มีความหมายของ คำศัพท์วิชา เศรษฐศาสตร์ มาให้คะ

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

คำศัพท์ และความหมาย

วิชาเศรษฐศาสตร์

 

1.                  Barter Economy           (เศรษฐกิจการแลกเปลี่ยน)

คือเอาสิ่งของแลกเปลี่ยนกับสิ่งของโดยตรงอีกต่อไป  ซึ่งลำบากในการนำพา  หาคนต้องการตรงกันไม่ได้ หรือแลกกันไม่ได้พอดีเต็มหน่วย การร่วมกันทำงานก็ไม่ต้องใช้วิธีเอาผลผลิตมาแบ่งส่วนกันอีกต่อไป แต่คนที่รวยหน่อยก็รับผลผลิตเอาไว้สำหรับนำไปจำหน่ายต่อ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ร่วมงานอื่นๆ เป็นเงินตรา หรือถ้าไม่รวยมากนักก็ต้องใช้วิธีจำหน่ายก่อน เมื่อได้เงินแล้วจึงเอามาแบ่งให้แก่ผู้ร่วมงานในสังคมในระบบเศรษฐกิจแบบ เช่นในปัจจุบัน บุคคลแต่ละคนจะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หรือเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เป็นทั้งผู้จ้างและผู้รับจ้าง ในตลาดซึ่งดูยืดยาวไม่รู้จบ ความต้องการของผู้หนึ่งโดยมีสิ่งตอบแทนจะไปทำให้อีกผู้หนึ่งยินดีผลิตสิ่งที่บุคคลแรกต้องการนั้นเสมือนหนึ่งว่าเขาได้ผลิตสิ่งนั้นขึ้นด้วยมือของเขาเองทีเดียว (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องติดต่อกันโดยตรง แต่อาจแลกเปลี่ยนผ่านผู้อื่นอีกหลายต่อหลายทอด) ทุกคนต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันเช่นนี้

2.                  Basic Economy  (ปัญหาเศรษฐกิจขั้นมูลฐาน)

ศึกษาวิธีการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติในการประมาณค่าสมการถดถอย แบบสมการเชิงเดี่ยว สมการเชิงซ้อน และระบบสมการ วิธีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาทางสถิติกรณีที่ไม่เป็นไปตามข้อสมมติพื้นฐาน ปัญหาและเทคนิคการเลือกตัวแบบ โครอิทีเกรชั่น (Co integration) ยูนิตรูท (unit roots) และศึกษาการประยุกต์ใช้เศรษฐมิติกับแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหภาค

3.                  Capital  (ทุน)

คือ เศรษฐทรัพย์ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน หรือเศรษฐทรัพย์ที่ใช้ในการผลิตเศรษฐทรัพย์อื่นๆ สำหรับการแลกเปลี่ยนที่ต้องมีเรื่อง “การแลกเปลี่ยน” อยู่ด้วยในคำจำกัดความของคำว่า “ทุน” ก็เพราะเรามุ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมส่วนรวม ถ้าผลิตเองใช้เองไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น สิ่งที่นำมาช่วยในการผลิตถึงแม้จะถือได้ว่าเป็น “ทุน” สำหรับส่วนตัวผู้นั้น ก็ไม่ถือว่าเป็น “ทุน” สำหรับสังคมเครื่องมือต่างๆ ทางช่าง เครื่องจักร โรงงาน ร้านค้า และสินค้าในร้าน นับว่าเป็นทุนที่แท้จริงแต่ที่ตั้งโรงงานหรือร้านค้าเป็นปัจจัยที่ 1 (คือ ที่ดิน)ธนบัตรหรือเงินตราก็เป็นทุน แต่เป็นทุนซึ่งส่วนมากจะมีมูลค่าแท้จริงน้อยกว่ามูลค่าที่กำหนดให้แก่เงินตรานั้นๆ    ถ้าเป็นระบบการคลังที่ใช้ทองคำหนุนหลัง ธนบัตรก็คือตัวแทนของทองคำซึ่งมีอยู่ในท้องพระคลังเช็คหรือใบสัญญารับรองการกู้หนี้ ก็เช่นเดียวกัน คือ เป็นทุนในแง่ที่ว่าเป็นประโยชน์ในการผลิต (ซึ่งหมายความรวมถึงการแลกเปลี่ยน) แต่มูลค่าแท้จริงของมันอาจจะเพียง 5 หรือ 10 สตางค์ ไม่ใช่เป็นหมื่นเป็นแสนบาทตามจำนวนเงินที่เขียนในเช็คหรือใบสัญญานั้นๆเพราะฉะนั้น ธนบัตร เช็ค หรือใบสัญญากู้เหล่านี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านจึงไม่ยอมถือว่าเป็นทุนตามความหมายที่แท้จริง คงถือเป็นเพียงตัวแทนของทุนเท่านั้นการศึกษาเล่าเรียน หรือการฝึกหาความชำนาญนั้น ตามความหมายทั่วไป ถือว่าเป็น “การลงทุน” อย่างหนึ่ง  แต่ความจริงมิใช่  หากเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานทางสมอง หรือทางกาย ตามแต่กรณี

อย่างไรก็ตาม ในด้านการบัญชี หรือธุรกิจ การถือว่าที่ดิน และการให้การฝึกหัดศึกษาอบรมเป็นทุน หรือการลงทุนนั้น ย่อมเป็นการถูกต้อง  แต่ในการศึกษาทางเศรษฐ-ศาสตร์ บางครั้งเรามีความจำเป็นที่จะต้องแยกความแตกต่างเหล่านี้

               

4. Capital Goods    (สินค้าประเภททุน)

ทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สินค้าประเภททุน" เช่น เครื่องมือ เครื่องจักร เป็นต้น

 

5. Capitalism          (ลัทธิทุนนิยม)

เป็นระบบเศรษฐกิจที่ถือว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นเจ้าของ และลงทุนในการผลิตเป็นกรรมสิทธิของเอกชน และยินดีให้ผู้ประกอบการมีโอกาสแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรหรือผลประโยขน์อื่นๆ ตามความสามารถและความปรารถนาของแต่ละคน
ลัทธิทุนนิยมเกิดขึ้นในตอนปลายยุคกลาง ประมาณ ค.ศ.1100-1500 ทั้งนี้โดยใฃ้ข้อมูล 3 ประเด็นในการพิจารณาคือ
1)มีความปรารถนาในกำไรเป็นจุดสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจ
2)เกิดการสะสมทุนและทุนได้ถูกนำไปใช้เพื่อแสวงหากำไร
3) มีการพัฒนาเทคนิคแบบทุนนิยม ได้แก่การสะสมทุนและการนำทุนไปใช้ในธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร

 

6. Cobweb Theory              (ทฤษฎีใยแมงมุม)

การศึกษาถึงลักษณะของการกำหนดราคาในตลาดสินค้าเกษตรในกรณีประเทศไทย สามารถนำทฤษฎีนี้มาอธิบายปรากฏการณ์ของราคา และปริมาณสินค้าเกษตรได้ตามระยะเวลา และฤดูกาล

 

7. Commodity         (สินค้า)

เป็นสิ่งที่สนองความต้องการของมนุษย์ตามปกติสิ่งที่ใช้สนองความต้องการนั้น

8. Communism        (ลัทธิคอมมิวนิสต์)             

เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะถือกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งหมด เพื่อให้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการผลิตสินค้าและบริการเป็นของประชาชนทั้งมวล ในปัจจุบันประเทศที่ใช้ระบบคอมมิวนิสต์อย่างสมบูรณ์จริง ๆ นั้นไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว จะมีก็แต่ระบบสังคมนิยมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดเท่านั้น คือ ยอมให้ทำการค้าเสรีได้บ้าง เป็นต้นจัดเข้าเป็นลักษณะหนึ่งของเศรษฐกิจทุนนิยมก็เพราะว่า มีการสะสมทุน มีระบบการจัดการในการผลิตแบบทุนนิยม เพียงแต่รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แทนที่จะเป็นเอกชน ดังที่ประเทศในค่ายโลกเสรีเขากระทำกัน การจัดการด้านการผลิตและการบริการ นั้นก็ใช้หลักการเดียวกับ หลักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม เพียงแต่โลกทัศน์ ของคนในประเทศ ค่ายคอมมิวนิสต์ ถูกจำกัดให้ไม่ต้องคิด ไม่ต้องดิ้นรนที่จะเสพ เพราะทุกคนมีความเสมอภาคกัน ลัทธิคอมมิวนิสต์ จะใช้นโยบายทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดทิศทางของการเมือง

 

9. Company (บริษัท)

คือบริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ

1.       การดำเนินการจัดตั้งบริษัทจำกัด

ในการจัดตั้งบริษัทจำกัดนั้น จะต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้
(1) ต้องมีผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป เข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิขึ้น แล้วไปจดทะเบียน
(2) เมื่อได้จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องจัดให้หุ้นของบริษัทที่จะตั้งขึ้นนั้นมีผู้เข้าชื่อจองซื้อหุ้นจนครบ
(3) ดำเนินการประชุมตั้งบริษัท โดยต้องส่งคำบอกกล่าวนัดประชุมให้ผู้จองทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ก่อนวันประชุม
(4) เมื่อได้ประชุมตั้งบริษัท และที่ประชุมได้แต่งตั้งกรรมการบริษัทแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องมอบหมายกิจการให้กรรมการบริษัทรับไปดำเนินการต่อไป
(5) กรรมการบริษัทเรียกให้ผู้เริ่มก่อการและผู้จองหุ้นชำระค่าหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้น (ทุนของบริษัทจะแบ่งเป็นกี่หุ้นก็ได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท)
(6) เมื่อได้รับเงินค่าหุ้นแล้ว กรรมการต้องไปจดทะเบียนเป็นบริษัทภายใน 3 เดือน ภายหลังจากการประชุมตั้งบริษัท

 

10. Competition     (การแข่งขัน)

การแข่งขันกันในทางธุรกิจย่อมมีความมุ่งหมายเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด แต่ในเมื่อมีผู้อื่นร่วมแข่งขันด้วยอย่างเสรี วิธีเดียวที่จะให้ได้กำไรสูงสุด ก็คือพยายามเสนอสินค้า หรือบริการที่ดีที่สุด แต่ราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มิฉะนั้นก็จะไม่มีใครมาซื้อสินค้า หรือใช้บริการของตน

                การแข่งขันกันเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจหยุดนิ่งได้ จำต้องค้นคว้าหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้การผลิต หรือการบริการของตนมีประสิทธิภาพสูงสุด  นั่นคือ ต้นทุนการผลิต (Cost of Production) ต่ำสุด แต่ได้ผลผลิต หรือบริการที่ดีที่สุด ทั้งนี้เพื่อจะขายให้ได้ในราคาต่ำที่สุดในเมื่อคุณภาพและปริมาณเท่ากัน เขาจึงเรียกกันว่าการแข่งขันคือชีวิตของการค้าหรือการประกอบอาชีพต่างๆ (Competition is the life of trade.)

                เมื่อการแข่งขันเป็นไปเพื่อเสนอสินค้าหรือบริการที่ดีที่สุดในราคาต่ำที่สุดเช่นนี้ เราจึงเรียกได้เต็มปากว่า การแข่งขัน คือ ความร่วมมือ   ทำไมหรือ?   ก็เพราะทุกคนย่อมต้องการของดี ราคาถูก อันเป็นไปตามหลักมูลฐานที่ว่า มนุษย์ย่อมหาทางบำบัดความต้องการของตนโดยใช้ความพยายามแต่น้อยที่สุด

           

11. Consumer Economics              (เศรษฐกิจผู้บริโภค)

การที่บุคคลสามารถจัดหาสินค้าและบริการ  เพื่อนำไปใช้บำบัดความต้องการส่วนตัวและในครัวเรือน ความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนเมื่อรวมกันจะเป็นอุปสงค์รวมในสินค้าและบริการของตลาด  ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตและการกระจายรายได้ของประเทศ  เพราะเมื่อผู้บริโภคต้องการสินค้าอย่างใดมากขึ้นย่อมจูงใจให้ผู้ผลิตสนใจลงทุนขยายการผลิตสินค้านั้นเพิ่มขึ้น

 

12. Consumer Goods   (สินค้าผู้บริโภค)

เป็นสินค้าและบริการที่สามารถนำมาบำบัดความต้องการของผู้บริโภคได้โดยตรง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

(1)    สินค้าถาวร (Durable Goods) คือ สินค้าที่มีอายุการใช้งานนาน เช่น บ้าน รถยนต์ ตู้เย็น เป็นต้น

(2)    (2) สินค้าเสียง่าย (Perishable Goods) คือ สินค้าที่มีอายุการใช้งานสั้นมาก หรือเน่าเสียง่าย เช่น อาหาร เสื้อผ้า เป็นต้น

 

13. Consumer’s surplus   (ส่วนเกินผู้บริโภค)

SURPLUS ก็คือความแตกต่างระหว่างปริมาณเงินที่ผู้ซื้อตั้งใจจะจ่ายซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง กับปริมาณเงินที่เขาจ่ายไปจริงๆ ถ้าคิดดูให้ดีจะเห็นว่าความแตกต่างของเงินสองยอด(ตั้งใจจ่ายกับจ่ายจริง) โดยแท้จริงแล้วเป็นตัววัดประโยชน์(BENEFIT) ที่ผู้ซื้อได้รับจากสินค้าชนิดนั้น ตามที่ผู้ซื้อมองเห็นและเข้าใจ นอกเหนือไปจากความสุขที่ได้รับจากบริโภคสินค้าชิ้นนั้นแล้ว

14. Consumption ( การบริโภค)

คือ การกินหรือการใช้สอยรวมอยู่ในนิยามศัพท์ด้วย ก็เพราะเขาถือว่าการบริโภคเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เรื่องส่วนรวมของสังคม  ความต้องการบริโภคเป็นสาเหตุให้เกิดการผลิตอยู่แล้ว  เศรษฐศาสตร์ควรจะจบลงเมื่อเศรษฐทรัพย์ได้ถูกแบ่งส่วนออกไป (เพื่อบำบัดความต้องการของมนุษย์) แล้ว ยกเว้นไว้แต่เมื่อมีการนำเอาเศรษฐทรัพย์นั้นๆ มาใช้เป็นทุนดำเนินการผลิตต่อไปใหม่เท่านั้น

 

15. Co-operative  (การสหกรณ์)

สหกรณ์" เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใช้เมื่อต้นสมัยรัชกาลที่ 6 มาจากคำ ภาษาอังกฤษว่า cooperation แปลว่า การร่วมกันทำงาน การทำงานด้วย กัน หรือการร่วมมือกัน

      ธุรกิจแบบสหกรณ์ถือการ  “รวมคน”  มากว่า “รวมทุน”  เป็นวิธีการประกอบการเศรษฐกิจแบบหนึ่งที่ผู้อ่อนแอในเศรษฐกิจ รวมแรง ปัญญา และทุน จัดตั้งโดยสมัครใจ ตามหลักการช่วยตนเอง เพื่อประโยชน์ร่วมกัน              โดยผู้เป็นสมาชิกต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดไว้ในข้อบังคับของสหกรณ์ สมาชิกทุกคนมีสิทธิออกเสียงได้คนละ 1 เสียง ไม่ว่าจะถือหุ้นเท่าใดก็ตาม

 

16. Corporations ( บรรษัทหรือบริษัท)

"บรรษัท" หมายความว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

 

17. Cost  (ต้นทุน)

ต้นทุน (Cost) หมายถึง ทรัพยากรหรืองบประมาณ (Inputs) ซึ่งได้แก่ค่าใช้จ่าย       ทั้งหมด(Expenses)ที่ใช้ในกระบวนการ กิจกรรมต่างๆ (Process) เพื่อก่อให้เกิดผลผลิต (Outputs)

 

18. Credit  (เครดิต)

เครบิต (Credit) ใช้อักษรย่อว่า "Cr หมายถึงจำนวนเงินที่แสดงทางด้านขวาของบัญชีการลงรายการทางด้านขวาของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้สินทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายลดลงการลงรายการทางด้านขวาของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้หนี้สิน รายการเงินทุน หรือรายได้เพิ่มขึ้นจากความหมายดังกล่าว เดบิตจะใช้บันทึกรายการพร้อมกับจำนวนเงินทางด้านซ้ายของบัญชี ในการบันทึกรายการจะมีผลทำให้บัญชีสินทรัพย์หรือบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนบัญชีหนี้สิน ทุน หรือบัญชีรายได้จะลดลง สำหรับเครดิตจะใช้บันทึกรายการพร้อมกับจำนวนเงินทางด้านขวาของบัญชี ในการบันทึกรายการจะมีผลทำให้บัญชีหนี้สิน ทุน หรือบัญชีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนบัญชีสินทรัพย์ หรือบัญชีค่าใช้จ่ายจะลดลง

 

 

 

19. Debentures  (หุ้นกู้)

หุ้นกู้ (Debentures) ได้แก่ หลักทรัพย์ที่กิจการหนึ่งๆ ออกจำหน่ายเพื่อระดมทุน โดยอาจมีสินทรัพย์จำนองเป็นประกันหรือไม่ก็ได้ และผู้ถือหุ้นมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกหุ้น

 

20. Demand   (อุปสงค์)

คือ ปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภค หรือผู้ซื้อยินดีที่ซื้อที่ระดับราคาต่าง ๆ ภายใต้สถานการณ์ในที่นี้หมายความว่าการตัดสินใจของผู้บริโภคเกิดจาการเปลี่ยนแปลงในราคาสินค้าเท่านั้น โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค  อุปสงค์สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค

 

21. Deposits   ( การรับฝากเงิน)

คือ การรับฝากเงิน เงินมัดจำ   โดยมีสถาบันทางการเงินที่ดูแดในตัวเงินที่นำไปฝากไว้กับสถาบันนั้น ๆ   และมีการตอบแทนในหลายรูปแบ

 

22. Distribution  (การกระจายทรัพยากร)

Distribution    การกระจายทรัพยากร

คือ  การนำเอาทรัพยากรที่หาได้ยากใช้ให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์ในสังคม  จะผลิตสินค้าอะไร ผลิตในปริมาณเท่าไร และใครจะเป็นผู้บริโภค พร้อมทั้งการนำปัจจัยต่าง ๆมาใช้ในการผลิต

 

23. Distribution of income    (การกระจายรายได้)

แบ่งออกเป็น  2  ความหมาย

1.  การกระจายรายได้ตามหน้าที่การผลิต  (Functional of Factorial Income Distribution)   หมายถึงการกระจายรายได้ไปยังปัจจัยการผลิต และเจ้าของปัจจัยการผลิตซึ่งได้แก่ เจ้าของที่ดิน เจ้าของทุน และคนงาน  ในฐานะที่บุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์การการผลิตหรือเนื่องจากเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งถูกนำไปใช้ในการผลิต

2.  การกระจายรายได้ระหว่างบุคคลหรือการกระจายรายได้ตามขนาด  (Personal of Size Distribution of Income)   การกระจายรายได้ระหว่างบุคคลหรือ ครอบครัว ต่าง ๆ โดยแบ่งตามแบบของรายได้ (Income Classes)  โดยไม่กำหนดว่า บุคคลนี้หรือครอบครัวนี้เหล่านั้น เป็นปัจจัยการผลิตหรือเจ้าของปัจจัยการผลิตประเภทใด

 

24. Division of  Labor   ( การแบ่งแยกแรงงานในการผลิต)

คือ  การแบ่งแยกแรงงานที่ให้เหมาสมกับการประกอบกิจกรรมในการผลิต  เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพสูง     Division of Labor Division of  Labor    การแบ่งแยกแรงงานในการผลิต

คือ  การแบ่งแยกแรงงานที่ให้เหมาสมกับการประกอบกิจกรรมในการผลิต  เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพสูง     การแยกความพยายามออกเป็นหลายอย่าง หรือการแบ่งงาน (Division of Labour หรือ Division of Work) เช่น กลุ่มหนึ่งปลูกข้าว กลุ่มหนึ่งทอผ้า กลุ่มหนึ่งขุดถ่านหิน กลุ่มหนึ่งพิมพ์หนังสือ และยังแยกย่อยออกไปได้อีก เช่น ในการพิมพ์หนังสือ คนหนึ่งก็พิมพ์ คนหนึ่งพิสูจน์อักษร คนหนึ่งตัดกระดาษ อีกคนหนึ่งเย็บเล่ม เป็นต้นการแบ่งงานทำให้เกิดอารยธรรม และวิทยาการเจริญก้าวหน้า เพราะทำให้แต่ละคนแต่ละอาชีพสามารถมุ่งความสนใจไปที่จุดเดียว และเรียนรู้หรือฝึกหัด จนเกิดความรู้ความชำนาญเฉพาะอย่างขึ้น (Specialization) ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตขึ้นอย่างมหาศาล ลองคิดดูก็ได้ว่าถ้าแต่ละคนต้องผลิตสิ่งที่ตนต้องการเองทั้งหมด เช่น ต้องปลูกข้าวเอง หุงข้าวเอง หาฟืน ผ่าฟืน ติดไฟ ปลูกฝ้าย ทอผ้า เย็บผ้า ทำเข็มเย็บผ้า หาไม้ สร้างบ้าน ฯลฯ ด้วยตนเองทั้งสิ้น ประสิทธิภาพในการผลิตจะต่ำแค่ไหนและมนุษย์เราจะยากแค้นเพียงใด คงจะพอเดากันได้

การแบ่งงานช่วยให้การผลิตได้ผลดีขึ้นดังนี้

    1) ประหยัดเวลาและแรงงาน

2) ใช้ประโยชน์จากความสามารถที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและแต่ละท้องถิ่น

3) ทำให้แต่ละคนเกิดความชำนาญ หรือทักษะ (Skill)

4) ทำให้ความรู้เกิดสะสมกันมากขึ้น

5) ทำให้หน่วยผลิตแต่ละหน่วยสามารถผลิตของแต่ละอย่างเป็นจำนวนมากได้ (เพราะผลิตสำหรับผู้อื่นด้วย) ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง

6) ทำให้เกิดการค้นคิดประดิษฐ์ และใช้เครื่องจักรกล ซึ่งเหมาะสำหรับการผลิตจำนวนมาก (Large-scale หรือ Mass Production)

 

25. Duo poly  ( ตลาดผู้ขาย  2  ราย)

คือ ตลาดที่มีจำนวนผู้ขายน้อยและแต่ละรายขายสินค้าในตลาดเป็นสัดส่วนกันมาก จึงทำให้ผู้ขายแต่ละราย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงราคาและปริมาณผลผลิตได้

 

 

 

26. Duopsony  (  ตลาดผู้ซื้อ   2   ราย )

       คือ  มีผู้ฃื้อจำนวนน้อยราย  ผู้ผลิตจึงไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าให้ราคาสูง และมีกำไรมาก ราคาจึงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทำให้ผู่ผลิตหยุดหรือเลิกกิจการและออกจากตลาดไปในที่สุด               

 

27. Duty        (ภาษีขาเข้า)

ภาษีที่เรียกเก็บจากการดำเนินธุรกิจและนำเข้าสินค้าในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้แก่ ภาษีขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม การเรียกเก็บภาษีจะเริ่มต้นดำเนินการเมื่อมีการนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้าเป็นผู้ชำระภาษี ทั้งนี้การเรียกเก็บ
ภาษีทั้ง 3 ประเภท มีดังต่อไปนี้
1.  ภาษีขาเข้า
(Import Duty)
   การเรียกเก็บภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าหมวดต่าง ๆ แบ่งออกได้เป็น
1.1 สินค้าอุปโภค บริโภค อัตราภาษี ร้อยละ 5 - 40
1.2 ยานพาหนะ อัตราภาษี ร้อยละ 50 - 150
1.3 บุหรี่ อัตราภาษีขาเข้าเท่ากับ ร้อยละ 60
1.4 สุรา และเบียร์ อัตราภาษีขาเข้าเท่ากับ ร้อยละ 80

 

28. Econometrics  (เศรษฐคณิตศาสตร์)

หรือการสร้างแบบจำลองเศรษฐมิติ (econometric model) คือการใช้ความรู้คณิตศาสตร์ และความรู้สถิติเข้ามาช่วยในการประยุกต์ความรู้ในแง่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ไปสู่เทคนิคในการปฏิบัติมันมีข้อจำกัด หรือข้อเสียมาก

 

29. Economic  (เศรษฐกิจ)

เป็นเรื่องของความพยายามในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  ให้เกิดการประหยัดมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการผลิต  การบริโภคหรือการจำแนกแจกจ่ายสินค้าไปยังผู้บริโภค  เนื่องจากประชาชนมีความต้องการในสินค้าและบริการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจึงต้องหาวิธีการที่จะนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ในทางที่ประหยัดที่สุดและในทางที่จะสนองความต้องการได้อย่างสูงที่สุด

 

30. Economic Activities  (กิจกรรมทางเศรษฐกิจ)

กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นการประกอบอาชีพของมนุษย์เพื่อแสวงหาสิ่งจำเป็นในการดำรง

ชีวิต  สามารถแบ่งความเป็นมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ 2 ระยะคือ

1. กิจกรรมเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตัวเอง หรือแบบยังชีพ  Subsistence economic activities เป็นระบบเศรษฐกิจง่าย ๆ ผลิตเพื่อบริโภค ไม่ได้จำหน่าย   มีระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ Barter System

2.  กิจกรรมเศรษฐกิจแบบการค้า Commercial economic activities  เป็นสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน มีการแบ่ง

 

31. Economic Development  ( การพัฒนาเศรษฐกิจ)

ศึกษาแนวความคิด ทฤษฎี และกลยุทธต่างๆ ของการพัฒนาเศรษฐกิจ ปัญหาและขอบเขตจำกัดของทฤษฎีการพัฒนาเศรษบกิจ เพื่อนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช ้ในการวิเคราะห์นโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนศึกษาถึงเทคนิคกระบวนการของการวางแผนเศรษฐกิจ และการวิเคราะห์กรณีศึกษาประกอบ

32. Economic Goods  (เศรษฐทรัพย์)

ที่ต้องจ่ายเพื่อจะได้มาใช้   เช่น อาหาร เสื้อผ้า รถยนต์   ฯลฯ    แบ่งเป็น

1)      สินค้าที่ใช้บริโภค Consumer good  เป็นสินค้าที่สามารถบำบัดความต้องการได้ทันที เช่น เสื้อ รองเท้า แว่นตา ฯลฯ

2)      สินค้าที่ใช้ในการผลิต   Capital good เป็นสินค้าที่ใช้เป็นปัจจัยการผลิต เช่น เตาในการทำขนมเค็ก   คอมพิวเตอร์ในโรงงาน  เครื่องจักรในโรงงาน ฯลฯ

SERVICES บริการ เป็นสินค้าที่ไม่มีตัวตน ไม่สามารถจับต้องได้แต่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ เช่น บริการการศึกษา  บริการรักษาพยาบาล บริการโรงแรม ฯลฯ

ราคาและมูลค่า Price and Value

ราคา Price เป็นสิ่งของ  หนึ่งหน่วย ซึ่งเทียบค่าเป็นเงิน เช่น เสื้อตัวละ 450 บาท ปากกาโหลละ 96 บาท ผ้าเมตรละ 299 บาท   ข้าวกระสอบละ 1,250 บาท  เป็นต้น

มูลค่า Value ปริมาณสิ่งของ มากกว่าหนึ่งหน่วย เทียบค่าเป็นเงินตรา เช่น เสื้อ 5 ตัว มีมูลค่า  2,250 บาท  ทุเรียน 2 ลูกมีมูลค่าเท่าลิ้นจี่ 1 กก. เป็นต้น

การบริโภค Consumption  เป็นการบำบัดความต้องของผู้บริโภค  ได้แก่ การรับประทาน  การฟัง  การมองเห็น  เป็นต้น

การผลิต Production เป็นการนำปัจจัยการผลิตเข้าสู่ขบวนการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าและบริการ

ปัจจัยการผลิตในทางเศรษฐศาสตร์ ประกอบด้วย  ที่ดิน  แรงงาน และทุน

ที่ดิน Land   เป็นปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะที่ดิน แต่หมายรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ

แรงงาน Labor เป็นแรงงานและความสามารถของคน 

ทุน Capital แบ่งเป็น 2 ชนิด คือทุนที่เป็นเครื่องมือ โรงงาน ในการผลิต และเงินทุน financial capital เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ในการผลิต และเงินทุนในการผลิต

 

33. Economic Growth (ความจำเริญทางเศรษฐกิจ)

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงเป็นแกนกลางในการพัฒนาทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่เรียกว่า Economic Growth ดังนั้นโลกในยุคที่ผ่านมานี้ จึงถือเอาความเจริญและการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมากเราจึงเรียกยุคที่ผ่านมานี้ว่า เป็น ยุคนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคที่นิยมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงปี ค.ศ. 1960 - 1970 (พ.ศ. 2503 - 2513) องค์การสหประชาชาติได้เร่งรัดให้มีการพัฒนามากขึ้น โดยประกาศให้ช่วงปีดังกล่าว เป็นทศวรรษแห่งการพัฒนา (Development Decade) วัตถุประสงค์ให้การตั้งทศวรรษแห่งการพัฒนานี้ก็เพื่อแก้ปัญหาสำคัญ 3 ประการ มีประเทศกำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา กำลังประสบอยู่ก็คือ

 

34. Economic Planning   (การวางแผนทางเศรษฐกิจ)

คือการวางแผนเพื่อประสานงานนโยบายต่างๆของรัฐบาลวางเป้าหมาย(TARGET) และกำหนดวิธีการ  (INSTRUMENTS) ในส่วนของรัฐบาลและส่วนของเอกชนเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจสอดคล้องกันเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รักษาระดับการว่าจ้างงาน การมีสานทำเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

 

35. Economics  (เศรษฐศาสตร์)

เป นวิชาที ่ ศึ กษาพฤติ กรรมของมนุ ษย ที ่ เกี ่ ยวกั บการดํ าเนิ นกิ จกรรมทางเศรษฐกิ จของมนุษย   เช น การเลื อกใช จจั ยการผลิ ต (ทรัพยากร ) ที ่ มี อยู อย างจํ ากั ด เพื ่ อก อให เกิ ดประโยชน สู งสุ ดนอกจากนั ้นยั งศึ กษาเกี ่ยวกั บการกระจายและการแลกเปลี ่ยนผลผลิ ตเพื ่ อให สั งคมมี ความเป นอยู ดี ทั ้ งหมดนี ้เศรษฐศาสตร อาจจะกล าวว า เป นการจั ดสรรทรั พยากรที ่ มี อยู อย างจํ ากั ด เพื ่ อก อให เกิ ดประโยชน ที ่ ดี ที ่ สุ ดของมนุ ษย และสั งคม

 

36. Economic System  (ระบบเศรษฐกิจ)

คือ ลักษณะการดํ าเนิ นกิ จกรรมทางเศรษฐกิ จของแต ละสั งคม เพื ่ อบรรลุจุดหมายสู งสุ ดทางเศรษฐกิ จ (อยู ดี กิ นดี มั ่ งคั ่ ง ) สิ ่ งแวดล อมและป จจั ยต างๆ ของแต ละสั งคมต างกั น จึ งทํ าให ลั กษณะการ      ดํ าเนิ นกิ จกรรมทางเศรษฐกิ จของแต ละสั งคมแตกต างกั นไป

 

 

 

37. Economic unit  ( หน่วยเศรษฐกิจ)

หน่วยเศรษฐกิจ (Economic Units)

การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อปฏิบัติภารกิจให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และสามารถสนองความต้องการผู้บริโภคได้สูงสุด ผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจนี้ เราเรียกว่า หน่วยเศรษฐกิจ(Economic Units)

หน่วยเศรษฐกิจแบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือ
.ฝ่ายครัวเรือน (Household)

ทำหน้าที่ในการจัดหาปัจจัยการผลิตที่ตนมีอยู่ในรูปของที่ดิน แรงงาน ทุน และการประกอบการให้แก่ฝ่ายผลิตหรือฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายผลิตหรือฝ่ายธุรกิจ จะนำปัจจัยการผลิตไปทำการผลิต เมื่อทำการผลิตสินค้าและบริการได้แล้ว ก็จะจำหน่ายจ่ายแจก ไปให้ฝ่ายครัวเรือนนำไปบริโภคใช้สอยต่อไป ดังนั้นฝ่ายครัวเรือนจึงทำหน้าที่ ๒ ประการ คือ
.ให้ปัจจัยการผลิตของตนแก่ฝ่ายผลิต
.บริโภคสินค้าและบริการต่างๆ
.ฝ่ายผลิต (Firm)หรือ ฝ่ายธุรกิจ(Business)

เป็นฝ่ายตัดสินใจนำเอาปัจจัยการผลิตมาใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการ รวมทั้งการกระจายสินค้า หรือบริการไปสู่ผู้บริโภค และกระจายรายได้ให้แก่เจ้าของปัจจัยการผลิต ฝ่ายผลิตจึงทำหน้าที่ ๒ ประการคือ

. ผลิตสินค้าหรือบริการ

.กระจายสินค้าหรือบริการและกระจายรายได้

 

38. Elasticity of Demand  (ความยืดหยุ่นของอุปสงค์)

         การกำหนดราคาตามแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์เป็นไปตามอุปสงค์ และอุปทานของสินค้าและบริการ ลูกค้ามีอิทธิพลต่อราคาโดยผ่านอุปสงค์ ส่วนต้นทุนสะท้อนภาพผ่านอุปทาน ส่วนคู่แข่งขันเสนอทางเลือกหรือสินค้าทดแทน ซึ่งมีผลต่ออุปสงค์และราคา นักเศรษฐศาสตร์มีความเห็นว่า ถ้ากิจการขึ้นราคาสินค้า จำนวนขายจะลดลง เนื่องจากราคาเป็นผลสรุปของราคาที่สูงขึ้นต่อหน่วย แลกกับจำนวนที่ขายลดลง ความอ่อนไหวของหน่วยที่ขายต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาเรียกว่า  ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (elasticify of demand)

    ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ เป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดราคา การประเมินค่าของความยืดหยุ่นของอุปสงค์ เป็นวัดระดับการเปลี่ยนแปลงจำนวนหน่วยที่ขาย เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคา สูตรการคำนวณเป็นดังนี้

ความยืดหยุ่นของอุปสงค์

=

ln (1 + % การเปลี่ยนแปลงปริมาณขาย)

 

 

ln (1 + % การเปลี่ยนแปลงราคา)


ln คือ การแสดงค่า log function

 

39. Elasticity of Supply  (ความยืดหยุ่นของอุปทาน)

เป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอขายสินค้าและบริการต่ออัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า

Es  = % (Qs (%(P

 

 

 


        Es = ((Q((P)(P (Q)

ค่าความยืดหยุ่นจะมากน้อยขึ้นกับ ความยากง่ายในการผลิต  ถ้าสามารถผลิตสินค้าได้ง่าย Es มาก ถ้าผลิตสินค้าได้ยากต้องใช้เวลา Es น้อย

ประเภทความยืดหยุ่นของอุปทานต่อราคา

1.       อุปทานไม่มีความยืดหยุ่นเลย Perfectly inelastic ; Es = 0 ปริมาณขายคงเดิม ไม่ว่าราคาสินค้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร    เป็นสินค้าที่หายาก ทำเทียมแล้วคุณสมบัติต่างกัน   เส้นอุปทานขนานแกนราคา (แกนตั้ง)

2.       อุปทานมีความยืดหยุ่นน้อย  Relatively inelastic ; 0 ( Es (1 เมื่อราคาเปลี่ยน 1%  ปริมาณขายจะเปลี่ยนน้อยกว่า     1%  เป็นสินค้าทีผลิตยาก ไม่สามารถจัดหาได้เมื่อต้องการ เช่น สินค้าเกษตร  เส้น Es ค่อนข้างชัน

 

40. Employment  (การมีงานทำ)

 

 

41. Equilibrium price  (ราคาดุลยภาพ)

หมายถึง ระดับราคาที่มีปริมาณซื้อเท่ากับปริมาณขาย หรืออุปสงค์เท่ากับอุปทาน แต่เนื่องจากปริมาณขายไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกัน แต่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม ส่วนปริมาณขายกับราคาจะเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกัน ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ปริมาณซื้อเท่ากับปริมาณขายที่จุดใดจุดหนึ่ง ณ ระดับราคาที่ทำให้ผู้บริโภคต้องการซื้อ และผู้ผลิตต้องขาย

 

42. Exchange  (การแลกเปลี่ยน)

แลกเปลี่ยนหรือปริวรรตกรรม (Exchanging) คือการยอมเสียของสิ่งหนึ่งให้แก่ผู้อื่นไปเพื่อให้ได้อีกสิ่งหนึ่งจากเขามาแทน การแลกเปลี่ยนนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนผลผลิตหรือเศรษฐทรัพย์กันโดยตรง (Barter) แบบโบราณก็ได้ หรือจะใช้เงินตราเป็นสื่อกลาง (Pecuniary Exchange) ก็ได้ การที่ถือว่าปริวรรตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตก็เพราะเป็นการกระทำเพื่อให้ผลผลิตกับความต้องการบริโภคของมนุษย์มาบรรจบกัน เป็นการก่อให้เกิดอรรถประโยชน์ในความเป็นเจ้าของ (Ownership Utility หรือ Possession Utility) มากขึ้นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของทรัพย์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการบริโภค การผลิต และการกระจาย รายได้ซึ่งปัจจุบันเราใช้  “เงินตรา” เป็นซื่อกลางในการื้อขายแลกเปลี่ยน

 

43.  Factors of Production  (ปัจจัยการผลิต)

ปัจจัยการผลิต เป็นสินค้าอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่าสินค้าของผู้ผลิต ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยการผลิตเป็นสินค้าที่ผู้ผลิตต้องการ  แตกต่างไปจากสินค้าและบริการโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้อุปโภคบริโภคต้องการ ประกอบด้วย

ที่ดินแรงงานทุนผู้ประกอบการ

 

44.   Free Goods  (สินค้าเสรี)

สินค้าเสรี (ทั่วไป) ไม่มีกฎเกณฑ์ใดเป็นข้อห้าม จึงส่งออกได้ตามปกติ สินค้ากลุ่มนี้มีมากมาย ผู้ส่งออกสามารถเลือกทำการค้าได้โดยเสรี

45.  Free Market  (ตลาดเสรี)

แสดงให้เห็นการแข่งขันระหว่างผู้ขายสินค้าและทรัพยากร          นักเศรษฐศาสตร์แบ่งการแข่งขันในตลาดออกเป็น 4 ตลาด คือ

 

 

 

46. Function  (ฟังก์ชัน)

Function    หมายถึง   การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณปัจจัยชนิดต่างๆ ที่ใช้ในสินค้าชนิดหนึ่งกับปริมาณที่เกิดจากการใช้ปัจจัยนั้นๆ  โดยสามารถเขียนเป็นสัญญาลักษณ์  ได้ดังนี้  Q = fcF , S , L , R  ….(  etc )

 

47.  Iincome  (รายได้)

Income   หมายถึง  ดอกเบี้ยราคาหรือรายได้ที่เจ้าของปัจจัยทางการผลิตประเภททุนได้รับจากผู้ที่นำทุนไปใช้ในการผลิต  โดยคิดผลตอบแทนปัจจัยการผลิตประเภททุนเป็นร้อยละของจำนวนเงินที่กู้ไปใช้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ

 

48.  Iinterest  (ดอกเบี้ย)

คือ การเพิ่มพูนจากจำนวนของเงินต้น ซึ่งในด้านอิสลามแล้ว พิจารณาโดยเฉพาะในด้านของการเพิ่ม อัลลอฮ์ (ซบ.) กล่าวว่า "สิ่งที่สูเจ้าได้ดำเนินการเกี่ยวกับดอกเบี้ย เพื่อความพอกพูนในทรัพย์สินของมวลมนุษย์นั้น ที่จริงแล้วหาได้พอกพูน ณ อัลลอฮ์ไม่" อีกอายะฮ์หนึ่งอัลลอฮ์ (ซบ.) ได้กล่าวว่า "อัลลอฮ์จะลบล้างดอกเบี้ยและทางเพิ่มพูนสำหรับการบริจาค" การเพิ่มพูน หรือการงอกเงยนั้นต้องประกอบด้วยบะรอกะฮ์ที่สูงส่งไปจากดอกเบี้ย ดอกเบี้ยในความเข้าใจก็คือ เงินที่เพิ่มขึ้นจากเงินต้น โดยคิดเป็นอัตราร้อยละของเงินต้น ที่ถูกำหนดระยะเวลาตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้

 

49.  Investment  (การลงทุน)

การที่บุคคลนำจำนวนเงินทั้งหมดที่ผู้ผลิตจ่ายออกไปในการซื้อสิ่งของเข้ามาเพื่อทำการค้าขาย  ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่าง ๆ ที่จ่ายออกไปเป็นตัวเงิน เช่น ค่าจ้าง  เงินเดือน ค่าเช่า อชดอกเบี้ย ค่าประกัน ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง  ค่าโฆษณา เป็นต้น

 

50. Labor  (แรงงาน)

หมายถึง   บริการจากคนซึ่งให้เกิดผลผลิตทั้งที่เป็นสิ่งของและบริการ  ผู้ที่ทำงานจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คือ  ผลิตสินค้าและบริการสนองความต้องการของผู้บริโภค เรานิยมเรียกแรงงานในฐานะเป็นปัจจัยการผลิตว่าเป็นปัจจัยการผลิตว่าเป็นกำลังแรงงาน ซึ่งมีอายุตั้งแต่  11 ปี  ขึ้นไป

 

 

51.  Land  (ที่ดิน ,ทรัพยากรธรรมชาติ)

หมายถึ ง แหล งผลิ ต ซึ ่ งหมายรวมถึ งทรั พยากรที ่ อยู ในบริ เวณนั ้ นทั ้ งหมด

 

52. Law of Demand  (กฎของอุปสงค์)

คือ กฎที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้ากับปริมาณเสนอขาย

 

53.  Law of Diminishing Return     (กฎแห่งการทดแทน)

คือ กฎว่าด้วยผลตอบแทนลดลงจะเกิดขึ้นในการผลิตระยะสั้น กฎนี้กล่าวว่าถ้าเพิ่มปัจจัยการแปรผันเข้าไปทำงานร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ที่คงที่มากเกินกว่าปริมาณหนึ่งจะทำให้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นในอัตราลดลง หรือทำให้ผลผลิตเพิ่มของปัจจัยแปรผันลดลง

 

54. Law of Diminishing Marginal Utility 

(กฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์เพิ่ม)

คือ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อผู้บริโภคได้เพิ่มสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้อรรถประโยชน์เพิ่ม ที่ได้รับจากการบริโภค สินค้านั้นๆ ลดน้อยถอยลง  ซึ่งเป็นแนวความคอดของนักเศรษฐศาสตร์สำนัก นีโอคลาสสิก

 

55. Law of return to scale (กฎผลได้ต่อขนาด)

การเปลี่ยนแปลงจำนวนผลผลิตเมื่อจำนวนปัจจัยการผลิตทุกชนิดที่ใช้ในการผลิตเปลี่ยนแปลงไปเช่นเมื่อเพิ่มปัจจัยการผลิตทุกชนิดเข้าไปเป็นสองเท่า ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า น้อยกว่า 2 เท่า หรือ มากกว่า 2 เท่า

 

56. Law of supply (กฎของอุปทาน)

คือ กฎที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้ากับปริมาณเสนอขาย หมายถึงปริมาณสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้ขายมีความสามารถที่จะผลิตออกมาจำหน่ายและยินดีที่จะเสนอขาย ณ ระดับราคาต่างๆ นั้นหากเวลาเปลี่ยนไปจะทำให้ปริมาณสินค้าหรือบริการ ที่ผู้ขายจะนำออกขายในตลาดย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย

 

57. Law of Substitution  (กฎแห่งการทดแทนกัน)

อัตราส่วนเพิ่มของการทดแทนกันของสินค้า หมายถึงการลดลของสินค้าชนิดหนึ่งเมื่อได้บริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่ง  โดยได้รับความพอใจเท่าเดิม เช่น กรณีมีสินค้า 2 ชนิด คือสินค้า X และสินค้า Y  การทดแทนกันระหว่างสินค้า  X  และสินค้า Y โดยถ้าลดบริโภคสินค้า X ลงก็จะต้องบริโภคสินค้า Y เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับความพอใจให้ได้

 

58. Letter of Credit  (จดหมายเครดิต)

เป็นวิธีการชำระเงินที่สร้างความมั่นใจให้แก่ทั้งฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายโดยให้ธนาคารของผู้ซื้อซึ่งอยู่ในประเทศผู้นพเข้ายืนยันดารชำระเงินผ่านธนาคารของผู้ขายซึ่งอยู่ในประเทศผู้ส่งออก หากได้รับเอกสารที่ต้องการครบถ้วนแกผู้ขายหรือผู้ส่งออกใน L/C จะต้องมีการระบุสกุลเงินที่ใช้ชำระหนี้กันด้วย

 

59. Liberalism (ลัทธิเสรีนิยม)

เกิดขึ้น จากนายทุนปัจเจกชน ในระดับล่าง ทีมิใช่ศักดินา ลัทธินี้ เชื่อว่ามนุษย์ มีความเท่าเทียมกัน มีสิทธิเสรีภาพเสมอกันได้ แต่เพราะอำนาจของรัฐมากดขี่ไว้มิให้ประชาชนคิด พูด หรือกระทำตามปราถนาได้ โดยเฉพาะการผลิตและการค้า รัฐจะต้องเปิดอย่างเสรี ปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความเฟื่องฟูของลัทธิเสรีนิยม คือ 3.1 เสรีภาพทางการเมือง ที่จะคิด พูดเขียน รับรู้ข่าวสาร มีความเท่าเทียมกันในการใช้อำนาจทางการเมือง ด้วยการจำกัดหรือลดอำนาจของรัฐลง จัดให้มีการเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปบริหารประเทศ

3.2 เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ในการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคล เสรีภาพในการลงทุน สะสมทุน การแสวงหากำไร ความมั่งคั่ง และการบริโภค (ก้าวเข้าสู่ยุค Mass production) และ Mass comsumption) การเปิดตลาดแบบเสรี ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านการผลิต และการค้า ผู้ที่มีอำนาจกว่าย่อมได้เปรียบ

 

60. Loans  (การกู้ยืมเงิน)

                การกู้ยืมเงิน คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้กู้” ได้ขอยืมเงินจำนวนหนึ่งตามที่ได้กำหนดไว้จากบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้ให้กู้” เพื่อผู้กู้จะได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้สอยตามที่ประสงค์และผู้กู้ตกลงว่าจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ให้กู้ตามเวลาที่กำหนดไว้โดยผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ตามอัตราที่ตกลงกันไว้เป็นการตอบแทน

 

61. Macroeconomic  (เศรษฐศาสตร์มหภาค)

เศรษฐศาสตร์มหภาค เป็นการศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนรวม เช่น ศึกษาถึงผลผลิตรวมของประเทศ อัตราการจ้างงานของประเทศ การเงินและการธนาคาร การพัฒนาประเทศ การค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น

 

62. Marginal Utility  (อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย)

การใช้จ่ายเงินในแต่ละครั้งต้องให้คุ้มค่ากับความพอใจที่เพิ่มขึ้น ในทางเศรษฐศาสตร์จะเรียกความพอใจที่ได้รับเพิ่มขึ้นนี้ว่า ความพึงพอใจส่วนเพิ่มหรือ อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal Utility) ซึ่งการเลือกซื้อหรือบริโภคสินค้าหนึ่งๆ ก็ควรได้รับความพึงพอใจมากกว่าเงินที่เสียไปเสมอ

 

63. Marginal Value  (ค่าหน่วยสุดท้าย)

•                     อัตราส่วนระหว่างส่วนเปลี่ยนแปลง
ของตัวแปรตามกับส่วนเปลี่ยนแปลงของ
ตัวแปรอิสระ

:  เป็นการพิจารณาว่าตัวแปรตามจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อตัวแปรอิสระเปลี่ยนแปลงค่าไป 1 หน่วย

 

 

64. Market (ตลาด)

หมายถึง สถานที่ซึ่งมีการซื้อขายและแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน

หมายถึง สถานที่ใดที่หนึ่งซึ่งมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน หรือที่ซึ่งจัดไว้เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบปะซื้อขายกัน

 

 

65. Market price   (ราคาตลาด)

หมายถึง ราคาทรัพย์สินอื่นๆ ที่มีการซื้อขายหรือประกาศขายอยู่ในบริเวณนั้น หรือหมู่บ้านนั้น ซึ่งมีมากมายหลายราคา โดยการประเมินผู้ประเมินจะต้องนำราคาตลาดที่สืบหาได้ มาทำการวิเคราะห์มูลค่าตลาดอีกทีหนึ่งเพื่อหามูลค่าที่แท้จริง

66. Mass production   (การผลิตปริมาณมาก)

คือ กระบวนการผลิตถูกกำหนดโดยการดำเนินการผลิตระยะยาวที่มีมาตรฐาน ผลผลิตเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีรูปแบบที่ได้ กำหนดไว้ โดยลูกค้าไม่ได้มีความต้องการที่พิเศษ เช่น  โทรศัพท์มือถือ

 

67. Mercantilism    (ลัทธิพาณิชย์นิยม)

โดยนายทุนศักดินา เป็นการก้าวเข้าสู่ระบบการค้าระหว่างประเทศ ที่ต้องผลิตสินค้าออกขายให้มากที่สุด เป็นการสะสมทุน ความมั่งคั่ง เงิน และทองคำ ให้แก่ประเทศของตน พร้อมกับการสร้างกองทัพ สู่การล่าอาณานิคมและการค้าทาส เพื่อนำวัตถุดิบและทาสไปใช้ในการอุตสาหกรรมในประเทศของตน

 

68. Microeconomics   (เศรษฐศาสตร์จุลภาค)

"เศรษฐศาสตร์เป็นแขนงหนึ่งของสังคมศาสตร์ ที่ศึกษาถึงการเลือกหาหนทางที่จะใช้ปัจจัยการผลิตซึ่งมีอย่างจำกัด เพื่อบำบัดความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างมากมายนับไม่ถ้วน"

เป็นการศึกษากิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับหน่วย ระดับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือหน่วยงานการผลิตแต่ละกลุ่ม ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับราคาและธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์บางท่านจึงเรียกว่า "ทฤษฎีราคา" (The Theory of Price) หรือ "ทฤษฎีของหน่วยธุรกิจ" (The Theory of the Firm) ซึ่งเป็นการพิจารณาในส่วนย่อยของระบบเศรษฐกิจ เช่น ในเรื่องราคาสินค้าก็เป็นราคาสินค้าแต่ละชนิด เป็นต้น

69. Mixed economy  (ระบบเศรษฐกิจแบบผสม)

เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทั้งรัฐบาลและเอกชนรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจว่าจะผลิตอะไร ผลิตเท่าใด ผลิตอย่างไร และแบ่งปันผลผลิตกันอย่างไร ระบบนี้รัฐบาลจะเข้าดำเนินการวางแผนในกิจกรรมเศรษฐกิจบางประการเท่านั้นโดยทั่วไปจะปล่อยให้เอกชนดำเนินการโดยอาศัยกลไกราคาเป็นเครื่องนำทาง

 

70. Monophony  (ตลาดที่มีผู้ซื้อรายเดียว)

เป็นตลาดผูกขาดที่แท้จริงทางด้านผู้ซื้อ ผู้ซื้อจึงอยู่ในฐานะเกี่ยงงอนกำหนดราคาเองได้

 

71. Monopoly  (ตลาดผูกขาด)

ตลาดมีการแข่งขันไม่สมบูรณ์เพราะมีลักษณะของการผูกขาด  อำนาจในการควบคุมนี้มี มีสองประการเท่านั้น คือ อำนาจในการควบคุมปริมาณการผลิตว่าจะผลิตเท่าใด วางตลาดเท่าใดประการหนึ่ง กับอำนาจกำหนดราคาขายในตลาดว่าจะขายสินค้าหน่วยละเท่าใดอีกประการหนึ่ง

 

72. Neo-Classical economics (เศรษฐศาสตร์สำนักนีโอคลาสสิก)

เป็นแนวความคิดระยะที่สองของกลุ่มคลาสิครุ่นใหม่ ที่รับช่วงแนวความคิดของกลุ่มคลาสสิคกโดยเสนอแนะให้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ได้ประโยชน์สูงสุด

 

73. Oligopoly  (ตลาดผู้ขายน้อยราย)

ตลาดประเภทนี้จะมีผู้ผลิตหรือผู้ขายน้อยรายในอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าชนิดใดชนิหนึ่ง โดยทั่วไปจะมีจำนวนประมาณ 3-4 รายที่ผลิตสินค้าเป็นส่วนใหญ่ของตลาด มักเป็นจำพวกอุตสาหกรรมหนัก เช่นการผลิตรถยนต์ การต่อเรือเดินทะเล โรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น

 

74. Oligopsony  (ตลาดผู้ซื้อน้อยราย)

คือ ตลาดที่มีผู้ซื้อน้อยมาก ถ้ามีผู้ซื้อคนใดเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อจะมีผลกระทบกระเทือนราคาตลาด และผู้ซื้อคนอื่นๆ ด้วย

75. Opportunity costs (ต้นทุนค่าเสียโอกาส)

คือเมื่อนำเอาปัจจัยการผลิตไปใช้ในการผลิตสินค้าอย่างหนึ่งปัจจัยการผลิตส่วนนั้นก็หมดโอกาสที่จะนำเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีก ดังนั้นผู้ผลิตก็จะนำก็จะนำเอาปัจจัยการผลิตส่วนที่ตนเองเป็นเจ้าของมาทำการผลิตก็จะต้องคิดคำนวนผลตอบแทนให้กับปัจจัยนั้นๆ ด้วย และผลตอบแทนที่คิดคำนวณให้กับปัจจัยที่ผู้ผลิตเป็นเจ้าของไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับค่าเสียโอกาสของปัจจัยนั้น

 

76. Perfect Market  (ตลาดสมบูรณ์)

เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ผู้ซื้อและผู้ขายมีจำนวนมากสินค้าที่ซื้อขายนั้นมีลักษณะคุณภาพมาตรฐานและลักษณะใกล้เคียงกันมากผู้ซื้อและผู้ขายต้องมีความรู้เกี่ยวกับสภาพการของตลาดเป็นอย่างดีการติดต่อซื้อขายทำได้โดยสะดวกหน่วยธุรกิจสามารถเข้าหรือออกจากธุรกิจการค้าได้โดยง่ายการเคลื่อนย้ายสินค้าและปัจจัยการผลิตจะต้องกระทำได้อย่างสมบูรณ์

 

77. Planned Economy  (ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน)

หรือบางแห่งเรียกว่าระบบสังคมนิยมบังคับ เป็นระบบที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และเป็นผู้กำหนดว่าจะผลิตอะไร อย่างไร เท่าใด และจะผลิตเพื่อใคร แทนที่                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกลไกลราคา

 

78. Price  (ราคา)

ราคาของสินค้าหรือบริการใดๆ หมายถึง จำนวนเงินที่ได้รับเมื่อนำสินค้าหรือบริการนั้นหนึ่งหน่วยไปแลกกับสินค้า

79. Price ceiling  (การกำหนดราคาขั้นสูง)                                                              

  สาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นนั้นจะเป็นเพราะเกิดจากการขาดแคลนอันเนื่องมาจากการกักตุนสินค้าไว้เพื่อเก็งกำไรทำให้รัฐบาลต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคด้วยการกำหนดราคาขั้นสูง   ราคาขั้นสูงที่รัฐบาลกำหนดขึ้นจะต่ำกว่าราคาดุลยภาพ  หรือราคาตลาดเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง   ถ้ารัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซงคงปล่อยให้ราคาสินค้าสูงขึ้นไปเรื่อยอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ

 

80. Price control (การควบคุมราคา)                                                                           

 ในตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์นั้นประกอบด้วยผู้ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมาก  ผู้ขายหรือผู้ผลิตแต่ละรายเป็นเพียงรายย่อยๆ ในตลาดซึ่งไม่มีอิทธิพลเหนือราคาแต่อย่างใด  เพราะสินค้าของผู้ผลิตแต่ละรายมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาดราคาที่ทำการซิชื้อขายกันในตลาดจะถูกกำหนดขึ้นโดยอุปสงค์และอุปทานอย่างแท้จริงผู้ขายแต่ละคนจะยอมรับเอาราคาที่อุปสงค์และอุปทานตลาดกำหนดขึ้นมาเป็นราคาขายของตนผู้ขายแต่ละคนจะขายสินค้าจำนวนเท่าใดก็ไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อราคาตลาด

81. Price mechanism    (กลไกราคา)                                                                                                    การปล่อยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกของตลาดเปรียบเสมือนมือที่สองที่มองไม่เห็นมาช่วยจัดการให้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อตกลงใจที่จะขายกันในราคาที่ไม่สูงไม่ต่ำคือตลาด  โดยปกติแล้วผู้ขายต้องการขายในราคาสูงเพื่อให้ได้กำไรมาก  ผู้ซื้อต้องการซื้อในราคาต่ำเพื่อจะได้รับสินค้ามากจึงได้มีมือที่สองเข้ามาช่วยปรับราคาที่ทั้งสองฝ่ายพอใจในการซื้อขายสินค้าจึงเปรียบได้กับปัจจุบันว่าราคาเป็นไปตามกลไกของตลาด                                                                               ในการกำหนดราคาของผู้ผลิต ผู้ขาย  และผู้ประกอบการมี 4วิธี                                                                      1)  ราคาต้นทุนบวกกำไร                                                                                                                                 2)  ราคากำหนดตามบริษัทผู้นำ                                                                                                                         3)  ราคาที่ฝ่ายจัดการกำหนด                                                                                                                            4)  ราคากำหนดที่จุดต้นทุนเพิ่ม

82. Price support  (การพยุงราคา)                                                                          

 เพราะราคาสินค้าต่ำด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงต้องให้การช่วยเหลือแก่เกษตรกร  โดยการยกระดับราคาให้สูงขึ้นการที่จะยกระดับราคาสินค้าเป็นเท่าไรนั้นรัฐบาลจะต้องหาค่าเฉลี่ยสำหรับราคาสินค้านั้นๆ ในระยะเวลาหนึ่งซึ่งราคาตลาดจะวนเวียนขึ้นลงใกล้เคียงกับราคานั้นเมื่อหาได้ว่าราคายุติธรรมเป็นเท่าใดแล้วก็พิจารณาว่าราคาในปัจจุบันของสินค้าชนิดนั้นลดลงไปต่ำกว่าระดับราคาซึ่งควรจะเป็นเท่าไรแล้วยกขึ้นไปให้ถึงระดับที่ควรเป็น

83. Price system  (ระบบราคา)                                                                                                      การกำหนดค่าที่เป็นตัวเงินให้กับสินค้าและบริการเพื่อใช้ในการซื้อขายในตลาดโดยปกติกฎหมายจะกำหนดให้ผู้ขายสินค้าปิดราคาสินค้าแต่ละชิ้นไว้ส่วนราคาค่าบริการนั้นทางการไม่ได้กำหนดไว้ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการว่าจะกำหนดราคาค่าบริการเท่าไรส่วนการติดราคาไว้กับสินค้านั้นเป็นความสะดวกแก่ผู้ซื้อ   ระดับราคาสินค้าและบริการอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการสำหรับการวัดราคาสินค้าที่การเปลี่ยนแปลงขึ้นลงสามารถวัดได้โดยใช้ดัชนี 2 อย่างคือ ดัชนีราคาผู้บริโภค  และดัชนีราคาผู้ผลิตหรือดัชนีราคาผู้ขายส่ง

 

84. Production  (การผลิต)   

การผลิตหรือผลิตกรรม คือ กระบวนการทั้งหลายในการประดิษฐ์และการนำเศรษฐทรัพย์จากแหล่งกำเนิดไปสู่ผู้บริโภค (โปรดสังเกตว่า การนำสิ่งของไปให้ถึงมือผู้บริโภค หรือการขนส่ง ก็ถือว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการผลิตด้วย) การสร้างอรรถประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่สินค้าและบริการในอันที่จะสนองความต้องการของมนุษย์โดยมีผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมปัจจัยการผลิตต่างๆมาผสมผสานกันให้ได้สัดส่วนเพื่อให้เกิดเป็นผลผลิต  คือสินค้าและบริการต่างๆขึ้น   ในการให้ได้มาซึ่งปัจจัยการผลิตเพื่อนำมาใช้ในการผลิตนั้น  ผู้ผลิตจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าของปัจจัยการผลิต  เพราะปัจจัยการผลิตเป็นเศรษฐทรัพย์ซึ่งมีปริมาณจำกัดดังนั้นจึงมีมูลค่าหรือราคา

 

85. Production Process       (กระบวนการผลิต)                                                                            ในทางเศรษฐศาสตร์เป็นการศึกษาถึงลักษณะการผลิตที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการผลิตกับผลผลิต  กล่าวคือเมื่อต้องการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งก็ควรที่จะมีปัจจัยการ ผลิตเข้าไปในกระบวนการผลิตและจะได้ผลผลิตออกมา                         

86. Profit   ( กำไร)

หมายถึง ค่าตอบแทนของปัจจัยการผลิตอีกประเภทหนึ่ง โดยผู้ประกอบการทั่วไปเข้าใจว่า กำไรเป็นรายได้จากการลงทุนธุรกิจ แล้วมีรายรับมากกว่ารายจ่ายที่ได้ลงทุนไป ผลต่างนี้เรียกว่า กำไร

 

87. Purchasing power  (อำนาจซื้อ)

จำนวนสินค้าและบริการที่สามารถซื้อได้ด้วยค่าจ้างที่เป็นตัวเงินที่แรงงานได้รับ  ฉะนั้นค้าจ้างที่แท้จริง

 

88. Resources  (ทรัพยากร)

 

 

89. Scarcity (ความหายาก/ปัจจัยการผลิตมีจำนวนจำกัด)

การเลือกหาหนทางที่จะใช้ปัจจัยการผลิตซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด

 

90. Service (บริการ)

บริการ เป็นสิ่งไม่มีรูปร่างตัวตนและไม่คงทนเท่าเศรษฐทรัพย์ การแลกเปลี่ยนบริการมีขอบเขตจำกัด การให้บริการส่วนใหญ่ก็หวังได้เศรษฐทรัพย์เป็นสิ่งตอบแทนและมักจะใช้เศรษฐทรัพย์หรือตัวแทนของเศรษฐทรัพย์ (คือเงินตรา) เป็นเครื่องวัดมูลค่าและเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังมีหลายอย่างที่เราคิดว่า เป็น “บริการ” แต่ที่จริงคือ “การผลิต” เช่น การขนส่งสินค้าและการขายสินค้าเป็นต้น

 

91. Socialism   ( ลัทธิสังคมนิยม)

ลัทธิสังคมนิยม (Socialism) ผู้ก่อตั้งลัทธินี้คือ คาร์ลมาร์กซ์ ซึ่งเขาเน้นในการที่ให้รัฐบาลเป็นเจ้าของกิจการสำคัญ เช่น เหมืองแร่ รถไฟ ส่วนกิจการเล็กๆ ให้เอกชนเนินการเอง นักสังคมนิยมที่สำคัญนอกจากมาร์กซ์ ได้แก่ โรเบิร์ต โอเวน, ฟรีดิช เองเกลส์

 

92. Supply  (อุปทาน)

ความหมายของอุปทาน

อุปทาน  (Supply)  หมายถึง  จำนวนสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่หน่วยธุรกิจประสงค์จะนำออกขาย ณ ระดับราคาต่าง ๆ กันของสินค้าและบริการชนิดนั้น ภายในระยะเวลาหนึ่ง  อุปทานของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งจะหมายความถึงปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตเต็มใจจะนำออกขายในระยะเวลาหนึ่ง ๆ เท่านั้น  ไม่ได้หมายความถึงปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตผลิตขึ้นทั้งหมด  ทั้งนี้เพราะในบางครั้งผู้ผลิตอาจไม่พอใจในราคาสินค้าที่เป็นอยู่ในขณะนั้น  อุปทานของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งจะมีมากหรือน้อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น ต้นทุนการผลิต การแข่งขัน สภาพดินฟ้าอากาศ เทคนิคการผลิต  เป็นต้น 

 

93. Utility  (อรรถประโยชน์)

                อรรถประโยชน์  หมายถึง  ความสามารถของสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่จะสนองความต้องการของมนุษย์ในแต่ละครั้งหรือกล่าวอย่างง่าย ๆ “อรรถประโยชน์”  คือ ความพอใจที่ผู้บริโภคได้รับ  จากการบริโภคสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง  โดยสิ่งของใดก้ตามที่ทำให้มนุษย์มีความต้องการสิ่งของนั้นก็จะมีอรรถประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่การที่สิ่งของนั้นจะมีอรรถประโยชน์มากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับอรรถประโยชน์ของผู้บริโภค ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามความจำเป็น เวลา สถานที่

 

94. Value  (มูลค่า)

                                สิ่งของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ อากาศ แสงแดด แสงสว่าง ความร้อน น้ำ ฯลฯ  รวมทั้งสินค้าและบริการที่มนุษย์สร้างขึ้นมากมากมายหลายอย่างนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในตัวของมันเองทั้งสิ้น  และนอกจากประโยชน์อย่างธรรมดาทั่วไปแล้ว  สิ่งเหล่านี้ยังมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรืออรรถประโยชน์อีกด้วย  ถ้าเราต้องการและสามารถนำมาบำบัดความต้องการของเราได้ก็แสดงว่าสินค้าและบริการนั้นย่อม “มีค่า”  ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการสิ่งเหล่านั้นมากหรือน้อย และสิ่งเหล่านั้นหายากหรือหาง่าย ถ้าเป็นหาง่ายและมีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติอย่างเหลือเฟือ  อยากได้เมื่อใดก็หยิบฉวยหรือใช้ได้ทันที  สิ่งเหล่านั้นย่อมมีอรรถประโยชน์เพิ่มต่อการได้มาแต่ละหน่วยน้อย  แต่เราก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หาง่ายมี “อรรถประโยชน์รวม” สูง เช่น หิน ดิน ทราย แสงแดด อากาศ ฯลฯ  เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะมีค่าน้อย ตรงกันข้ามกับสิ่งของอันได้แก่ สินค้าและบริการที่มนุษย์มีความต้องการและต้องประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นมาโดยอาศัยปัจจัยการผลิตอันมีจำกัด  เป็นที่หายากและมีจำนวนน้อย  ถ้าอยากได้ต้องมีการซื้อเสียเงินทองเป็นค่าตอบแทน  มิใช่ได้มาเปล่า ๆ เช่น เสื้อผ้า รถยนต์ เครื่องจักร ของใช้ และบริการต่าง ๆ สำหรับของที่หายากแต่ไม่เป็นที่ต้องการของมนุษย์จะไม่มีค่าเลย  มูลค่า  (value)  เกิดกับสินค้าและบริการดังกล่าว เพราะสินค้าและบริการที่ซื้อขายกันในตลาดเป็นสิ่งที่มีอรรถประโยชน์  เป็นที่ต้องการของมนุษย์และเป็นสิ่งที่หายาก

                มูลค่าแบ่งออกเป็น  2 ชนิด คือ

มูลค่าในการแลกเปลี่ยน  สินค้าและบริการที่นำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ย่อมมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนและถือว่าเป็นเศรษฐทรัพย์  เช่น  เป็ด 3 ตัวเท่ากับไก่  5 ตัว  เป็นต้น

มูลค่าในการใช้  น้ำ อากาศ  มีมูลค่าในการใช้สูงมากเพราะถ้ามนุษย์ขาดน้ำ ขาดอากาศจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้  แต่ทรัพย์เสรีเหล่านี้ไม่อาจนำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่นได้

ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีการใช้เงินตรา  การแลกเปลี่ยนคิดเป็นมูลค่า ส่วนราคา  (price)  คือ มูลค่าของสินค้าและบริการโดยคิดเป็นจำนวนเงิน เช่น ไก่ย่างตัวละ 30 บาท  เนื้อกิโลกรัมละ  45 บาท  เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

95. Wage (ค่าจ้าง)

ค่าจ้าง หมายถึง  ค่าตอบแทนที่แรงงานได้รับจากการให้บริการเพื่อการผลิต ค่าจ้างจึงนับว่ามีความสำคัญที่สุดในบรรดาผลตอบแทนของปัจจัยการผลิตทั้งหลาย เพราะค่าจ้างเป็นแหล่งรายได้แหล่งใหญ่ของประชาชน พิจารณาจากรายได้ประชาชาติของทุกประเทศ จะพบว่ารายได้ประชาชาติประกอบขึ้นด้วยค่าจ้าง และเงินเดือนมากกว่า  50%  สำหรับประเทศไทยค้าจ้างมีความสำคัญที่สุด ทั้งๆที่อัตราค่าแรงในประเทศไทยค่อนข้างต่ำ  ด้วยเหตุนี้นักเศรษฐศาสตร์จึงให้ความสนใจแก่ค่าจ้างเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าค่าจ้างเป็นตัวกำหนดอุปสงค์และอุปทานของแรงงาน และยังเป็นตัวกำหนดอำนาจซื้อสินค้าและบริการด้วย

                                ค่าจ้างที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็นค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน  (Money Wages) และค่าจ้างที่แท้จริง (Real  Wages)  ค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน  หมายถึง ค่าจ้างที่แรงงานได้รับตอบแทนจากการรับจ้างในการทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ตามที่กำหนดในการว่าจ้าง ส่วนค่าจ้างที่แท้จริง หมายถึง  จำนวนสินค้าและบริการที่สามารถซื้อได้ด้วยค่าจ้างที่เป็นตัวเงินที่แรงงานได้รับ  ฉะนั้นค้าจ้างที่แท้จริง  หมายถึง อำนาจซื้อ (Purchasing  Power) ที่แท้จริงซึ่งจะมีค่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจะขึ้นอยู่กับราคาสินค้าและบริการ เราสามารถหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าจ้างที่แท้จริงกับระดับการจ้างงาน โดยการเปลี่ยนค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน  เป็นค่าจ้างที่แท้จริง ดังสมการต่อไปนี้

                                ค่าจ้างที่แท้จริง  (RW)  = ค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน (MW)  / ระดับราคาสินค้าทั่วไป  (P)

                                                                RW  =  MW/P

                                จากสมการ  ตัวกำหนดค่าจ้างที่แท้จริงคือ ค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน หารด้วยระดับราคาสินค้า กล่าวคือค่าจ้างที่แท้จริงจะลดลงถ้าราคาสินค้าสูงขึ้น  โดยค่าจ้างที่เป็นเงินคงเดิม และค่าจ้างที่แท้จริงจะเพิ่มขึ้นถ้าค้าจ้างที่เป็นตัวเงินเพิ่มสูงขึ้น  โดยที่ระดับราคาสินค้าไม่เปลี่ยนแปลง

                               

การกำหนดอัตราค่าจ้าง  โดยหลักการสามารถกำหนดได้ดังนี้  คือ

                การกำหนดอัตราค่าจ้างในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสมบูรณ์  ในตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ การกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานแต่ละประเภทจะกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานของแรงงาน  กล่าวคือ  ถ้าอุปสงค์ต่อแรงงานมีมากกว่าอุปทานของแรงงานรจะส่งผลให้อัตราค่าจ้างสูงขึ้น  แต่ถ้าอุปทานของแรงงานมีมากกว่าอุปสงค์ของแรงงาน จะส่งผลให้อัตราค่าจ้างลดต่ำลง

                                                 การกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันไม่สมบูรณ์ ถ้าตลาดแรงงานไม่ใช่ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ การกำหนดอัตราค่าจ้างไม่จำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่อัตราค่าจ้างดุลยภาพเสมอไป  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของนายจ้างหรืออิทธิพลของลูกจ้างว่าใครจะมีอำนาจต่อรองได้มากกว่ากัน เช่น   ถ้ากรณีที่นายจ้างสามารถรวมตัวกันและจัดตั้งสมาคมนายจ้างได้ นายจ้างก็สามารถบีบบังคับให้อัตราค่าจ้างแรงงานต่ำลงได้จนถึงระดับที่นายจ้างต้องการ  แต่ถ้าระดับอัตราค่าจ้างที่กำหนดนั้นเกิดต่ำกว่าผลผลิตที่แรงงานทำได้ ในลักษณะเช่นนี้จะทำให้อุปสงค์ของแรงงานจะมีมากกว่าอุปทานของแรงงาน  ก็จะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานแต่เนื่องจากได้มีการตกลงกันระหว่างนายจ้าง นายจ้างจึงต้องยอมรับภาวะการขาดแคลนแรงงาน และยอมแก้ไขโดยการเพิ่มอัตราค่าจ้างให้สูงขึ้น ในทำนองเดียวกันถ้าฝ่ายแรงงานสามารถรวมกัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ก็จะป็นฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าก็จะพยายามเรียกร้องอัตราค่าจ้างให้สูงขึ้น  โดยให้สหภาพแรงงานเป็นตัวแทนดำเนินการโดยวิธีต่างๆ เช่น การนัดหยุดงาน การห้ามจ้างแรงงานที่ไม่เป็นสมาชิกของสหภาพ  เป็นต้น

                                การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เกิดจากแนวความคิดที่ว่า ค่าจ้างควรกำหนดขึ้นในระดับเดียวกับมาตรฐานค่าครองชีพ  ซึ่งมาตรฐานค่าครองชีพของแต่ละท้องที่ไม่เท่ากัน จึงทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละท้องที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพและมูลค่าของสินค้าและบริการในตลาด  หากปัจจัยทั้งสองมีค่าสูงขึ้น การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำก็จะสูงตามไปด้วย  การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างร่วมกันกำหนด เรียกว่า การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแบบไตรรงค์

                                การกำหนดอัตราค่าจ้างแบบอื่นๆ   เนื่องจากการประกอบการในการผลิตสินค้าและบริการมีการกระทำได้หลายๆ รูปแบบ  ดังนั้นการกำหนดอัตราค่าจ้างจึงอาจกระทำได้อีกหลายแนวทาง

                                อัตราค่าจ้างต่อระยะเวลาที่ทำงาน  (Time Rate) การกำหนดอัตราค่าจ้างตามวิธีนี้ มักจะใช้ในประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า โดยจะคิดค่าจ้างตามเวลาต่อชั่วโมงการทำงาน ส่วนประเทศกำลังพัฒนาจะคิดอัตราค่าจ้างตามเวลาเป็นรายวัน

                                อัตราค่าจ้างตามผลงาน  (Piece Rate) โดยคิดค่าจ้างตามผลงานเป็นรายชิ้น  กำหนดอัตราค้าจ้างต่อชิ้น เช่น นายก รับจ้างส่งสารให้แก่หน่วยงานต่างๆ โดยใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ นาย ก คิดค่าจ้างในการส่งสารให้แก่หน่วยงานต่างๆ ต่อเที่ยวๆละ  40 บาท ถ้านาย ก ส่งเอกสาร 5 เที่ยว ๆละ 40  บาท นายก จะได้รับค่าจ้าง 200  บาท

 

96. Wealth    (เศรษฐทรัพย์)

                คือวัตถุทั้งหลายนอกเหนือไปจากตัวมนุษย์ ซึ่งผลิตขึ้นด้วยแรงงานมนุษย์ เพื่อใช้บำบัดความต้องการของมนุษย์หรือช่วยในการผลิตสิ่งที่มนุษย์ต้องการ    และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยน

                ตามนิยามศัพท์ข้างต้น “เศรษฐทรัพย์” จะต้องมีลักษณะครบถ้วนทั้ง 4 ประการดังนี้

1. เป็นวัตถุ ซึ่งนอกเหนือไปจากตัวมนุษย์

2. ผลิตขึ้นด้วยแรงงานมนุษย์

3. สามารถบำบัดความต้องการของมนุษย์ได้ หรือช่วยในการผลิตสิ่งที่มนุษย์ต้องการได้

4. มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยน

                หากขาดคุณสมบัติดังกล่าวนี้ไปแม้แต่เพียงข้อเดียวก็ไม่ถือว่าเป็นเศรษฐ-ทรัพย์

 

                ความชำนิชำนาญหรือการมีความคิดเฉียบแหลมมิใช่วัตถุ จึงมิใช่เศรษฐ-ทรัพย์ แต่เป็นเครื่องแสดงประสิทธิภาพของแรงงาน

                ที่ดิน (จะนิยามศัพท์ในภายหลัง) มิใช่ผลผลิตของแรงงาน จึงมิใช่เศรษฐ-ทรัพย์

                เงินตรา ไม่ใช่เศรษฐทรัพย์ แต่เป็นตัวแทนของเศรษฐทรัพย์ ความเป็นเศรษฐทรัพย์ของเงินตราก็มีอยู่บ้าง แต่มักจะมีค่าเพียงเล็กน้อย คือ มิได้มีมูลค่าเท่ากับเศรษฐทรัพย์ที่ตัวมันใช้แทน หรือไม่เท่ากับมูลค่าในการแลกเปลี่ยน (Exchange Value) หรือมูลค่าที่กำหนดให้แก่เงินตรานั้นๆ (Face Value หรือ Denominational Value) พูด  ง่ายๆ ก็คือ ธนบัตรใบละ 10 บาท  อาจมีค่าที่แท้จริงเพียง 5 สตางค์ เท่านั้น (คือค่ากระดาษบวกกับค่าพิมพ์)

                ไม้กระดานผุๆ หรือจอบที่สนิมกัดกร่อน ย่อมไม่มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยน จึงมิใช่เศรษฐทรัพย์ (ในกรณีนี้ สิ่งของดังกล่าวเคยเป็นเศรษฐทรัพย์มาแล้ว แต่กำลังกลายสภาพกลับคืนสู่สถานะดั้งเดิม คือ “ที่ดิน”)

                เศรษฐทรัพย์แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

1. โภคทรัพย์ ใช้บำบัดความต้องการโดยตรง

2. ทุน ใช้ช่วยในการผลิต

                เมื่อได้รู้จัก “เศรษฐทรัพย์” แล้ว ควรทำความรู้จักกับ  “สินค้า” (Good) ด้วย ซึ่งเขานิยามศัพท์ไว้ว่า คือ “สิ่งที่มิใช่มนุษย์ จะเป็นวัตถุหรือมิใช่วัตถุก็ได้ ซึ่งบำบัดความต้องการของมนุษย์”

 

   
คัดสรรมาฝากโดย พรทิพย์ จันทร์เพ็ชร /porntipka@sanook.com
วันที่ 24/12/2548 เวลา 04:00:00
เข้าชมบทความนี้แล้ว 5461 ครั้ง ได้รับการโหวต 50 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 5461 คน ตอบ 8 คน ) 1 >>
ความคิดเห็นที่ 0
วันที่ 24/12/2548 4:08:00
โดย คุณ vvv
IP : xxx.xxx.xxx.xxx  

น่าจะมีโจทย์ตัวอย่างมาอธิบายบ้างก็ดีนะคะ

โพสต์เมื่อ : 24/12/2548 4:08:00
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 0
วันที่ 24/12/2548 4:08:00
โดย คุณ ;;
IP : xxx.xxx.xxx.xxx  

ความลับมาบอก เป็นเรื่องจิงที่เกิดขึ้น 
>>เคยมีเด็กถูกฆ่าตายที่ห้องน้ำของภารโรง 
>>แต่ไม่สามารถหาต้นเหตุของคดีนี้ได้ 
>>จึงได้ปล่อยร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยทิ้งไว้ ณ ที่แห่งเดิม 
>>ไม่มีการทำพิธีอะไรทั้งสิ้น วิญญาณของเด็กจึงล่องลอยวนเวียนอยู่ที่รร. 
>>เป็นเวลาหลาย 10 ปี 
>>จนวันหนึ่งได้มีกลุ่มนร.หญิงเข้าไปในห้องน้ำนั ้นเพื่อหวังจะแกล้งภารโรง 
>>จึงได้พบกับวิญญาณของเด็กน้อย กำลังไต่ไปตามเพดาน พร้อมแสยะยิ้มให้ 
>>พวกเทอกลัวมากรีบวิ่งออกจากห้องน้ำ 
>>แต่เพื่อนคนหนึ่งพลันไปเหยียบแอ่งน้ำที่พื่นเข ้า 
>>จึงได้ล้มและไปสะดุดขาของเพื่อนอีกคนหนึ่งเข้า 
>>เพื่อนคนนั้นได้จับแขนของอีกคนไว้จึงล้มกันมาเ ป็นทอดๆและหัวฟาดพื้นตายหมด 
>>วิญญาณของพวกเขาจึงวนเวียน ณ ที่แห่งนั้นตลอดไป 
>>ได้รับข้อความนี้แล้วต้องโพสซ้ำ 20 กระทู้ ไม่ใช่ 20 
>>copyถ้าไม่ทำตามจะเกิดอุบัติเหตุ อีก 7 ชม.นับถอยหลัง 
>>ขอโทษนะที่หลอกนี่เป็นกระทู้ที่ 20 แล้ว ตอนแรกเราก็ไม่เชื่อ 
>>เพื่อนเราในกลู่ม 5 คน เกิดอุบัติเหตุภายใน 7 ชม.ตั้งแต่อ่านจม.นี่ 



โพสต์เมื่อ : 24/12/2548 4:08:00
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 0
วันที่ 24/12/2548 4:08:00
โดย คุณ monkydeelufie@hotmail.com
IP : xxx.xxx.xxx.xxx  

ผมเคยคิดที่จะเรียนเศรษฐศาสตร์นะ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ผมจะ Ent แล้วอีกไม่นานและที่ผมไม่เรียนเพราะผมถนัดทางด่านกฎหมายมากกว่าครับ

โพสต์เมื่อ : 24/12/2548 4:08:00
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 0
วันที่ 24/12/2548 4:08:00
โดย คุณ 1
IP : xxx.xxx.xxx.xxx  



โพสต์เมื่อ : 24/12/2548 4:08:00
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 0
วันที่ 24/12/2548 4:08:00
โดย คุณ มิ้ง
IP : xxx.xxx.xxx.xxx  

ชั้นต้องเข้าเศรษฐศาสตร์  มธ  ให้ได้

โพสต์เมื่อ : 24/12/2548 4:08:00
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 0
วันที่ 24/12/2548 4:08:00
โดย คุณ gate19@thaimail.com
IP : xxx.xxx.xxx.xxx  

อยากเรียนเศรษฐศาสตร์จัง



โพสต์เมื่อ : 24/12/2548 4:08:00
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 0
วันที่ 24/12/2548 4:08:00
โดย คุณ werty
IP : xxx.xxx.xxx.xxx  

ทำยังไงผมจะentเศรษฐศาสตร์ติด



โพสต์เมื่อ : 24/12/2548 4:08:00
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
ความคิดเห็นที่ 0
วันที่ 24/12/2548 4:08:00
โดย คุณ แมน
IP : xxx.xxx.xxx.xxx  

น่าจะมีทฤษฏีของนักเศรษฐศาสตร์  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุับัน  ให้ความรู้และมีสาระที่ดีมาก

โพสต์เมื่อ : 24/12/2548 4:08:00
ตอบโดยอ้างอิงข้อความ ตั้งกระทู้ใหม่ แจ้งลบ
หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า ( ชม 5461 คน ตอบ 8 คน ) 1 >>
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด