มีความหมายของ คำศัพท์วิชา เศรษฐศาสตร์ มาให้คะ

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย

คำศัพท์ และความหมาย

วิชาเศรษฐศาสตร์

 

1.                  Barter Economy           (เศรษฐกิจการแลกเปลี่ยน)

คือเอาสิ่งของแลกเปลี่ยนกับสิ่งของโดยตรงอีกต่อไป  ซึ่งลำบากในการนำพา  หาคนต้องการตรงกันไม่ได้ หรือแลกกันไม่ได้พอดีเต็มหน่วย การร่วมกันทำงานก็ไม่ต้องใช้วิธีเอาผลผลิตมาแบ่งส่วนกันอีกต่อไป แต่คนที่รวยหน่อยก็รับผลผลิตเอาไว้สำหรับนำไปจำหน่ายต่อ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ร่วมงานอื่นๆ เป็นเงินตรา หรือถ้าไม่รวยมากนักก็ต้องใช้วิธีจำหน่ายก่อน เมื่อได้เงินแล้วจึงเอามาแบ่งให้แก่ผู้ร่วมงานในสังคมในระบบเศรษฐกิจแบบ เช่นในปัจจุบัน บุคคลแต่ละคนจะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หรือเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เป็นทั้งผู้จ้างและผู้รับจ้าง ในตลาดซึ่งดูยืดยาวไม่รู้จบ ความต้องการของผู้หนึ่งโดยมีสิ่งตอบแทนจะไปทำให้อีกผู้หนึ่งยินดีผลิตสิ่งที่บุคคลแรกต้องการนั้นเสมือนหนึ่งว่าเขาได้ผลิตสิ่งนั้นขึ้นด้วยมือของเขาเองทีเดียว (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องติดต่อกันโดยตรง แต่อาจแลกเปลี่ยนผ่านผู้อื่นอีกหลายต่อหลายทอด) ทุกคนต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันเช่นนี้

2.                  Basic Economy  (ปัญหาเศรษฐกิจขั้นมูลฐาน)

ศึกษาวิธีการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติในการประมาณค่าสมการถดถอย แบบสมการเชิงเดี่ยว สมการเชิงซ้อน และระบบสมการ วิธีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาทางสถิติกรณีที่ไม่เป็นไปตามข้อสมมติพื้นฐาน ปัญหาและเทคนิคการเลือกตัวแบบ โครอิทีเกรชั่น (Co integration) ยูนิตรูท (unit roots) และศึกษาการประยุกต์ใช้เศรษฐมิติกับแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหภาค

3.                  Capital  (ทุน)

คือ เศรษฐทรัพย์ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน หรือเศรษฐทรัพย์ที่ใช้ในการผลิตเศรษฐทรัพย์อื่นๆ สำหรับการแลกเปลี่ยนที่ต้องมีเรื่อง “การแลกเปลี่ยน” อยู่ด้วยในคำจำกัดความของคำว่า “ทุน” ก็เพราะเรามุ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมส่วนรวม ถ้าผลิตเองใช้เองไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น สิ่งที่นำมาช่วยในการผลิตถึงแม้จะถือได้ว่าเป็น “ทุน” สำหรับส่วนตัวผู้นั้น ก็ไม่ถือว่าเป็น “ทุน” สำหรับสังคมเครื่องมือต่างๆ ทางช่าง เครื่องจักร โรงงาน ร้านค้า และสินค้าในร้าน นับว่าเป็นทุนที่แท้จริงแต่ที่ตั้งโรงงานหรือร้านค้าเป็นปัจจัยที่ 1 (คือ ที่ดิน)ธนบัตรหรือเงินตราก็เป็นทุน แต่เป็นทุนซึ่งส่วนมากจะมีมูลค่าแท้จริงน้อยกว่ามูลค่าที่กำหนดให้แก่เงินตรานั้นๆ    ถ้าเป็นระบบการคลังที่ใช้ทองคำหนุนหลัง ธนบัตรก็คือตัวแทนของทองคำซึ่งมีอยู่ในท้องพระคลังเช็คหรือใบสัญญารับรองการกู้หนี้ ก็เช่นเดียวกัน คือ เป็นทุนในแง่ที่ว่าเป็นประโยชน์ในการผลิต (ซึ่งหมายความรวมถึงการแลกเปลี่ยน) แต่มูลค่าแท้จริงของมันอาจจะเพียง 5 หรือ 10 สตางค์ ไม่ใช่เป็นหมื่นเป็นแสนบาทตามจำนวนเงินที่เขียนในเช็คหรือใบสัญญานั้นๆเพราะฉะนั้น ธนบัตร เช็ค หรือใบสัญญากู้เหล่านี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านจึงไม่ยอมถือว่าเป็นทุนตามความหมายที่แท้จริง คงถือเป็นเพียงตัวแทนของทุนเท่านั้นการศึกษาเล่าเรียน หรือการฝึกหาความชำนาญนั้น ตามความหมายทั่วไป ถือว่าเป็น “การลงทุน” อย่างหนึ่ง  แต่ความจริงมิใช่  หากเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานทางสมอง หรือทางกาย ตามแต่กรณี

อย่างไรก็ตาม ในด้านการบัญชี หรือธุรกิจ การถือว่าที่ดิน และการให้การฝึกหัดศึกษาอบรมเป็นทุน หรือการลงทุนนั้น ย่อมเป็นการถูกต้อง  แต่ในการศึกษาทางเศรษฐ-ศาสตร์ บางครั้งเรามีความจำเป็นที่จะต้องแยกความแตกต่างเหล่านี้

               

4. Capital Goods    (สินค้าประเภททุน)

ทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สินค้าประเภททุน" เช่น เครื่องมือ เครื่องจักร เป็นต้น

 

5. Capitalism          (ลัทธิทุนนิยม)

เป็นระบบเศรษฐกิจที่ถือว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นเจ้าของ และลงทุนในการผลิตเป็นกรรมสิทธิของเอกชน และยินดีให้ผู้ประกอบการมีโอกาสแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรหรือผลประโยขน์อื่นๆ ตามความสามารถและความปรารถนาของแต่ละคน
ลัทธิทุนนิยมเกิดขึ้นในตอนปลายยุคกลาง ประมาณ ค.ศ.1100-1500 ทั้งนี้โดยใฃ้ข้อมูล 3 ประเด็นในการพิจารณาคือ
1)มีความปรารถนาในกำไรเป็นจุดสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจ
2)เกิดการสะสมทุนและทุนได้ถูกนำไปใช้เพื่อแสวงหากำไร
3) มีการพัฒนาเทคนิคแบบทุนนิยม ได้แก่การสะสมทุนและการนำทุนไปใช้ในธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร

 

6. Cobweb Theory              (ทฤษฎีใยแมงมุม)

การศึกษาถึงลักษณะของการกำหนดราคาในตลาดสินค้าเกษตรในกรณีประเทศไทย สามารถนำทฤษฎีนี้มาอธิบายปรากฏการณ์ของราคา และปริมาณสินค้าเกษตรได้ตามระยะเวลา และฤดูกาล

 

7. Commodity         (สินค้า)

เป็นสิ่งที่สนองความต้องการของมนุษย์ตามปกติสิ่งที่ใช้สนองความต้องการนั้น

8. Communism        (ลัทธิคอมมิวนิสต์)             

เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะถือกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งหมด เพื่อให้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการผลิตสินค้าและบริการเป็นของประชาชนทั้งมวล ในปัจจุบันประเทศที่ใช้ระบบคอมมิวนิสต์อย่างสมบูรณ์จริง ๆ นั้นไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว จะมีก็แต่ระบบสังคมนิยมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดเท่านั้น คือ ยอมให้ทำการค้าเสรีได้บ้าง เป็นต้นจัดเข้าเป็นลักษณะหนึ่งของเศรษฐกิจทุนนิยมก็เพราะว่า มีการสะสมทุน มีระบบการจัดการในการผลิตแบบทุนนิยม เพียงแต่รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แทนที่จะเป็นเอกชน ดังที่ประเทศในค่ายโลกเสรีเขากระทำกัน การจัดการด้านการผลิตและการบริการ นั้นก็ใช้หลักการเดียวกับ หลักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม เพียงแต่โลกทัศน์ ของคนในประเทศ ค่ายคอมมิวนิสต์ ถูกจำกัดให้ไม่ต้องคิด ไม่ต้องดิ้นรนที่จะเสพ เพราะทุกคนมีความเสมอภาคกัน ลัทธิคอมมิวนิสต์ จะใช้นโยบายทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดทิศทางของการเมือง

 

9. Company (บริษัท)

คือบริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ

1.       การดำเนินการจัดตั้งบริษัทจำกัด

ในการจัดตั้งบริษัทจำกัดนั้น จะต้องดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้
(1) ต้องมีผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป เข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิขึ้น แล้วไปจดทะเบียน
(2) เมื่อได้จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องจัดให้หุ้นของบริษัทที่จะตั้งขึ้นนั้นมีผู้เข้าชื่อจองซื้อหุ้นจนครบ
(3) ดำเนินการประชุมตั้งบริษัท โดยต้องส่งคำบอกกล่าวนัดประชุมให้ผู้จองทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ก่อนวันประชุม
(4) เมื่อได้ประชุมตั้งบริษัท และที่ประชุมได้แต่งตั้งกรรมการบริษัทแล้ว ผู้เริ่มก่อการต้องมอบหมายกิจการให้กรรมการบริษัทรับไปดำเนินการต่อไป
(5) กรรมการบริษัทเรียกให้ผู้เริ่มก่อการและผู้จองหุ้นชำระค่าหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้น (ทุนของบริษัทจะแบ่งเป็นกี่หุ้นก็ได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท)
(6) เมื่อได้รับเงินค่าหุ้นแล้ว กรรมการต้องไปจดทะเบียนเป็นบริษัทภายใน 3 เดือน ภายหลังจากการประชุมตั้งบริษัท

 

10. Competition     (การแข่งขัน)

การแข่งขันกันในทางธุรกิจย่อมมีความมุ่งหมายเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด แต่ในเมื่อมีผู้อื่นร่วมแข่งขันด้วยอย่างเสรี วิธีเดียวที่จะให้ได้กำไรสูงสุด ก็คือพยายามเสนอสินค้า หรือบริการที่ดีที่สุด แต่ราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มิฉะนั้นก็จะไม่มีใครมาซื้อสินค้า หรือใช้บริการของตน

                การแข่งขันกันเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจหยุดนิ่งได้ จำต้องค้นคว้าหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้การผลิต หรือการบริการของตนมีประสิทธิภาพสูงสุด  นั่นคือ ต้นทุนการผลิต (Cost of Production) ต่ำสุด แต่ได้ผลผลิต หรือบริการที่ดีที่สุด ทั้งนี้เพื่อจะขายให้ได้ในราคาต่ำที่สุดในเมื่อคุณภาพและปริมาณเท่ากัน เขาจึงเรียกกันว่าการแข่งขันคือชีวิตของการค้าหรือการประกอบอาชีพต่างๆ (Competition is the life of trade.)

                เมื่อการแข่งขันเป็นไปเพื่อเสนอสินค้าหรือบริการที่ดีที่สุดในราคาต่ำที่สุดเช่นนี้ เราจึงเรียกได้เต็มปากว่า การแข่งขัน คือ ความร่วมมือ   ทำไมหรือ?   ก็เพราะทุกคนย่อมต้องการของดี ราคาถูก อันเป็นไปตามหลักมูลฐานที่ว่า มนุษย์ย่อมหาทางบำบัดความต้องการของตนโดยใช้ความพยายามแต่น้อยที่สุด

           

11. Consumer Economics              (เศรษฐกิจผู้บริโภค)

การที่บุคคลสามารถจัดหาสินค้าและบริการ  เพื่อนำไปใช้บำบัดความต้องการส่วนตัวและในครัวเรือน ความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนเมื่อรวมกันจะเป็นอุปสงค์รวมในสินค้าและบริการของตลาด  ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตและการกระจายรายได้ของประเทศ  เพราะเมื่อผู้บริโภคต้องการสินค้าอย่างใดมากขึ้นย่อมจูงใจให้ผู้ผลิตสนใจลงทุนขยายการผลิตสินค้านั้นเพิ่มขึ้น

 

12. Consumer Goods   (สินค้าผู้บริโภค)

เป็นสินค้าและบริการที่สามารถนำมาบำบัดความต้องการของผู้บริโภคได้โดยตรง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

(1)    สินค้าถาวร (Durable Goods) คือ สินค้าที่มีอายุการใช้งานนาน เช่น บ้าน รถยนต์ ตู้เย็น เป็นต้น

(2)    (2) สินค้าเสียง่าย (Perishable Goods) คือ สินค้าที่มีอายุการใช้งานสั้นมาก หรือเน่าเสียง่าย เช่น อาหาร เสื้อผ้า เป็นต้น

 

13. Consumer’s surplus   (ส่วนเกินผู้บริโภค)

SURPLUS ก็คือความแตกต่างระหว่างปริมาณเงินที่ผู้ซื้อตั้งใจจะจ่ายซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง กับปริมาณเงินที่เขาจ่ายไปจริงๆ ถ้าคิดดูให้ดีจะเห็นว่าความแตกต่างของเงินสองยอด(ตั้งใจจ่ายกับจ่ายจริง) โดยแท้จริงแล้วเป็นตัววัดประโยชน์(BENEFIT) ที่ผู้ซื้อได้รับจากสินค้าชนิดนั้น ตามที่ผู้ซื้อมองเห็นและเข้าใจ นอกเหนือไปจากความสุขที่ได้รับจากบริโภคสินค้าชิ้นนั้นแล้ว

14. Consumption ( การบริโภค)

คือ การกินหรือการใช้สอยรวมอยู่ในนิยามศัพท์ด้วย ก็เพราะเขาถือว่าการบริโภคเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เรื่องส่วนรวมของสังคม  ความต้องการบริโภคเป็นสาเหตุให้เกิดการผลิตอยู่แล้ว  เศรษฐศาสตร์ควรจะจบลงเมื่อเศรษฐทรัพย์ได้ถูกแบ่งส่วนออกไป (เพื่อบำบัดความต้องการของมนุษย์) แล้ว ยกเว้นไว้แต่เมื่อมีการนำเอาเศรษฐทรัพย์นั้นๆ มาใช้เป็นทุนดำเนินการผลิตต่อไปใหม่เท่านั้น

 

15. Co-operative  (การสหกรณ์)

สหกรณ์" เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใช้เมื่อต้นสมัยรัชกาลที่ 6 มาจากคำ ภาษาอังกฤษว่า cooperation แปลว่า การร่วมกันทำงาน การทำงานด้วย กัน หรือการร่วมมือกัน

      ธุรกิจแบบสหกรณ์ถือการ  “รวมคน”  มากว่า “รวมทุน”  เป็นวิธีการประกอบการเศรษฐกิจแบบหนึ่งที่ผู้อ่อนแอในเศรษฐกิจ รวมแรง ปัญญา และทุน จัดตั้งโดยสมัครใจ ตามหลักการช่วยตนเอง เพื่อประโยชน์ร่วมกัน              โดยผู้เป็นสมาชิกต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดไว้ในข้อบังคับของสหกรณ์ สมาชิกทุกคนมีสิทธิออกเสียงได้คนละ 1 เสียง ไม่ว่าจะถือหุ้นเท่าใดก็ตาม

 

16. Corporations ( บรรษัทหรือบริษัท)

"บรรษัท" หมายความว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

 

17. Cost  (ต้นทุน)

ต้นทุน (Cost) หมายถึง ทรัพยากรหรืองบประมาณ (Inputs) ซึ่งได้แก่ค่าใช้จ่าย       ทั้งหมด(Expenses)ที่ใช้ในกระบวนการ กิจกรรมต่างๆ (Process) เพื่อก่อให้เกิดผลผลิต (Outputs)

 

18. Credit  (เครดิต)

เครบิต (Credit) ใช้อักษรย่อว่า "Cr หมายถึงจำนวนเงินที่แสดงทางด้านขวาของบัญชีการลงรายการทางด้านขวาของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้สินทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายลดลงการลงรายการทางด้านขวาของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้หนี้สิน รายการเงินทุน หรือรายได้เพิ่มขึ้นจากความหมายดังกล่าว เดบิตจะใช้บันทึกรายการพร้อมกับจำนวนเงินทางด้านซ้ายของบัญชี ในการบันทึกรายการจะมีผลทำให้บัญชีสินทรัพย์หรือบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนบัญชีหนี้สิน ทุน หรือบัญชีรายได้จะลดลง สำหรับเครดิตจะใช้บันทึกรายการพร้อมกับจำนวนเงินทางด้านขวาของบัญชี ในการบันทึกรายการจะมีผลทำให้บัญชีหนี้สิน ทุน หรือบัญชีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนบัญชีสินทรัพย์ หรือบัญชีค่าใช้จ่ายจะลดลง

 

 

 

19. Debentures  (หุ้นกู้)

หุ้นกู้ (Debentures) ได้แก่ หลักทรัพย์ที่กิจการหนึ่งๆ ออกจำหน่ายเพื่อระดมทุน โดยอาจมีสินทรัพย์จำนองเป็นประกันหรือไม่ก็ได้ และผู้ถือหุ้นมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกหุ้น

 

20. Demand   (อุปสงค์)

คือ ปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภค หรือผู้ซื้อยินดีที่ซื้อที่ระดับราคาต่าง ๆ ภายใต้สถานการณ์ในที่นี้หมายความว่าการตัดสินใจของผู้บริโภคเกิดจาการเปลี่ยนแปลงในราคาสินค้าเท่านั้น โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค  อุปสงค์สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค

 

21. Deposits   ( การรับฝากเงิน)

คือ การรับฝากเงิน เงินมัดจำ   โดยมีสถาบันทางการเงินที่ดูแดในตัวเงินที่นำไปฝากไว้กับสถาบันนั้น ๆ   และมีการตอบแทนในหลายรูปแบ

 

22. Distribution  (การกระจายทรัพยากร)

Distribution    การกระจายทรัพยากร

คือ  การนำเอาทรัพยากรที่หาได้ยากใช้ให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์ในสังคม  จะผลิตสินค้าอะไร ผลิตในปริมาณเท่าไร และใครจะเป็นผู้บริโภค พร้อมทั้งการนำปัจจัยต่าง ๆมาใช้ในการผลิต

 

23. Distribution of income    (การกระจายรายได้)

แบ่งออกเป็น  2  ความหมาย

1.  การกระจายรายได้ตามหน้าที่การผลิต  (Functional of Factorial Income Distribution)   หมายถึงการกระจายรายได้ไปยังปัจจัยการผลิต และเจ้าของปัจจัยการผลิตซึ่งได้แก่ เจ้าของที่ดิน เจ้าของทุน และคนงาน  ในฐานะที่บุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์การการผลิตหรือเนื่องจากเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งถูกนำไปใช้ในการผลิต

2.  การกระจายรายได้ระหว่างบุคคลหรือการกระจายรายได้ตามขนาด  (Personal of Size Distribution of Income)   การกระจายรายได้ระหว่างบุคคลหรือ ครอบครัว ต่าง ๆ โดยแบ่งตามแบบของรายได้ (Income Classes)  โดยไม่กำหนดว่า บุคคลนี้หรือครอบครัวนี้เหล่านั้น เป็นปัจจัยการผลิตหรือเจ้าของปัจจัยการผลิตประเภทใด

 

24. Division of  Labor   ( การแบ่งแยกแรงงานในการผลิต)

คือ  การแบ่งแยกแรงงานที่ให้เหมาสมกับการประกอบกิจกรรมในการผลิต  เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพสูง     Division of Labor Division of  Labor    การแบ่งแยกแรงงานในการผลิต

คือ  การแบ่งแยกแรงงานที่ให้เหมาสมกับการประกอบกิจกรรมในการผลิต  เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพสูง     การแยกความพยายามออกเป็นหลายอย่าง หรือการแบ่งงาน (Division of Labour หรือ Division of Work) เช่น กลุ่มหนึ่งปลูกข้าว กลุ่มหนึ่งทอผ้า กลุ่มหนึ่งขุดถ่านหิน กลุ่มหนึ่งพิมพ์หนังสือ และยังแยกย่อยออกไปได้อีก เช่น ในการพิมพ์หนังสือ คนหนึ่งก็พิมพ์ คนหนึ่งพิสูจน์อักษร คนหนึ่งตัดกระดาษ อีกคนหนึ่งเย็บเล่ม เป็นต้นการแบ่งงานทำให้เกิดอารยธรรม และวิทยาการเจริญก้าวหน้า เพราะทำให้แต่ละคนแต่ละอาชีพสามารถมุ่งความสนใจไปที่จุดเดียว และเรียนรู้หรือฝึกหัด จนเกิดความรู้ความชำนาญเฉพาะอย่างขึ้น (Specialization) ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตขึ้นอย่างมหาศาล ลองคิดดูก็ได้ว่าถ้าแต่ละคนต้องผลิตสิ่งที่ตนต้องการเองทั้งหมด เช่น ต้องปลูกข้าวเอง หุงข้าวเอง หาฟืน ผ่าฟืน ติดไฟ ปลูกฝ้าย ทอผ้า เย็บผ้า ทำเข็มเย็บผ้า หาไม้ สร้างบ้าน ฯลฯ ด้วยตนเองทั้งสิ้น ประสิทธิภาพในการผลิตจะต่ำแค่ไหนและมนุษย์เราจะยากแค้นเพียงใด คงจะพอเดากันได้

การแบ่งงานช่วยให้การผลิตได้ผลดีขึ้นดังนี้

    1) ประหยัดเวลาและแรงงาน

2) ใช้ประโยชน์จากความสามารถที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและแต่ละท้องถิ่น

3) ทำให้แต่ละคนเกิดความชำนาญ หรือทักษะ (Skill)

4) ทำให้ความรู้เกิดสะสมกันมากขึ้น

5) ทำให้หน่วยผลิตแต่ละหน่วยสามารถผลิตของแต่ละอย่างเป็นจำนวนมากได้ (เพราะผลิตสำหรับผู้อื่นด้วย) ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง

6) ทำให้เกิดการค้นคิดประดิษฐ์ และใช้เครื่องจักรกล ซึ่งเหมาะสำหรับการผลิตจำนวนมาก (Large-scale หรือ Mass Production)

 

25. Duo poly  ( ตลาดผู้ขาย  2  ราย)

คือ ตลาดที่มีจำนวนผู้ขายน้อยและแต่ละรายขายสินค้าในตลาดเป็นสัดส่วนกันมาก จึงทำให้ผู้ขายแต่ละราย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงราคาและปริมาณผลผลิตได้

 

 

 

26. Duopsony  (  ตลาดผู้ซื้อ   2   ราย )

       คือ  มีผู้ฃื้อจำนวนน้อยราย  ผู้ผลิตจึงไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าให้ราคาสูง และมีกำไรมาก ราคาจึงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทำให้ผู่ผลิตหยุดหรือเลิกกิจการและออกจากตลาดไปในที่สุด               

 

27. Duty        (ภาษีขาเข้า)

ภาษีที่เรียกเก็บจากการดำเนินธุรกิจและนำเข้าสินค้าในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้แก่ ภาษีขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม การเรียกเก็บภาษีจะเริ่มต้นดำเนินการเมื่อมีการนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้าเป็นผู้ชำระภาษี ทั้งนี้การเรียกเก็บ
ภาษีทั้ง 3 ประเภท มีดังต่อไปนี้
1.  ภาษีขาเข้า
(Import Duty)
   การเรียกเก็บภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าหมวดต่าง ๆ แบ่งออกได้เป็น
1.1 สินค้าอุปโภค บริโภค อัตราภาษี ร้อยละ 5 - 40
1.2 ยานพาหนะ อัตราภาษี ร้อยละ 50 - 150
1.3 บุหรี่ อัตราภาษีขาเข้าเท่ากับ ร้อยละ 60
1.4 สุรา และเบียร์ อัตราภาษีขาเข้าเท่ากับ ร้อยละ 80

 

28. Econometrics  (เศรษฐคณิตศาสตร์)

หรือการสร้างแบบจำลองเศรษฐมิติ (econometric model) คือการใช้ความรู้คณิตศาสตร์ และความรู้สถิติเข้ามาช่วยในการประยุกต์ความรู้ในแง่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ไปสู่เทคนิคในการปฏิบัติมันมีข้อจำกัด หรือข้อเสียมาก

 

29. Economic  (เศรษฐกิจ)

เป็นเรื่องของความพยายามในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  ให้เกิดการประหยัดมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการผลิต  การบริโภคหรือการจำแนกแจกจ่ายสินค้าไปยังผู้บริโภค  เนื่องจากประชาชนมีความต้องการในสินค้าและบริการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจึงต้องหาวิธีการที่จะนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ในทางที่ประหยัดที่สุดและในทางที่จะสนองความต้องการได้อย่างสูงที่สุด

 

30. Economic Activities  (กิจกรรมทางเศรษฐกิจ)

กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นการประกอบอาชีพของมนุษย์เพื่อแสวงหาสิ่งจำเป็นในการดำรง

ชีวิต  สามารถแบ่งความเป็นมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ 2 ระยะคือ

1. กิจกรรมเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตัวเอง หรือแบบยังชีพ  Subsistence economic activities เป็นระบบเศรษฐกิจง่าย ๆ ผลิตเพื่อบริโภค ไม่ได้จำหน่าย   มีระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ Barter System

2.  กิจกรรมเศรษฐกิจแบบการค้า Commercial economic activities  เป็นสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน มีการแบ่ง

 

31. Economic Development  ( การพัฒนาเศรษฐกิจ)

ศึกษาแนวความคิด ทฤษฎี และกลยุทธต่างๆ ของการพัฒนาเศรษฐกิจ ปัญหาและขอบเขตจำกัดของทฤษฎีการพัฒนาเศรษบกิจ เพื่อนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช ้ในการวิเคราะห์นโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนศึกษาถึงเทคนิคกระบวนการของการวางแผนเศรษฐกิจ และการวิเคราะห์กรณีศึกษาประกอบ

32. Economic Goods  (เศรษฐทรัพย์)

ที่ต้องจ่ายเพื่อจะได้มาใช้   เช่น อาหาร เสื้อผ้า รถยนต์   ฯลฯ    แบ่งเป็น

1)      สินค้าที่ใช้บริโภค Consumer good  เป็นสินค้าที่สามารถบำบัดความต้องการได้ทันที เช่น เสื้อ รองเท้า แว่นตา ฯลฯ

2)      สินค้าที่ใช้ในการผลิต   Capital good เป็นสินค้าที่ใช้เป็นปัจจัยการผลิต เช่น เตาในการทำขนมเค็ก   คอมพิวเตอร์ในโรงงาน  เครื่องจักรในโรงงาน ฯลฯ

SERVICES บริการ เป็นสินค้าที่ไม่มีตัวตน ไม่สามารถจับต้องได้แต่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ เช่น บริการการศึกษา  บริการรักษาพยาบาล บริการโรงแรม ฯลฯ

ราคาและมูลค่า Price and Value

ราคา Price เป็นสิ่งของ  หนึ่งหน่วย ซึ่งเทียบค่าเป็นเงิน เช่น เสื้อตัวละ 450 บาท ปากกาโหลละ 96 บาท ผ้าเมตรละ 299 บาท   ข้าวกระสอบละ 1,250 บาท  เป็นต้น

มูลค่า Value ปริมาณสิ่งของ มากกว่าหนึ่งหน่วย เทียบค่าเป็นเงินตรา เช่น เสื้อ 5 ตัว มีมูลค่า  2,250 บาท  ทุเรียน 2 ลูกมีมูลค่าเท่าลิ้นจี่ 1 กก. เป็นต้น

การบริโภค Consumption  เป็นการบำบัดความต้องของผู้บริโภค  ได้แก่ การรับประทาน  การฟัง  การมองเห็น  เป็นต้น

การผลิต Production เป็นการนำปัจจัยการผลิตเข้าสู่ขบวนการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าและบริการ

ปัจจัยการผลิตในทางเศรษฐศาสตร์ ประกอบด้วย  ที่ดิน  แรงงาน และทุน

ที่ดิน Land   เป็นปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะที่ดิน แต่หมายรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ

แรงงาน Labor เป็นแรงงานและความสามารถของคน 

ทุน Capital แบ่งเป็น 2 ชนิด คือทุนที่เป็นเครื่องมือ โรงงาน ในการผลิต และเงินทุน financial capital เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ในการผลิต และเงินทุนในการผลิต

 

33. Economic Growth (ความจำเริญทางเศรษฐกิจ)

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงเป็นแกนกลางในการพัฒนาทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่เรียกว่า Economic Growth ดังนั้นโลกในยุคที่ผ่านมานี้ จึงถือเอาความเจริญและการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมากเราจึงเรียกยุคที่ผ่านมานี้ว่า เป็น ยุคนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นยุคที่นิยมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงปี ค.ศ. 1960 - 1970 (พ.ศ. 2503 - 2513) องค์การสหประชาชาติได้เร่งรัดให้มีการพัฒนามากขึ้น โดยประกาศให้ช่วงปีดังกล่าว เป็นทศวรรษแห่งการพัฒนา (Development Decade) วัตถุประสงค์ให้การตั้งทศวรรษแห่งการพัฒนานี้ก็เพื่อแก้ปัญหาสำคัญ 3 ประการ มีประเทศกำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา กำลังประสบอยู่ก็คือ

 

34. Economic Planning   (การวางแผนทางเศรษฐกิจ)

คือการวางแผนเพื่อประสานงานนโยบายต่างๆของรัฐบาลวางเป้าหมาย(TARGET) และกำหนดวิธีการ  (INSTRUMENTS) ในส่วนของรัฐบาลและส่วนของเอกชนเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจสอดคล้องกันเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รักษาระดับการว่าจ้างงาน การมีสานทำเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

 

35. Economics  (เศรษฐศาสตร์)

เป นวิชาที ่ ศึ กษาพฤติ กรรมของมนุ ษย ที ่ เกี ่ ยวกั บการดํ าเนิ นกิ จกรรมทางเศรษฐกิ จของมนุษย   เช น การเลื อกใช จจั ยการผลิ ต (ทรัพยากร ) ที ่ มี อยู อย างจํ ากั ด เพื ่ อก อให เกิ ดประโยชน สู งสุ ดนอกจากนั ้นยั งศึ กษาเกี ่ยวกั บการกระจายและการแลกเปลี ่ยนผลผลิ ตเพื ่ อให สั งคมมี ความเป นอยู ดี ทั ้ งหมดนี ้เศรษฐศาสตร อาจจะกล าวว า เป นการจั ดสรรทรั พยากรที ่ มี อยู อย างจํ ากั ด เพื ่ อก อให เกิ ดประโยชน ที ่ ดี ที ่ สุ ดของมนุ ษย และสั งคม

 

36. Economic System  (ระบบเศรษฐกิจ)

คือ ลักษณะการดํ าเนิ นกิ จกรรมทางเศรษฐกิ จของแต ละสั งคม เพื ่ อบรรลุจุดหมายสู งสุ ดทางเศรษฐกิ จ (อยู ɸ

   
คัดสรรมาฝากโดย
วันที่ 24/12/2548 เวลา 04:00:00
เข้าชมบทความนี้แล้ว 274 ครั้ง ได้รับการโหวต 50 คะแนน
โหวตให้บทความนี้ คะแนน
ตั้งกระทู้ใหม่ เก็บไว้ใน Favorites พิมพ์ แจ้งลบ ส่งบทความนี้ให้เพื่อน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตั้งกระทู้ใหม่   ดูเนื้อหาทั้งหมด