มนุษยศาสตร์: ศาสตร์ว่าด้วยเรื่องมนุษย์

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

มนุษยศาสตร์: ศาสตร์ว่าด้วยเรื่องมนุษย์

โดย  พระมหาสุรศักดิ์  สุรเมธี (ชะมารัมย์)

นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา

………………………………………..

 

บทนำ

 

บรรดาศาสตร์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมีอยู่ในโลกในขณะนี้นั้น ต่างมีจุดกำเนิดมาจากศาสตร์ๆหนึ่ง คือ มนุษยศาสตร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่สำคัญว่าด้วยกระบวนการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับตัวมนุษย์และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในทุกๆด้าน รวมถึงความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้วย  แม้ว่ามนุษยศาสตร์จะเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ในทุกๆด้านก็ตาม แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่ต้องแยกศึกษาจำเพาะออกไปเพื่อให้ได้รายละเอียดมากขึ้น  ด้วยเหตุนี้เอง มนุษยศาสตร์จึงได้แตกแขนงออกเป็นหลายๆศาสตร์ ซึ่งแต่ละศาสตร์ก็ยังสามารถแตกแขนงย่อยออกไปได้อีก จนแทบเรียกได้ว่าหาจุดจบไม่ได้ เพราะยิ่งถ้ามนุษย์มีความสงสัยและประสงค์อยากได้คำตอบในสิ่งใด เรื่องใดแล้ว มนุษย์หาหยุดอยู่กับที่ไม่ มนุษย์จะเพียรพยายามค้นหาจนกว่าจะได้รับคำตอบที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม การศึกษาถึงต้นตอของศาสตร์แขนงต่างๆนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะจะทำให้ทราบถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการ ตลอดถึงประวัติความเป็นมาของแต่ละศาสตร์ย่อยได้ อีกด้วย

 

คำนิยามของมนุษยศาสตร์

 

คำว่า มนุษยศาสตร์ (เทียบกับภาษาอังกฤษได้คำว่า Humanity) แยกมาจาก คำว่า มนุษย์ กับคำว่า ศาสตร์ และคำว่า มนุษย์ นั้นมีคำนิยามต่างๆดังนี้ คือ

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ได้นิยามคำว่า  มนุษย์ ไว้ว่า “ คน หรือ มนุษย์ สามารถนิยามได้ทั้งในทางชีววิทยา, ทางสังคม และทางเจตภาพ (spirituality) ในทางชีววิทยานั้น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิด Homo sapiens (ภาษาละติน: "มนุษย์ผู้รู้") ซึ่งจัดเป็นไพรเมตยืนสองขาชนิดหนึ่งในวงศ์ใหญ่ Hominoidea ร่วมกับลิงไม่มีหางหรือวานรอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ ลิงชิมแปนซี, ลิงกอริลลา, ลิงอุรังอุตัง และชะนี  มนุษย์มีลำตัวตั้งตรงซึ่งทำให้รยางค์คู่บนว่างลงและใช้จัดการวัตถุสิ่งของต่าง  ได้ มนุษย์ยังมีสมองซึ่งพัฒนาอย่างมากและมีความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงนามธรรม, การพูด, การใช้ภาษา และการใคร่ครวญ ในด้านพฤติกรรม ความเป็นมนุษย์นิยามด้วยการใช้ภาษา; การจัดโครงสร้างสังคมอันซับซ้อนในรูปของกลุ่ม, ชาติ, รัฐ และสถาบัน; และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ความแตกต่างทางพฤติกรรมเหล่านี้ของมนุษย์ก่อให้เกิดวัฒนธรรมนับหมื่นนับพันวัฒนธรรม ซึ่งยึดถือความเชื่อ, ตำนาน, พิธีกรรม, คุณค่า และปทัสฐานทางสังคมต่าง ๆ กันไป”

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน 2542 ได้นิยามคำว่า  มนุษย์ ไว้ว่า “สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล, สัตว์ที่มีจิตใจสูง, คน”

ส่วนคำว่า ศาสตร์ มีนิยามต่างๆดังนี้คือ

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน 2542 ได้นิยามคำว่า ศาสตร์ ไว้ว่า “ระบบวิชาความรู้, มักใช้ประกอบหลังคำอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ มนุษยศาสตร์”

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ได้กล่าวไว้ใน คำว่า วิทยาศาสตร์ ว่า"วิทยาศาสตร์" มักถูกใช้เพื่อแทนคำว่า "Science" ในภาษาอังกฤษ แต่ถ้าจะกล่าวให้ตรงความหมายแล้ว เราใช้คำว่า "วิทยาศาสตร์" เพื่อหมายถึง "Exact science" ซึ่งไม่รวมสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์เอาไว้ แม้ว่าสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์จะใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน การแบ่งแยกดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากความแตกต่างในด้านเนื้อหาและธรรมชาติของการศึกษา มิใช่เรื่องของความจริงหรือความถูกต้องแต่อย่างใด คำว่า "Science" ในภาษาอังกฤษจะมีความหมายเทียบเท่ากับคำว่า "ศาสตร์"

        ดังนั้น จากคำนิยามต่างๆข้างต้น เมื่อรวมความหมายเข้าด้วยกันระหว่าง มนุษย์ กับ ศาสตร์ แล้ว คำว่า มนุษยศาสตร์ หรือ Humanity จึงหมายถึง กระบวนการศึกษาความคิด ความอ่านของมนุษย์ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม อาทิ ด้านภาษา วัฒนธรรม   ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ปรัชญา วรรณคดี โบราณคดีประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง กฎหมาย รวมถึงสิ่งต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นมา สั่งสมกันมาและสืบทอดกันต่อๆมาอีกด้วย

 

ศาสตร์สาขาย่อยของมนุษย์ศาสตร์

 

            มนุษย์ศาสตร์มีศาสตร์สาขาย่อยที่แตกแขนงออกไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อทำให้มนุษยศาสตร์มีความสมบูรณ์ในเนื้อหามากขึ้น อาทิ

 

 

 

มนุษยศาสตร์

ภาษา

ปรัชญา

ศาสนา

วัฒนธรรม

ประวัติศาสตร์

ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ภาษา

 

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กล่าวว่า ภาษา คือ ระบบของท่าทาง ไวยากรณ์ เครื่องหมาย เสียง

สัญลักษณ์ และคำ ซึ่งใช้เป็นตัวแทนและใช้สื่อสารแนวคิด ความคิด และความหมาย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาษาคือ "รหัสเชิงอรรถศาสตร์"

เรื่องภาษาจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และมีความสำคัญกับมนุษย์เป็นอย่างมาก มนุษย์ทุก

สังคม ทุกยุค ทุกสมัย ต่างมีภาษาใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น คนไทย มีภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสารกัน ดังนั้น คนไทยจึงพูดสื่อสารภาษาไทยกัน  คนอังกฤษ  คนอเมริกัน คนออสเตรเลีย มีภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสารกัน  ดังนั้น คนเหล่านี้ จึงพูดสื่อสารภาษาอังกฤษกัน เป็นต้น แม้แต่สัตว์ก็ยังมีการใช้ภาษาในการสื่อสารระหว่างกันขึ้น เพื่อให้อีกพวกเกิดความเข้าใจ ดังนั้น ทั้งมนุษย์และสัตว์จึงมีการใช้ภาษาเหมือนกัน แต่มนุษย์และสัตว์มีการใช้ภาษาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสำเนียงการออกเสียง ตัวหนังสือ ไวยากรณ์ สัญลักษณ์ ท่าทาง เป็นต้น   ภาษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตประจำวันทั้งของมนุษย์และสัตว์

           

ปรัชญา

 

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน 2542  กล่าวว่า ปรัชญา คือ วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้

และความจริง

มนุษย์เริ่มสัมผัสกับปรัชญานับแต่คลอดและมีชีวิตอยู่รอดมา  จากนั้นก็เริ่มเกิดความสงสัยในสิ่ง

