (Kingdom of god)” พอรับประทานเสร็จก็ได้พร้อมกันร้องเพลงสรรเสริญเกียรติคุณของพระเจ้า แล้วพระเยซูก็ได้เสด็จเดินทางพร้อมกับสาวกไปยังภูเขามะกอกเทศ (Mount of Olives) แต่ปรากฎว่าระหว่างทาง ยูดาสาวกผู้ทรยศได้แอบหนีไป พรเยซูจึงได้ตรัสเตือนสาวกที่เหลือ 11 คน ให้รักซึ่งกันและกันว่า
“เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วฉันใด เจ้าจงรักซึ่งกันและกันด้วยฉันนั้น คนทั้งปวงจะรู้ได้ว่าเจ้าเป็นเหล่าสาวกของเรา ก็เพราะว่าเจ้าทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน” จากนั้นก็ได้ทรงพาสาวกเดินทางต่อไปยังตำบลเกธเซเมน (Gethsemane) ในระหว่างทางก็ได้ตรัสเล่าถึงการที่จะมีคนมาทำร้ายพระองค์ ซึ่งสาวกต่างพากันประกาศแข็งขันว่า จะยอมถวายชีวิต ถ้าตายก็ตายด้วยกันในขณะที่ทรงเจริญสมาธิอธิษฐานจิตหาความสงบ ณ บริเวณแห่งหนึ่งในตำบลนี้ พร้อมทั้งรับสั่งให้เฝ้ารักษาดูแลก็ได้มีพวกทหารโรมันโดยยูดาสาวกผู้ทรยศได้นำทางมา พร้อมทั้ง

ชี้ตัวพระเยซูให้พวกทหารโรมันได้เข้าจับพระเยซู ขณะนั้นปิเตอร์เปโตรอัครสาวกคนสนิทของพรเยซู ได้ชักดาบออกต่อสู้ป้องกัน มีผลทำให้ทหารโรมันคนหนึ่งหูขาดไปข้างหนึ่ง แต่พระเยซูห้ามว่า

“ผู้ที่ชักดาบจะพิจารณาเพราะดาบ”
พระเยซูก็เลยถูกจับโดยง่าย เพราะพระองค์ไม่ต่อสู้ป้องกันตัว ทั้งยังมีสติปล่อยให้จับด้วยดี ฝ่ายสาวกเล่าเห็นศาสดาของตนไม่ต่อสู้และยอมให้เขาจับไปแล้ว ก็พาหลบหนีไปด้วยความกลัว แม้ปิเตอร์หรือเปโตรก็กลัวอันตราย ได้แต่เดินติดตามไปในระยะที่ห่างไกล มีผู้ถามว่าเป็นสาวกของพระเยซูไม่ใช้หรือ ยังไม่กล้าตอบว่าใช่

พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน
          หลังจากที่พระเยซูถูกจับแล้ว พวกทหารโรมันก็ได้นำไปสู่ที่พิพากษาโทษ คณะกรรมการศาสนาของนักพรตยิว ได้พิพากษาตัดสินให้ลงโทษประหารชีวิตโดย ตรึงไม้กางเขนแต่การประหารชีวิตนั้นต้องนำเสนอขอความเห็นชอบต่อปิลาต (Pilate)
ผู้เป็นหัวหน้าปกครองโรมัน ชั้นแรกปิลาตก็บ่ายเบี่ยง แต่ในที่สุดก็ต้องประหารชีวิตตามเสียงส่วนมาก เพราะประชาชนร้องบอกว่า
“จะรับบาปเอาเอง” ต่อมาจากนั้นในรุ่งซึ่งเป็นวันศุกร์ พวกทหารโรมันจึงให้พระเยซูแบกไม้กางเขน เดินทางออกไปสู่ตำบลโกลโกธา (Golgotha) (ซึ่งแปลว่าตำบลเนินหัวกะโหลกผี) อันเป็นสถานที่ประหารคน พร้อมกันนั้นก็ได้นำนักโทษของบ้านเมืองคนอื่นอีก 2 คน เพื่อไปประหารชีวิตโดยตรึงไม้กางเขนเช่นเดียวกับพระเยซูเบื้องซ้ายคนหนึ่ง เบื้องขวาอีกคนหนึ่ง ในระหว่างทางไปสู่ที่ตรึง ณ เนินโกลโกธา นั้น ได้ผู้เดินทางตามไปดูเป็นจำนวนมาก มีคนผู้หนึ่งเดินทางตามไปแลร้องไห้ไปพลางด้วยความสงสาร พรเยซูทรงรับสั่งว่า
“อย่าร้องไห้สงสารเราเลย จงร้องไห้สงสารตัวเองเถิด” เมื่อเดินทางถึงตำบลโกลโกธาอันเป็นเนินประหารชีวิตแล้ว พวกทหารโรมันก็ได้จับพระเยซูขึ้นตรึงกับไม้กางเขน เพื่อเป็นการประจาน เอาตะปูตอกมือที่มือเหยียดยาวทั้งสองข้าง ส่วนเท้าทั้งสองข้างไขว้ติดกันแล้วเอาตะปูตอก โดยมีนักโทษถูกตรึงในลักษณะเดียวกัน ข้างซ้ายคนหนึ่ง และข้างขวาอีกคนหนึ่ง นับว่าเป็นการประหาร ชีวิตด้วยวิธีที่เหยี้มโหดและเหยียดหยามอย่างโจร ในระหว่างที่ถูกตรึงนั้นพระเยซู ได้รับการทรมานอย่างแสนสาหัส ในขณะนั้นก็ได้ทรงขอน้ำดื่มแล้วทรงขอพรจากพระเจ้า และมีคำสั่งว่า
"ขอทรงยกโทษให้เขาเพราะเขาได้ทำไปในสิ่งเขาไม่รู้
” คำพูดประโยคนี้ดูเหมือนถือกันว่าเป็นปัจฉิมพจน์ของพระเยซู ตั้งแต่เที่ยงวันของวันนั้นจนถึงบ่าย 3 โมง มีความวิปริตทางดินฟ้าอากาศ โดยอากาศได้มืดครื้มทั่วไปทั้งแผ่นดิน พอพระเยซูตรัสปัจฉิมพจน์ดังกล่าวแล้วไม่นาน มีพระโลหิตซึมจากมือและเท้าที่ถูกที่ตุปูตอก และพระศอ (คอ) ตกแล้วก็สิ้นพระชนม์ชีพไปอย่างเหลือที่จะทนทรมานได้เมื่อ พ.ศ. 575 มีพระชนมายุ ได้ 32 พรรษา ทั้ง ๆ ที่ ยังหนุ่มและยังโสด
          ต่อมาจากนั้นพวกทหารโรมันก็ได้จัดการนำศพไปบรรจุ การบรรจุนั้นได้เจาะศิลาเข้าไป แล้วเอาศพบรรจุ เอาแผ่นหินก้อนใหญ่เป็นฝาปิดปากช่อง มีผู้คนตามไปดูการบรรจุศพเป็นจำนวนมาก และหลายคนได้นำเอาน้ำหอมไปประพรมหลุมศพบรรจุศพด้วย พอถึงวันอาทิตย์มีผู้คนพากันไปสักการะหลุมบรรจุศพ แต่กลับได้พบว่าแผ่นดินฝาหลุมศพได้เคลื่อนออก และไม่มีศพอยู่ภายใน เป็นความเชื่อถือกันในหมู่คริสตศาสนิกชนส่วนมากว่า พระเยซูได้ทรงกลับฟื้นคืนชีพเสด็จขึ้นสวรรค์ อย่างไรก็ตามการที่พระเยซูต้องถูกตรึงด้วยไม้กางเขนสิ้นชีพเช่นนี้ นิกายโรมันคาทอลิกถือว่า พระยะโฮวาผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่มวลชนมนุษยชาติ ได้ประทานพระบุตร (พระเยซู) ลงมาเพื่อเสียสละชีวิตเป็นการไถ่ถอนโทษบาป (Atonement) ของมนุษย์ โดยพลีชีวิตพระบุตรของพระองค์ให้เป็นทาสพลี
          เมื่อพระเยซูได้ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีที่เหี้ยมโหด และสิ้นชีพอย่างทรมานไปแล้ว สาวกที่เคยหลบหนีเอาตัวรอดนั้นกลับได้คิด โดยเปโตรหรือปิเตอร์ อัครมหาสาวก ได้ประกาศตัวเป็นสาวกของพระเยซูโดยเปิดเผยและได้ทำการยอมสละชีวิต ประกาศเผยแพร่คำสั่งสอนของพระเยซูจนถูกจับส่งไปกรุงโรม แต่กษัตริย์ผู้ปกครองกรุงโรมันตัดสินว่าไม่ผิด เลยได้โอกาสเผยแพร่คำสั่งสอนเป็นการใหญ่จนแพร่หลายกลายเป็นศาสนา และปิเตอร์หรือเปโตรเองก็ได้รับยกย่องว่าเป็นนักบุญ (Saint) เท่ากับเป็นอรหันต์องค์หนึ่งของคริสต์ศาสนาซึ่งชาวคริสต์ศาสนิกชนได้พากันเรียกว่า เซนต์ปิเตอร์ ต่อมาได้กลายเป็นชื่อของมาวิหารสำคัญ คือ วิหารเซนต์ปิเตอร์ตั้งอยู่ในบริเวณสำนักวาติกันในกรุงโรมทุกวันนี้ ส่วนยูดาสาวกผู้ทรยศรับสินจ้างเป็นเงินเพียง 30 แผ่น ให้ทหารโรมันมาจับอาจารย์ของตนไปประหารนั้น ภายหลังก็กลับได้สำนึกในความผิดของตน เสียใจทนอยู่ในโลกดูหน้าใครไม่ได้ จึงนำเงินค่าจ้างฆ่าพระเยซูนั้นไปบริจาคอุทิศให้แก่คนยากจนในโบสถ์แห่งหนึ่ง แล้วไปผูกคอตาย

อ้างอิงจากwww.chuthamas.com
 

   
คัดสรรมาฝากโดย ez002 (นงนุช สมิทธิ์เมธีรักษ์) บทความทั้งหมดของคุณ ez002
วันที่ 17/06/2550 เวลา 19:24:33
เข้าชมบทความนี้แล้ว 8151 ครั้ง ได้รับการโหวต 27 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 8151 คน ตอบ 2 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 2
วันที่ 16/7/2552 19:08:52
โดย คุณ คุณ ก้อง
IP : 125.27.98.***
 

ข้อมูลเยอะมากๆ

โพสต์เมื่อ : 16/7/2552 19:08:52
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 1
วันที่ 31/5/2552 12:14:44
โดย คุณ ป๊อป
IP : 125.26.208.***
 

ดีมากๆคะ

โพสต์เมื่อ : 31/5/2552 12:14:44
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 8151 คน ตอบ 2 คน ) 1 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด