เพื่อน กูรักมึงว่ะ มหากาพย์ เกย์ บนจอเงิน :ถอดรหัสเนื้อหาและนาฏลักษณ์ตัวละคร ในมิติทางสังคมศาสตร์
ชลเทพ ปั้นบุญชู นักวิชาการอิสระด้านสังคม( ยุวโฆษกและYPD)
ภาคอารัมภบท
ณ ห้างแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี ผมได้ไปซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมภาพยนตร์ เพื่อน กูรักมึงวะ เพื่อนำมาเขียนบทความ ต่อจากเรื่อง ประวัติศาสตร์เกย์ในสยามประเทศที่มาของคำเรียกเกย์ กะเทย ในบริบทสังคมไทย ที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น จนทนไม่ไหวต้องมาจับงานเขียนเรื่องนี้อีกรอบ แสดงให้เห็นถึงกระแส เกย์ ในสังคม ยังคงเป็นที่สนใจและถูกจับจ้องอยู่มากพอสมควร จนใครต่อใครหลายหลายคนต่างพากันให้ความสำคัญกลุ่มคนกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ
ในโรงภาพยนตร์ ผู้คนที่นับได้ประมาณ30คน(ซึ่งมีผู้หญิงมากกว่า) ผู้ชายทั้งจริงหรือไม่? อันนี้ผมไม่แน่ใจ สงสัยว่าคงจะมาถอดรหัสโลกทัศน์ เกย์ เหมือนผม เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้หญิงมองข้ามไม่ได้ เผื่อดูไว้ศึกษาแฟนของตน สงสัยคู่ที่มาด้วยนี่คงขนลุกไปตามตามกัน ( กำลังถูกจับจ้อง อย่างไม่พลาดรายละเอียด เก็บครบทุกเม็ด)เท่าที่ผมเห็นกลุ่มเพศที่สามที่พวกเราเรียกว่าเกย์กลับไม่มากนัก ไม่รู้ว่าเพราะกลัวคนกล่าวหาว่าคนที่มาดูคือกลุ่มคนรักร่วมเพศ หรือเป็นเพราะเหตุอื่นใดนอกเหนือจากที่กล่าวมา แต่ก็ถือว่าในช่วงยามบ่ายแก่ๆ คนไม่มากนักเพียงพอที่จะทำให้ผมใช้สมาธิรวบรวมประเด็นมาร้อยเรียงได้มากพอสมควร
เกริ่นอดีตภาคแห่งมหากาพย์ เกย์ ก่อนปัจจุบัน
เนื้อหาสาระหนังแนวชายรักชายในสังคมไทยมีให้เห็นไม่มากนัก ส่วนใหญ่การประกอบสร้างตัวละคร มักจะกล่าวถึงกะเทย(ในทางตลก น่าสังเวช )มากกว่าซึ่งถือเป็นส่วนประกอบมากกว่าแก่นของสารัตถะ แต่ในปี2549 ได้ผลิตหนังเรื่อง แก๊งชะนี จับอีแอบ โดยสี่สาวผู้ประกาศเลื่องชื่อของวิก3พระราม4 นำแสดง โครงเรื่องได้นำเสนอเนื้อหาที่สอดแทรกอารมณ์ตลก ปน ผิดหวังและสมหวัง โดยกล่าวถึงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจะแต่งงานกับหญิงสาวซึ่งเพื่อนๆต่างลงความเห็นว่าผู้ชายคนนี้ผิดวิสัย ชาย ซึ่งชายคนดังกล่าวมีการสอดใส่ความหมายในแบบ ผู้ชายเนียบ เรียบร้อย สำอาง ดูแลตนเองดี และให้ความสำคัญกับการแต่งกายมากเป็นพิเศษ ที่กล่าวมานี้คือการประกอบสร้างเกย์ ในหนังเรื่องนี้ โดยมีจุดหักเหจากยุทธการสืบหาความจริงจากเพื่อนสาว เพื่อกระชากหน้ากากความเป็นผู้ชายจอมปลอมของแฟนเพื่อนโดยพบว่าเขาเคยมีความรู้สึกพิเศษกับเพื่อน(ชาย) ครั้งเมื่อเลยเรียนสมัยเรียน เป็นปมปริศนาคาใจมาจนถึงปัจจุบัน จนในที่สุดก็ต้องหาคำตอบในใจโดยเลือกในสิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริง ซึ่งเขากลัวว่าจะไม่ตรงกับสิ่งที่สังคมคาดหวัง
ภาคปัจจุบัน สารัตถะ เพื่อน กูรักมึงวะ ถอดรหัส จับพิรุธ
เพื่อน กูรักมึงวะ กำกับโดย พจน์ อานนท์ ผู้กำกับที่ถนัดหนังตลก (ขายตุ๊ด ขายกะเทย)เป็นพิเศษ ลองมาทำหนังแนว ramantic drama หรือ(erotic & paradox) ผมไม่แน่ใจ เพราะไม่มีความรู้เรื่องหนังเพียงพอที่จะอรรถฐาธิบาย โดยมีตัวเอกดำเนินเรื่องคือ เมฆ มือปืนนักฆ่าที่ต้องหาเงินมาจุนเจือแม่และน้องที่เผชิญกับโรคร้าย(เอดส์) กับอิฐ ชายหนุ่มชนชั้นกลางซึ่งมีความสุขแฟนสาวสวยที่ถูกเมฆตามฆ่าเนื่องจากกำความลับสำคัญของเจ้านาย และตัวประกอบเรื่องโดยมีทราย หญิงสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่ออิฐ และมองความรักอย่างสวยงาม แต่ต้องมาโชคร้ายเมือพบว่าแท้ที่จริงแล้วแฟนของตนได้เปลี่ยนความรู้สึกรักที่มีให้ตนไปชอบผู้ชายอื่น หมอกหนุ่มผู้อับโชคติดโรคร้าย(เอดส์)จากการล่วงละเมิดทางเพศของพ่อเลี้ยงทำให้แม่และตนเองต้องติดโรคร้ายไปด้วย หมอกต้องขายตัว(ให้กับผู้ชาย)และชิงชังการรักร่วมเพศมาก แม่ของเมฆหญิงสาวผู้ติดโรคร้ายจากสามีซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากในสังคม
เรื่องย่อของเพื่อน กูรักมึงวะ คือเมฆได้รับมอบหมายให้ไปทำภารกิจจากนายให้ไปกำจัดอิฐ ซึ่งกำความลับของผู้จ้างวานฆ่า แต่เมฆเกิดเปลี่ยนใจไม่ฆ่าอิฐตามคำสั่ง จึงถูกนายสั่งเก็บทั้งคู่ เมฆได้รับบาทเจ็บขณะปะทะกัน กับลูกน้องนาย จนอิฐต้องให้การดูและช่วยเหลือเมฆจนก่อเกิดเป็นความผูกพันและความรัก แต่เมื่อความรักก่อเกิดของทั้งคู่ เมฆก็รู้สึกขัดแย้งกับความรู้สึกที่ตนเองเผชิญอยู่ และหลีกเลี่ยงที่จะพบหน้าอิฐ จนทำให้อิฐกระวนกระวาย และว้าวุ่นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนเมื่อกลับไปที่บ้านทำให้ทรายพบว่า แฟนที่ตนเคยรักมีท่าทีที่แปรเปลี่ยนไป ในขณะที่เมฆรักษาตัวอยู่กับอิฐ หมอกและแม่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ในการดำรงชีวิต แม่ป่วยหนักจากอาการของโรค ส่วนหมอกก็ต้องเผชิญกับการรังเกียจของสังคมภายนอก และอาการของโรคเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันหมอกก็ขายตัวโดยสภาวะที่สับสนของตนเอง จนในที่สุดเมฆตัดสินใจกลับบ้านเพื่อไปหาแม่และน้อง แต่ก็ต้องพบกับอิฐอีกครั้ง ทำให้ความรู้สึกโหยหาโถมประดาเข้ามาจนทะลักถึงขั้วลึกของหัวใจ ในวันนั้นนายก็สั่งลูกน้องมาเก็บเมฆแต่โชคร้ายปืนไปถูกแม่เสียชีวิต ทำให้อิฐโกรธแค้นถึงขั้นไปเก็บนายและลูกน้องล้างบ้าน เมฆกำลังจะตามไปห้ามแต่ประสบอุบัติเหตุ ตาบอด ส่วนเมฆถูกตำรวจจับ หมอก เข้ารับการรักษาฟื้นฟูที่วัดพุทธบทน้ำพุ เมฆจองจำในคุกเป็นเวลายาวนาน จนครบกำหนดพ้นโทษ อิฐไปรับเมฆแต่สุดท้ายเมฆก็ถูกยิงเสียชีวิต
เนื้อหาดังกล่าวหากวิเคราะห์นาฏลักษณ์ตัวละครกับบริบทสังคมไทยแล้วผมเห็นว่ามีจุดที่น่าสนใจอยู่มาก ในสังคมไทยหากจะกล่าถึงเรื่อง เกย์ (ผมได้นำเสนอไว้ในเรื่องประวัติศาสตร์เกย์แล้ว)ได้ระบุจำแนกประเภทโดยใช้พฤติการณ์ และรสนิยมการเสพสังวาสเป็นเกณฑ์
เมฆจึงถูกประกอบสร้างนาฏลักษณ์และสัญญะ ในลักษณะ เข้มแข็ง มีพฤติการณ์ร่วมเพศเป็นผู้กระทำ (เล่นสวาท)ถ้าหากสายตาที่ผมจับจ้องในจอไม่ผิดเพี้ยน มีความเป็นผู้นำ มีพละกำลัง จึงเป็น เกย์คิง ในขณะที่อิฐ ถูกประกอบสร้างในลักษณะที่ อ่อนโยน นุ่มนวล พูดจาไพเราะ มีเมตตา มีพฤติการณ์ร่วมเพศแบบเป็นผู้ถูกกระทำ(ฝ่ายรับ) แต่อิฐมีแฟนเป็นผู้หญิงจึงถูกนิยมเป็น ไบรับ
แต่หากจะลงลึกไปกว่านั้น ผมยังพบปมปัญหาในตัวละครอีกมากมายซึ่งเป็นข้อสังเกตเบื้องต้นและเป็นข้อพิรุธที่ผมรู้สึกได้
ประการแรก คุณพจน์ ผู้กำกับ ผู้เขียนบทและผู้สร้างมิได้เชื่อมโยงปมปัญหา ซึ่งอาจเป็นเพราะวิธีการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ อาจมีระยะเวลาสั้นทำให้ผมไม่อาจเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใดเมฆและอิฐจึงเกิดความรู้สึกรัก และสามารถบรรเลงเพลงรักบนดาดฟ้าอย่างไม่กระดากกระเดิ่น หรือเรียกเรียกว่ามีแต่ผลแต่หาเหตุไม่ได้ หรือไม่ก็วิธีการเล่าเรื่องไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะเชื่อมโยงในเชิงตรรก ผมคิดว่าการที่ดูแลกันในระยะเวลาอันสั้น มันอาจไม่เพียงพอที่จะรักกันและบรรเลงบทจูบแบบดูดดื่มอย่างที่หญิงชายแท้ยังต้องอิจฉาเลย แสดงว่ามิติเวลาไม่มีสหสัมพันธ์เท่าไรนักสำหรับคนที่พวกเราเรียกว่า คนแปลกหน้า ที่เข้ามาในชีวิต ที่สำคัญยังเป็นเพศเดียวกัน ผมลองคิดเล่นๆนะครับหากผมเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับอิฐ ผมไม่ต้องเล่นบทรักบนดาดฟ้าหมือนอิฐกับเมฆหรือครับ เพียงเพราะผมช่วยเหลือเมฆ ผมคิดว่าอันนี้ต้องอธิบายปมชัดเจน เช่นอิฐเคยมีความรู้สึกอะไรบางอย่างในสมัยช่วงเด็กๆ(แบบodipus ของลุงฟรอยด์)หรือปมปัญหาบางอย่าง เช่นเหตุการณ์ที่เป็นประสบการณ์พิเศษในอดีต ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกแบบชายรักชายในปัจจุบัน มันมีแบบว่าแค่การตัดต่อฉากเพื่อนเขียนหลังให้ หรือฉากแต่งงานที่เพื่อนมาแสดงความยินดี แบบแว๊บๆแวมๆและไม่ชัดเจนจนทำให้ผมทึกทักที่จะสรุปเชิงอุปนัยได้เลย
ประการที่สอง ผมเห็นว่าคุณพจน์เน้นการสร้างสภาวะที่เกินจริงไปสักนิด ผมก็ไม่รู้ว่าคุณพจน์คิดอะไร แต่ผมรู้สึกว่าการประกอบสร้างที่เกินจริงมันทำให้ผมอาจจะไม่ inner กับความรู้สึกของภาพยนตร์เท่าไรนัก เพราะประสบการณ์ในเชิงวัฒนธรรมแบบนี้ผมแทบไม่มีเลย เช่นอาชีพมือปืนเกี่ยวข้องอย่างไรกับเกย์ หรือต้องการสร้างมุมที่ขัดแย้งของตัวละครในเรื่องกับสังคมวัฒนธรรมเกย์ไทย เพราะผมคิดว่าอาชีพนี้อย่าว่าแต่เกย์เลย ผู้ชายธรรมดายังประกอบกิจนี้ได้ยากเลย ซึ่งผมแค่สงใสว่าหากเป็นวิศวกร นักมวย หรืออื่นๆยังดูเป็นไปได้จริงในสังคมไทยมากกว่า ในขณะที่ที่พจน์ต้องการจะสะท้อนความเป็นจริงในสังคมระหว่าวัฒนธรรมชายรักชาย แต่กลับเลือกที่จะนำเสนอเนื้อหาเกินจริง หรือคุณพจน์ต้องการจะบอกว่า อะไรที่เป็นไปไม่ได้หรือไม่น่าจะเป็นไปได้แต่กลับเป็นไปได้ งั้นผมก็อึ้งเลยที่ภูมิปัญญาผมด้อยไปหน่อยเลยไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของคุณพจน์จึงไม่สามารถซาบซึ้งในอรรถรสหนังได้อย่างเพียงพอ
ประการที่สามถ้าถามด้วยความสมเหตุสมผลของเนื้อหา การอธิบายเรื่องราว ผมกลับคิดว่าเรื่องนี้ไร้ซึ่งเหตุและผลที่สุดเท่าที่ผมได้เคยชมภาพยนตร์มา (คือผมอาจไม่ค่อยได้ตามหนังของคุณพจน์เท่าไร) เลยไม่รู้ว่าสไตล์หนังของคุณพจน์เป็นเช่นไร แต่ หากมองในเชิงเหตุผลผมคิดว่ามันดูชอบกลอยู่ แต่ถ้าจะมองด้วยความรู้สึกก็อาจจะไม่ต้องการคำอธิบายมาก(แต่ผมมันเจ้าปัญหานี่ซิ เลยไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่ายๆ) ผมคิดว่าจุดขัดแย้งของหนังเรื่องนี้มีอยู่หลายจุด ผมคิดว่าการฆ่าคนตาย ล้างบางโดยไตร่ตรองน่าจะต้องโทษประหาร มากกว่าติดคุกแค่20กว่าปี หรือการถูกไล่ยิงระหว่าคน2คนกับลูกน้องเกือบสิบ แล้วไม่เป็นอะไรมากมายผมว่ามันยิ่งกว่าปาฏิหาริย์เสียอีก หรือจุดดำเนินเรื่องให้ทั้งคู่มาพบกับความรู้สึกว่า ผมชอบคุณ มันยังดูลอยๆไปจนผมไม่อาจเชื่อมโยงได้นอกจาก ผมจะมีแรงขับในเรื่องเพศ มากกว่าความรู้สึกผูกพัน ผมจึงอดไม่ได้ว่าหนังเรื่องนี้ใช้สุนทรียะแบบ Erotic ในการเล่าเรื่องด้วยหรือการเข้าหาในทาง Paradox
ประการที่สี่การอธิบายเนื้อหาของคุณพจน์มีความสับสนอยู่มาก เช่นจะชูประเด็นเอดส์ เกย์ ความรัก ความใคร่ ครอบครัว เพื่อนหรืออะไร? มันไม่ชัดเจนและดูคลุมเครือ ไม่ค่อยที่จะโยงกัน ต่างฝ่ายต่างตัดไปตัดมาจนผมนึกว่าคนละเรื่องเดียวกัน และมันไม่เป็นเนื้อเดียวกันเปรียบเสมือนเอาผ้ามาปะเป็นเสื้อโดยใช้เศษผ้ามาต่อกัน อันนี้ต้องลองชมครับ (หรือผมอาจคิดมากวิตกจริตไปเอง) ที่สำคัญชื่อเรื่อง เพื่อน กูรักมึงว่ะนี่ผ่านกองเซ็นเซอร์ได้อย่างไรเพราะผมคิดว่าภาษาตั้งชื่อไม่น่าจะผ่านทำให้ผมยิ่งแปลกใจไปยิ่งกว่าเดิม ที่สำคัญชื่อเรื่องดังกล่าวไม่เห็นเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่แพร่ภาพออกมา ผมเองอยากจะตั้งชื่อให้เองเลยว่า เกย์ จ๋า ข้ารักเอ็งมาก
กลวีธีการเล่าขอคุณพจน์จะเน้นในการถ่ายทอดเนื้อหาโดยนัยประหนึ่งว่าเกย์คือผู้ชายโดยทั่วๆไป เส้นกั้นระกว่างเกย์และผู้ชายจึงมิได้แตกต่างอะไรนักนอกจากคำว่า การร่วมรัก
กับเพศเดียวกัน และแสดงความรักเช่นเดียวกับหญิงชายทั่วไป ทั้งในเรื่องความห่วงหาอาทร ความคิดถึง ซึ่งต้องถือว่าเป็นวิวัฒนาการที่ซับซ้อนขึ้น กว่าการจำแนกในอดีตที่ผมได้ทำการศึกษา แต่บทจูบสวาทขาดใจบนดาดฟ้าและท้องถนนนี่คุณพจน์ให้ความสำคัญมากจนผมแทบจะคิดว่าเป็นerotic paradox ของหนังรักฉบับเกย์ในแบบฉบับคุณพจน์ เพราะผมดูพฤติกรรมและท่าทีของผู้ชมผู้หญิงในห้องชม ราวกับหยุดหายใจ ณ ขณะนั้น และเกิดคำถามขึ้นว่า ร้อนแรงยิ่งกว่าหญิง ชายอีก หรือคุณพจน์ต้องการนำเสนอว่า จริงๆแล้วรักเกย์กับเกย์ ยิ่งกว่าในหนังอีก(อันนี้ผมแอบคิดเองนะครับ) การใส่บรรยากาศในอารมณ์ของห้องเก่าๆ บนดาดฟ้า และบทเริงรักแบบดิบๆ ปล่อยอารมร์กระเจิดกระเจิงตามใจ จนผมอดคิดถึงสโลแกนหนึ่งไม่ได้ ถึงคำว่าanytime anywhere บทเริงรักจึงไม่สัมพันธ์กับเวลาและสถานที่ ได้ทุกที่ ทุกแห่งหน ทุกเวลา ก็แปลกดีครับ ถือเป็นวิธีคิดใหม่ๆที่ผมได้รับจากหนังเรื่องนี้
หากจะกล่าถึงเรื่องเกย์ในบริบทสังคมไทย เรื่อง เพื่อน กูรักมึงว่ะอาจเป็นแค่เศษเสี้ยวที่คุณพจน์พยายามที่จะนำเสนอ ในเชิงโครงสร้าง และเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มวัฒนธรรมนี้ยังมีเนื้อหาที่หยิบยกสามวันก็ยังไม่หมด เช่นกระบวนการสร้างความแอ๊บแมนของเกย์ (ไม่รู้เหมือนแอ๊บแบ๊วหรือเปล่า)ในพื้นที่สังคมไทย มันจึงสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับของสังคมไทยมีการให้คุณค่าที่แตกต่างกันไปตามสภาวะของมิติเวลา (สามารถศึกษาได้ในวิทยานิพนธ์เรื่องวาทกรรมเกย์ ภาคประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬา)
ผมเลยเข้าใจว่าทำไมเกย์บางคนถึง แอ๊บแมน ซึ่งนาฏลักษณ์ลวง เพื่อสร้างความเป็นจริงในสังคม หรือบางคนเป็นผู้ชายที่มิได้จำแนกตัวเองเป็นเกย์ แต่มีรสนิยมชอบมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย วิวาทะระหว่างคนนอก(etic) กับคนในกลุ่ม(emic)จึงมีวิธีคิดที่แตกต่างกันและมีรายละเอียดมากมาย จนผมศึกษาแทบไม่หวัดไม่ไหว เพราะมันซับซ้อนและมีการแยกย่อย จนถึงระดับปัจเจก แต่อย่างน้อยก็ต้องขอขอบคุณที่คุณพจน์กล้าที่จะนำเสนอเรื่องราวที่ต้องรอสังคมให้โอกาสที่จะหยิบยื่นเพื่อถ่ายทอดชีวิต เกย์ ในอีกภาคหนึ่งของบริมณฑลประเทศไทย
ปล.
บทความชิ้นนี้เป็นข้อเสนอส่วนตัวที่อาจจะมีวิวาทะที่แตกต่างออกไป จึงขอให้ผู้อ่านอย่าถือเป็นสาระอะไรมากนัก
การนำเสนอโดยผ่านมุมมองทางสังคมศาสตร์ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดอยู่มากมายขออภัยมา ณ ที่นี้