ต่างๆ และพยายามหาคำตอบให้กับสิ่งที่ตนสงสัยนั้น เมื่อได้คำตอบกับสิ่งหนึ่งก็เกิดสงสัยสิ่งอื่นขึ้นมาอีก เช่น สงสัยว่าทำไมฟ้าจึงร้อง  ทำไมฝนจึงตก  ทำไมเครื่องบินจึงบินได้  ทำไมต้นไม้จึงมีสีเขียว เป็นต้น มนุษย์เริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆเหล่านี้มากขึ้นเมื่อตอนที่เจริญวัยและได้ศึกษาเรียนรู้มากขึ้นโดยลำดับ ผลจากการศึกษาเรียนรู้ทำให้มนุษย์พอคลายความสงสัยไปบ้าง  พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ที่ทรงหาวิธีการกำจัดความทุกข์ออกไปจากชีวิต และได้ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะค้นหาวิธีการกำจัดทุกข์ออกไปจากชีวิต  จนในที่สุด พระองค์ก็ทรงค้นพบวิธีการดังกล่าวและได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อพระองค์มีปัญหาปรัชญาเกิดขึ้น พระองค์ก็มิได้ทรงนิ่งเฉย ทรงแสวงหาหนทางหรือวิธีการเพื่อแก้ปัญหาปรัชญาที่ทรงสงสัยนั้น และในที่สุดด้วยความวิริยะอุตส่าหะ ทำให้พระองค์สามารถแก้ปัญหาปรัชญานั้นๆ ได้ชนิดที่ว่าถึงรากแก่นของปรัชญาเลย

 

ศาสนา

           

คณะกรรมการประจำชุดวิชาศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า  ศาสนา  คือ

คำสอนที่ศาสดานำมาเผยแผ่ สั่งสอน แจกแจง แสดงให้มนุษย์ละเว้นจากความชั่ว กระทำแต่ความดี เพื่อประสบสันติสุขในชีวิตทั้งในระดับธรรมดาสามัญและความสุขสงบนิรันดร ซึ่งมนุษย์ยึดถือปฏิบัติตามคำสอนนั้นด้วยความเคารพเลื่อมใสและศรัทธา  คำสอนดังกล่าวนี้ จะมีลักษณะเป็นสัจธรรมที่มีอยู่ในธรรมชาติแล้วศาสดาเป็นผู้ค้นพบ หรือจะเป็นโองการที่ศาสดารับมาจากพระเจ้าก็ได้

                                มูลเหตุที่ทำให้มนุษย์มีศาสนาขึ้น อาทิ ความกลัว ความไม่รู้ ความจงรักภักดี และความต้องการสันติภาพและความสงบสุขในสังคมตน  ด้วยเหตุนี้ ศาสนาจึงถือกำเนิดขึ้นและมีอิทธิผลอย่างมากต่อมวลมนุษย์ ศาสนาทุกศาสนาว่าด้วยคุณค่าทางจิตใจ กล่าวคือ ทุกศาสนาสอนเรื่องจิตใจที่เป็นนามธรรมว่าด้วยเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ความดี ความงาม ความเชื่อ ความจริงและความมีคุณค่า   จึงก่อให้เกิดความผูกพันกับมนุษย์ในแง่คุณค่าทางจิตใจ   เช่น สอนให้ทำความดี ละความชั่ว  สอนให้เชื่อในโองการของพระเจ้า  สอนให้รักเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์  สอนให้ประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดศีลธรรม เป็นต้น ดังนั้น ศาสนาจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อมนุษย์ เพราะเป็นเครื่องช่วยหล่อหลอมความคิด ความอ่าน และความเชื่อของมนุษย์ให้เกิดการใช้ในทางที่ถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อผู้อื่น เพื่อให้เข้าถึงความจริงสูงสุดในชีวิต

 

ประวัติศาสตร์

 

            คณะกรรมการประจำชุดวิชาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย

กล่าวว่า  ประวัติศาสตร์ มีความหมายใน 2 ลักษณะคือ

                                1. ประวัติศาสตร์ หมายถึง เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีต และสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำหรือสร้างแนวความคิดไว้ทั้งหมด ตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติที่มีผลต่อมนุษยชาติ

                                2. ประวัติศาสตร์ หมาย ถึง เหตุการณ์ในอดีตที่นักประวัติศาสตร์ได้สืบสวนค้นคว้าแสวงหาหลักฐานมารวบรวม วิเคราะห์ ตีความหมาย และเรียบเรียงขึ้น โดยหยิบยกขึ้นมาศึกษาเฉพาะสิ่งที่ตนเห็นว่ามีความหมายและมีความสำคัญ

            ตามที่ผู้เขียนกล่าวไว้ในบทความเรื่องประวัติศาสตร์สำคัญไฉน...ทำไมต้องเรียน ตอนหนึ่งว่า  ประวัติศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์เป็นวิชาอดีตก็ว่าได้  แต่การที่เราจะศึกษาประวัติศาสตร์นั้น เราจำเป็นต้องมีวิธีการ หรือหลักการ กฎเกณฑ์หลายๆอย่างมาประกอบการศึกษา เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง และข้อมูลที่นำมาอ้างอิงนั้นจะต้องเป็นข้อมูลที่เป็นจริง และสามารถพิสูจน์ได้ มิใช่เป็นเพียงการจินตนาการนึกคิดเอาตามความรู้สึกของเราเอง เสมือนกับนิยายที่เราจะนึกวาดฝันจินตนาการเอาอย่างไรก็ได้  และ ข้อมูลที่นำมาใช้ในการอ้างอิงนั้น ท่านเรียกว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์  ซึ่งจะมีประโยชน์มากในการศึกษาประวัติศาสตร์

                มนุษย์ทุกคนไม่มีคนไหนเลยที่ไม่อยากรู้เรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดในอดีตไม่ว่าจะเป็นอดีตของตนเอง  อดีตของบรรพบุรุษ  อดีตของถิ่นอาศัยของตน เป็นต้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา ใคร่รู้แทบทั้งสิ้น เพราะอดีตสามารถบ่งบอกสถานะภาพหรือความเป็นอยู่ในปัจจุบันได้  บางคนเป็นมหาเศรษฐี ก็พยายามมองอดีตของตนเองว่า ตนเองได้ทำมาหากินอย่างไร จึงได้กลายมาเป็นมหาเศรษฐีได้  เป็นต้น

                ดังนั้น ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์โดยละเอียดอย่างถ่องแท้ ก็จะทำให้เป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตเป็นอย่างดี  กว่าคนที่ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์เสียอีก ตามที่กล่าวแล้ว

 

 

วัฒนธรรม

 

                    อาจารย์สุชีพ  ปุญญานุภาพ กล่าวถึงวัฒนธรรมไว้ว่า ความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” ในภาษาไทยนั้นอาจเข้าใจกันง่ายๆว่า “ความเจริญงอกงามที่มนุษย์ทำให้เกิดขึ้น” และอาจรองรับความหมายในภาษาอังกฤษทางมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ว่า “มรดกทางสังคม” ในฐานะเป็นสิ่งที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ และจะถ่ายทอดไปให้แก่อนุชน และความหมายทางภาษาที่แสดงผลชี้ไปถึงเหตุที่ว่า “ความดีขึ้นหรือประณีตขึ้นกว่าเดิม โดยการศึกษาและฝึกหัด” หรือ “สภาพแห่งการที่จิตใจ รสนิยม และจริตอัธยาศัยได้รับการฝึกหัดหรือทำให้ประณีตขึ้น”

                        วัฒนธรรมช่วยแยกมนุษย์ออกจากสัตว์ เพราะสัตว์จะดำเนินชีวิตไปวันๆโดยอาศัยสัญชาตญาณเท่านั้น สัตว์ที่แข็งแรงกว่าก็จะเป็นผู้ล่าสัตว์ที่อ่อนแอกว่า สัตว์ที่อ่อนแอกว่าก็จะเป็นฝ่ายทนทุกข์ทรมาน คอยหลบหลีกหนีภัยคุกคามจากสัตว์นักล่า ซึ่งจะไม่ทำให้สัตว์มีการพัฒนาหรือเจริญขึ้นกว่าเดิมเลย ซึ่งก็จะต้องวนเวียนเป็นวัฏฏะจักรอยู่เรื่อยไปเช่นนี้ แต่มนุษย์มีมันสมองที่อัจฉริยะ สามารถคิดค้นวิธีการเอาชีวิตรอดปลอดภัยในการดำเนินชีวิตในธรรมชาติได้ สามารถกำหนด และวางกฎเกณฑ์เพื่อจัดระเบียบสังคมตนให้น่าอยู่ เพื่อไม่ให้ผู้ที่แข็งแรงกว่ารังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า อันจะนำมาซึ่งความเจริญแก่สังคมตน  มนุษย์ได้วางกฎ กติกากันอย่างนี้รุ่นแล้วรุ่นเล่า สืบทอดต่อๆกันมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย จนทำให้สังคมตนมีความเจริญงอกงามและพัฒนาไปกว่าสัตว์จำพวกสายพันธุ์อื่นๆมาก

 

บทสรุป

 

หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้ว่า

“เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง

เหมือนดั่งยูงมีดีที่แววขน

ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน

หากต่ำล้นแม้คนมิอาจเป็น”

 

จากบทกลอนของหลวงพ่อพุทธทาสบทนี้ สะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่ามนุษย์เป็นผู้ที่มีจิตใจที่สูงส่ง เป็นผู้ที่มีวัฒนธรรมอันดีงาม มีความงามทั้งด้านกาย วาจา และใจ ดังนั้น มนุษย์จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นสัตว์ผู้ประเสริฐ สามารถเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาไปสู่ความดีงามอันสูงสุดได้ เหมือนดังพระพุทธเจ้าที่ทรงฝึกฝนพระองค์เองจนกลายเป็นผู้ประเสริฐมีพระจริยาวัตรงดงาม ดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างของพุทธบริษัท

มนุษยศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยมนุษย์อย่างแท้จริง ที่เน้นกระบวนการศึกษาประวัติความเป็นมาของมนุษย์ วิวัฒนาการของมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของมนุษย์ เป็นต้น ควบคู่กับการพัฒนามนุษย์ให้ไปสู่ภูมิธรรมขั้นสูงยิ่งขึ้นต่อไป อาจกล่าวได้ว่ามนุษยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจเรื่องมนุษย์ อันจะนำไปสู่กระบวนการพัฒนา และแก้ไขปัญหาต่างๆของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ...

 

 

อ้างอิงประกอบการเขียน

 

คณะกรรมการประจำชุดวิชาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย.

ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา (ตำราเรียน), 2550   หน้า 5

คณะกรรมการประจำชุดวิชาศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย. ศาสนศึกษา (ตำราเรียน),

2550   หน้า 7

พระมหาสุรศักดิ์  สุรเมธี. ประวัติศาสตร์สำคัญไฉน...ทำไมต้องเรียน (บทความ), หน้า 2

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน 2542

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สุชีพ  ปุญญานุภาพ.วัฒนธรรมวิทยา, 2540 หน้า 7

 

   
คัดสรรมาฝากโดย sanglam (Surasak Chamaram) บทความทั้งหมดของคุณ sanglam
วันที่ 30/04/2550 เวลา 17:45:00
เข้าชมบทความนี้แล้ว 8022 ครั้ง ได้รับการโหวต 17 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 8022 คน ตอบ 4 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 5
วันที่ 16/5/2552 18:09:40
โดย คุณ tnn
IP : 58.9.202.***
 



น่าสนใจนะคณะนี้

จากมนุษย์คนหนึ่ง

v
v
v

โพสต์เมื่อ : 16/5/2552 18:09:40
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 4
วันที่ 8/12/2551 14:29:02
โดย คุณ ฟ้า
IP : 125.27.112.***
 

หาอารายก็ม้ายเจอเซงเป็ดวะ

โพสต์เมื่อ : 8/12/2551 14:29:02
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 3
วันที่ 16/6/2550 12:00:25
โดย คุณ we care u
IP : 202.28.180.***
 

*** สูตรเด็ด เคล็ดลับ เพิ่มน้ำหนัก หนุ่มสาว มาแล้ววว*****

วิธีการ และ รูปตัวอย่างของผู้เพิ่มน้ำหนักสำเร็จ

http://www.relaxzy.com/board/viewtopic.php?p=30191

สนใจ click
www.wsrv.net/ro/lookcharming

โพสต์เมื่อ : 16/6/2550 12:00:25
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 2
วันที่ 24/5/2550 22:37:39
โดย คุณ Tachyon
IP : 203.113.80.***
 



โพสต์เมื่อ : 24/5/2550 22:37:39
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 8022 คน ตอบ 4 คน ) 1 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด