|
|
|
|
|
|
|
 |
ลูกเราเหมาะกับโรงเรียนไหน/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
|
|
ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย |
|
|
|
|
 |
ช่วงนี้นอกจากสภาพอากาศที่ร้อนระอุแล้ว ยังมีข่าวคราวเรื่องมลพิษทั้งในอากาศและในน้ำกระหน่ำซ้ำให้ประชาชนคนไทยใจเสียหนักเข้าไปอีก คำบ่นประมาณว่า อะไรที่ไม่เคยเห็นไม่เคยเกิดขึ้น ก็ทยอยเกิดให้เห็นในยุคปัจจุบันกันหลายต่อหลายสถานการณ์ เรียกว่าเป็นวิบากกรรมพร้อมกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะโทษเป็นเรื่องโชคชะตาฟ้าหรือเกิดจากภัยธรรมชาติก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเกิดจากน้ำมือของมนุษย์
!! นอกจากสภาพอากาศแล้ว เรื่องร้อนรุ่มอีกเรื่องหนึ่งในช่วงนี้ที่ไม่เกี่ยวกับสภาพอากาศเลย แต่เกี่ยวกับสภาพจิตใจล้วนๆ และเป็นความรุ่มร้อนของคนเป็นพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยช่วงรอยต่อ ประมาณลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลครั้งแรก หรือช่วงรอยต่อวัยอนุบาลขึ้นสู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง หรือจากชั้นประถมศึกษาเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษา ดิฉันมีเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่หลากหลายวัย และทุกปีเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายก็ต่างมีสภาพปัญหาไม่ค่อยแตกต่างกัน คือมักจะทุกข์ร้อนกับการหาโรงเรียนให้ลูกในช่วงรอยต่อ เป็นความทุกข์ร้อนรุ่มที่ไม่แพ้สภาพอากาศจริงๆ บางคนก็ตระเวนให้ลูกไปสอบเข้าโรงเรียนหลายแห่ง แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหนดี บางคนตั้งธงตั้งแต่แรกว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหน เรียกว่าเตรียมความพร้อม ติวกันเต็มที่เพื่อเป้าหมายให้ได้ ในขณะที่พ่อแม่บางคนทุ่มเทถึงขั้น ติวมาตั้งแต่ 2-3 ปี เพื่อหวังให้ลูกเข้าโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องการ ยังไม่รวมพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนแห่งนั้น เรื่องการเลือกโรงเรียนให้ลูก เป็นปัญหาคลาสสิกของคนเป็นพ่อแม่ทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะบรรดากลุ่มพ่อแม่ชนชั้นกลาง ที่ปรารถนายิ่งนักในการมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก ซึ่งหมายรวมถึงเรื่องการศึกษาที่ดีด้วย แล้วเจ้าเรื่องการศึกษาที่ดีนี่แหละที่กลายเป็นปัญหาของคนเป็นพ่อแม่ทุกปี ที่ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่พยายามให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่พ่อแม่ตั้งใจ
| แล้วโรงเรียนไหนเรียกว่าดีล่ะ? แล้วควรจะเลือกโรงเรียนไหนดีล่ะ ? คนนั้นก็บอกว่าโรงเรียนนี้ดี คนนี้ก็บอกว่าโรงเรียนนั้นดี คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วโรงเรียนไหนเหมาะกับลูกเรา ? คำถามนี้เป็นคำถามฮอตฮิตของคนเป็นพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน ดิฉันมีข้อสังเกตเรื่องคำถามฮอตฮิต โรงเรียนไหนเหมาะกับลูกเรา ? หากเราลองเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นว่า ลูกเราเหมาะกับโรงเรียนไหน ? จะไม่ดีกว่าหรือ เพราะถ้าวิธีคิดว่า โรงเรียนไหนเหมาะกับลูกเรา คนเป็นพ่อแม่ก็ต้องตระเวนหาโรงเรียนให้ลูกชนิดหว่าน แล้วอย่าลืมว่าความต้องการของคนเป็นพ่อแม่ก็ปรารถนาร้อยแปดพันประการที่อยากจะหาโรงเรียนที่ดีที่สุดให้ลูก และอย่าลืมว่าความคาดหวังของคนเป็นพ่อแม่ก็มักจะสวยหรูประมาณเป็นได้แค่โรงเรียนในฝัน แต่ในความเป็นจริงเราต้องดูตัวลูกเป็นสำคัญ และควรจะใช้วิธีว่าลูกของเราน่าจะเหมาะกับโรงเรียนไหนได้บ้าง ที่น่าจะทำให้ลูกสามารถปรับตัวและอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้นได้อย่างมีความสุข โดยคำนึงถึงวิถีชีวิตของครอบครัวด้วย ลองดูแนวทางการเลือกโรงเรียนให้ลูก โดยใช้ปรัชญาการคิดว่า ลูกเราเหมาะกับโรงเรียนไหน ? กันหน่อยดีกว่าค่ะ ประการแรก พ่อแม่ต้องแสวงหาความรู้เรื่องการศึกษาในบ้านเราว่าเป็นอย่างไร โครงสร้างการศึกษาเป็นอย่างไร แล้วโรงเรียนแต่ละแห่งมีแนวทางและปรัชญาการศึกษาอย่างไร เพื่อนำมาประกอบเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ประการที่สอง พ่อแม่ต้องเข้าใจถึงความถนัดของลูก เพราะคนเป็นพ่อแม้ ผู้ปกครองคือคนที่ใกล้ชิดลูกมากที่สุด ย่อมต้องรู้ว่า ลูกของเราถนัดอะไร และมีบุคลิก อุปนิสัยอย่างไร ที่พอจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้ลูก ประการที่สาม ถามความต้องการของลูกโดยอธิบายให้ลูกรู้ก่อนว่า พ่อแม่วางแผนการศึกษาให้เขาอย่างไร และเขาคิดว่าอย่างไร โดยพยายามอธิบายอย่างง่ายๆ ให้เขาเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่วางแผนไว้ และอาจจะมีตัวเลือกให้เขาตัดสินใจร่วมด้วยก็ได้ ประการที่สี่ ทำเลของสถานศึกษา เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจ อย่าคิดว่าต่อให้ไกลแค่ไหน ก็อยากให้ลูกไปเรียนให้ได้ โดยไม่พิจารณา หรือหาหนทางในการแก้ไขเรื่องการเดินทาง เพราะอย่าลืมว่าลูกต้องเผชิญปัญหาเรื่องการจราจรอีกหลายปี ซึ่งอาจจะสมหวังเรื่องการได้เรียนในโรงเรียนที่ปรารถนา แต่ก็อาจไปสร้างปัญหาใหม่ให้กับลูกได้ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสะสม ที่กำลังเป็นโรคฮิตของเด็กและเยาวชนไทยในยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญปัญหาที่สุ่มเสี่ยงเรื่องความเครียดอยู่ตลอดเวลา และท้ายสุดก็จะแสดงออกมาทางสุขภาพร่างกายและจิตใจในเวลาต่อมา ก็ลองชั่งน้ำหนักดูว่า คุ้มกันแล้วหรือ ประการที่ห้า ความหนักแน่นของคนเป็นพ่อแม่มีความสำคัญยิ่งนัก เพราะถ้าพ่อแม่เปลี่ยนไปมา ตามคำบอกเล่าของคนโน้น คนนี้อยู่ตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพในตัวลูก สุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหาในที่สุด ประการที่สุดท้าย - วิธีคิดที่ว่าลูกเราเหมาะกับโรงเรียนไหน จะทำให้เราได้โรงเรียนที่อยู่ในโลกความเป็นจริง ไม่ใช่โลกความคาดหวังของพ่อแม่ ที่จะเป็นเพียงโรงเรียนในฝัน เพราะเมื่อแรกเข้าทุกอย่างย่อมสวยหรู แต่เมื่อเผชิญในชีวิตประจำวัน อาจไม่เป็นดังที่คาดไว้ตั้งแต่แรก แล้วก็จะทำให้เกิดความผิดหวังตามมา ชีวิตทุกวันนี้ดูจะเครียดไปซะทุกเรื่อง และแน่นอนไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าเรื่องเลือกโรงเรียนของลูกก็เป็นมูลเหตุที่ทำให้คนเป็นพ่อแม่เครียด แต่ก็อย่าลืมฉุกคิดถึงในยุคสมัยเมื่อเราเป็นเด็กด้วยละกัน สิ่งใดที่เราไม่ชอบเมื่อครั้งเป็นเด็ก และถูกบังคับให้ต้องไปเรียนพิเศษทุกช่วงวันหยุด แล้วเรารู้สึกอย่างไร และเมื่อถึงวันที่เติบโตมีงานการทำ เราก็มีประสบการณ์กันถ้วนทั่วแล้วมิใช่หรือว่า คะแนนการเรียนดีอย่างเดียว ไม่ใช่การวัดผลสำเร็จในการใช้ชีวิตเมื่อเป็นผู้ใหญ่ หรือองค์ประกอบในการวัดความสำเร็จก็มีปัจจัยและเงื่อนไขอื่นๆ มากมาย ฉะนั้น สิ่งสำคัญในยุคสมัยนี้น่าจะเป็นเรื่องของคนเป็นพ่อแม่ที่นอกจากจะเข้าใจตัวลูก และรู้เท่าทันการศึกษาโลกยุคสมัยนี้ ที่สำคัญอย่าตามกระแสจนเกินไป ก็น่าจะทำให้การตัดสินใจเรื่องการศึกษาของลูกไม่เครียดจนเกินไป ความสำเร็จของมนุษย์มีองค์ประกอบหลายอย่าง นอกจากความรู้ ก็อย่าลืมนึกถึงความรัก ความเข้าใจ ที่คนเป็นลูกก็คาดหวังจากคนเป็นพ่อแม่เช่นกัน ในการสอบถามความรู้สึก และความเข้าอกเข้าใจของเขาและเธออย่างแท้จริง
|
| ขอขอบคุณ manager.co.th |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|